ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 305 พบกับซิงกั๋วกง
บทที่ 305 พบกับซิงกั๋วกง
“จะว่าเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่นางกล่าว “เช่นนั้นแล้วข้าจึงไม่ต้องการให้เจ้ามาเสี่ยงด้วย เจ้าไม่ได้มีส่วนในเรื่องเหล่านี้เลย”
“ในเมื่อลัญจกรหยกมีข้าเป็นผู้ถือครองแล้ว ก็ไม่อาจนับว่าข้าเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกต่อไป” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “ข้าไม่เข้าใจเรื่องนี้เอาเสียเลย ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนให้เลือดกับลัญจกรหยก แต่เหตุใดข้ายังกลายเป็นผู้ถือครองมันได้ ข้ายังไม่กระจ่างเรื่องนี้เพราะระหว่างที่พวกเจ้าคุยกันคงจะหมดสติอยู่”
“ลัญจกรหยกหมุนเปลี่ยนผู้ถือครองสืบทอดกันมานับพันปี ก่อนที่แคว้นตงฮั่นจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก และยังไม่มีการบึกทึกไว้ในตำราไหน ๆ อีกด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ “ความจริงแล้วการที่มันจะยอมรับใครเป็นผู้ถือครองนั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นเลือดของใครเสมอไป ความจริงแล้ว ที่เจ้ารับการยอมรับจากลัญจกรหยกนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับมู่ชวน ข้าเองก็ใช้มู่ชวนในการสร้างความสัมพันธ์กับลัญจกรหยกเช่นกัน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถเข้าออกในมิติภายในได้เลย”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เหลือบมองมู่ชวนและหลิงซีที่กำลังตั้งใจกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน พลางถอนหายใจออกมา “ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา นอกเหนือจากหอฟ่านเทียนและเหวินเซียงเก๋อแล้วข้ายังมีภัตตาคารปาเซียนที่ต้องดูแลอีกด้วย หากข้าไปจากที่นี่ ใครจะดูแลการค้าขายเหล่านี้เล่า ข้ารู้ว่าเจ้าไว้ใจผู้ดูแลร้านอวี้ แต่เขาก็ไม่สามารถจัดการงานหลายอย่างด้วยตัวคนเดียวได้”
“จวนแม่ทัพสามารถส่งคนไปช่วยได้…”
“เช่นนั้นทั้งเมืองหลวงจะได้รู้กันหมดว่าร้านเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของข้าและเจ้า นี่มันแย่ยิ่งกว่าการเอาชีวิตมาทิ้งในเมืองหลวงเสียอีก” หลี่เยว่หานเม้มริมฝีปาก
เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ ต้องยอมรับว่าหลี่เยว่หานพูดถูกทั้งหมด
ไม่คาดคิดเลยว่าภายในเวลาไม่กี่เดือน ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้จะขยายกิจการการค้าของนางออกมาได้กว้างขวางเพียงนี้จริง ๆ ทั้งที่เขาเห็นว่านางอยู่ข้างกายเขาเสมอ แต่เมิ่งฉีฮ่วนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย
ในความเป็นจริงเขาสามารถถามข่าวจากผู้ดูแลร้านอวี้ได้ไม่ยาก แต่หลังจากที่เขาให้ผู้ดูแลร้านอวี้ขึ้นตรงต่อหลี่เยว่หานผ่านเวินเทียนเหล่ยแล้ว หลังจากจากนั้นเขาก็นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ดูแลร้านอวี้ก็ไม่นับว่าเป็นเจ้านายลูกน้องกันอีก เมิ่งฉีฮ่วนเคารพในตัวหลี่เยว่หาน จึงไม่ได้สอบถามข่าวกับผู้ดูแลร้านอวี้อย่างลับ ๆ อีก
