ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 306 หลานสาวจากจวนซิงกั๋วกง
บทที่ 306 หลานสาวจากจวนซิงกั๋วกง
“หลาน ข้าเข้าใจดีว่าเจ้ากังวลเรื่องใด” อวี๋เจ๋อฟางอายุไม่น้อยแล้ว ตีนผมที่ขมับของเขาเป็นสีเทา แต่ก็ยังมองหลี่เยว่หานอย่างจริงจังระหว่างที่เอ่ยขึ้น “ไม่ว่าสามีของปิงซูจะเป็นใคร เจ้าก็เป็นหลานสาวข้า เป็นคนในตระกูลอวี๋ของเรา ไม่ต้องห่วง ทั้งตาและลุงของเจ้าจะเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดเอง ปิงซูไม่อยู่อีกต่อไปแล้วก็ไม่เป็นไร ตอนนี้เราได้พบเจ้าแล้ว จะไม่มีทางยอมให้เจ้าต้องทุกข์ทรมานอยู่นอกบ้านเราอีกต่อไป”
หลังจากนั้นอวี๋เจ๋อฟางก็หันไปทางเมิ่งฉีฮ่วน “หากแม่ทัพเมิ่งทำให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย ตระกูลเรายินดีจะให้ความช่วยเหลือเจ้าแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เยว่หานก็โล่งใจขึ้น และรีบพูดกับเขาอย่างอ่อนน้อม “เมื่อได้ยินท่านลุงกล่าวเช่นนี้เยว่หานก็โล่งใจเจ้าค่ะ แต่หลานต้องการให้ทุกคนเพียงรู้เรื่องทั้งหมดนี้กันอย่างลับ ๆ เท่านั้น เวลานี้พวกเรามีศัตรูไม่น้อยในเมืองหลวง การเปิดเผยว่าเกี่ยวข้องกับตระกูลของซิงกั๋วกงไม่ใช่เรื่องที่จะเหมาะนัก”
“แต่พวกเราคนของจวนซิงกั๋วกงไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด” อวี๋เจ๋อฟางพูดพร้อมกับปาดน้ำตาด้วยแขนเสื้ออีกครั้ง “ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าอดทนกับความยากลำบากมามากมายใช่หรือไม่”
“ซิงกั๋วกงโปรดวางใจ แม้ว่าข้าจะไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นมากนัก แต่จะปกป้องเยว่หานอย่างสุดความสามารถขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะให้คำมั่น หลังจากกล่าวเช