“ข้าและเวินเทียนเหล่ยตกลงกันเอาไว้ว่าเขาจะกลับมาที่เมืองหลวงในเร็ว ๆ นี้ เมื่อถึงเวลานั้นจะร่วมมือกันเพื่อทำการค้าเกี่ยวกับสุราหมักและอาหารทะเล หากทำตามแผนนี้การค้าครั้งนี้จะให้เราได้มากกว่าเรื่องเงิน” หลี่เยว่หานเงยหน้าขึ้นถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น “ด้วยการค้าครั้งนี้จะสามารถสร้างความสัมพันธ์กับเหล่าขุนนางได้มากมาย ข้าหลี่เยว่หานอาจจะสามารถมีอำนาจรุดหน้าทดแทนตระกูลเวินในฐานะคหบดีหลวงขั้นหนึ่งได้”
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นของภรรยา เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่อยากจะขัด จึงหยุดความพยายามในการเกลี้ยกล่อมให้นางออกไปจากเมืองหลวงไว้ก่อน
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนกลับค้างคาอยู่ในใจของมู่ชวนและหลิงซี หลังมื้อเย็น หลี่เยว่หานก็เอนหลังเพื่องีบหลับ แต่มู่ชวนกลับดึงตัวเมิ่งฉีฮ่วนออกไปพูดคุยด้วยท่าทางเคร่งขรึม
“ท่านอา” มู่ชวนลดเสียงเบาลงแล้วลอบหันไปมองหลี่เยว่หาน “ท่านอาสะใภ้ทำสิ่งต่าง ๆ ตั้งมากมายเพื่อพยายามช่วยปกป้องข้าและน้องสาว ข้าคิดว่าหากเป็นไปได้ท่านน่าจะหาโอกาสในการส่งอาสะใภ้ออกไปจากที่นี่ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจนักว่าเมืองหลวงซับซ้อนมากเพียงใด แต่ข้าก็ไม่ต้องการให้ท่านอาสะใภ้ต้องตกอยู่ในอันตรายขอรับ”
เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มแล้วก็บีบแก้มมู่ชวนก่อนจะเอ่ยตอบ “อาเข้าใจความคิดของเจ้า อาสะใภ้เองก็เช่นกัน แม้ว่าแคว้นนี้จะเต็มไปด้วยอันตราย แต่อาสะใภ้ของเจ้าก็ไม่ใช่คนทั่วไปเลย เพราะอย่างนั้น เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวนางนะ”
“ท่านอาโกหกข้า ดูก็รู้ว่าท่านเองก็ต้องการให้อาสะใภ้ออกไปจากเมืองหลวงไม่ใช่หรือขอรับ” มู่ชวนเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ
“ข้าเองก็ทั้งเชื่อมั่นและเป็นห่วงนางไปพร้อม ๆ กัน” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางมองไปทางหลี่เยว่หานที่หลับอยู่ “น่าเสียดายที่เวลานี้ยากจะทำสิ่งใดได้ ไม่อย่างนั้นอาคงจะพาอาสะใภ้และพวกเจ้าไปอยู่ในที่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่านี้”
“เราอยู่ในหลิงฉวนกันก็ได้นี่” มู่ชวนกล่าว “พลังวิญญาณในหลิงฉวนนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าสังเกตอาการของหลิงซีแล้วก็พบว่าพิษในกายนางลดลงเรื่อย ๆ สถานที่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยราวกับสวรรค์ที่ว่าก็คงจะเป็นที่นั่นนะขอรับ”
“ถ้าหากเราทั้งหมดเข้าไปที่นั่นแล้ว ใครจะเป็นผู้ถือครองลัญจกรหยกเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มขำ “ฝ่าบาทคงไม่มีทางถือครองมันเอาไว้อย่างแน่นอน ในทางกลับกัน หากลัญจกรหยกตกไปอยู่ในมือขององค์รัชทายาทหรือองค์ชายรอง หลิงฉวนก็จะไม่นับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป”
เมื่อได้ฟังเมิ่งฉีฮ่วนพูดแล้ว มู่ชวนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างเคร่งเครียดไม่ต่างจากผู้ใหญ่ “ท่านอา ข้ามักจะคิดอยู่เสมอว่าข้าสร้างความลำบากให้อาสะใภ้ ไม่อย่างนั้นด้วยความที่นางเป็นคนเข้มแข็งเช่นนี้ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี ชีวิตของนางก็คงจะไม่ต้องมีเรื่องทุกข์ร้อนใจอยู่เช่นนี้เลย”
“เจ้าคิดว่าอาสะใภ้ของเจ้ากลัวหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักพเยิดไปทางหลี่เยว่หานอย่างติดตลก เวลานี้นางนอนหลับโดยมีหลิงซีอยู่ข้าง ๆ “นางไม่ลังเลใจเลยที่จะพาตนเองไปพบเจอกับเรื่องอันตรายเพื่อปกป้องคนอื่น นางเป็นคนจิตใจดีมากและตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ อย่างกล้าหาญด้วยตนเอง แม้ว่าอาจะเป็นห่วงนางจนต้องคิดแผนการต่าง ๆ เอาไว้มากมาย แต่ก็ไม่เคยสงสัยในความสามารถของอาสะใภ้เลย นางไม่เคยทำสิ่งใดอย่างวู่วามและยังระมัดระวังตัวเสมอ นางเป็นคนรอบคอบและหลักแหลมมาก”
“อาสะใภ้เป็นสตรีที่เป็นใหญ่ในบ้านจริง ๆ” มู่ชวนถอนหายใจ “ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าในครอบครัวท่านอาหรืออาสะใภ้ใหญ่กว่ากัน”
“นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยว่าใครใหญ่กว่ากัน” เมิ่งฉีฮ่วนลูบหัวมู่ชวน “อาสะใภ้ของเจ้าไม่ใช่สตรีที่เอาแต่หวังพึ่งพาบุรุษในการใช้ชีวิต ข้าและนางต่างอยู่ร่วมกันอย่างสนับสนุนเกื้อกูล เติมเต็มซึ่งกันและกันมากกว่าจะมีผู้นำและผู้ตาม เจ้าจะเข้าใจสิ่งที่อาพูดเมื่อเติบโตขึ้นกว่านี้”
หลังพูดคุยกับมู่ชวนได้พักหนึ่งและปล่อยให้หลิงซีได้เล่นซุกซนจนสมควรแก่เวลา หลี่เยว่หานก็ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เปิดมิติให้เด็กทั้งสองกลับเข้าไปในหลิงฉวน จากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานก็เตรียมจะกลับไปที่จวนแม่ทัพ
ทว่าเมื่อทั้งสองกำลังเดินออกมาจากห้องรับรองใหญ่หมายเลขหนึ่ง หลี่เยว่หานก็ได้พบซิงกั๋วกงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ซิงกั๋วกงที่ชราแล้วได้ส่งต่อตำแหน่งของเขาให้กับบุตรชายคนโตอวี๋เจ๋อฟาง พี่ชายของอวี๋ปิงซู หลายปีก่อนหน้านี้นอกจากซิงกั๋วกงผู้เป็นบิดาจะไม่เคยละความพยายามที่จะตามหาบุตรสาวแล้ว พี่ชายอย่างอวี๋เจ๋อฟางเองก็คอยถามข่าวน้องสาวเสมอเช่นกัน
และในเวลานี้เขากลับได้พบกับหลี่เยว่หานโดยบังเอิญ เมื่อจี้หยางมาถึง อวี๋เจ๋อฟางก็ตามเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานไปถึงหน้าห้องรับรองหมายเลขหนึ่งแล้ว
“คล้ายมาก…คล้ายเหลือเกิน…” อวี๋เจ๋อฟางขยี้ตามองหน้าหลี่เยว่หานโดยไม่กะพริบตา “หลานสาวดูคล้ายกับปิงซูของข้ามากเหลือเกิน”
หลี่เยว่หานเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันในใจมากมายตอนนี้ และทำได้เพียงเอ่ยออกมา “คือว่า…มารดาข้าเสียชีวิตไปแล้วเจ้าค่ะ”
แม้เขาจะเตรียมใจเอาไว้อยู่บ้าง แต่อวี๋เจ๋อฟางก็ยังทำใจไม่ได้เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตของอวี๋ปิงซู เมื่อจี้หยางเข้ามาเขาก็ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาอยู่
“นายท่านขอรับ” จี้หยางเอ่ยอย่างลังเล จากนั้นก็ค่อย ๆ พูดพลางพยักหน้าไปทางหลี่เยว่หาน “คุณหนูใหญ่เติบโตอย่างชาวบ้านในชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนคุณหนูเองก็เกิดที่นั่นเช่นกันขอรับ วันก่อนข้าน้อยถามนายท่านผู้เฒ่าว่าหากคุณหนูใหญ่ออกเรือนกับชายบ้านนอก นายท่านผู้เฒ่าจะมีความคิดเช่นไร นายท่านผู้เฒ่าตอบข้าน้อยว่าท่านหวังเพียงจะได้เห็นคุณหนูใหญ่มีชีวิตอยู่เท่านั้น…ทว่า…”
จี้หยางไม่ได้พูดคำใดออกมาอีก อวี๋เจ๋อฟางก็สงบนิ่งเช่นกัน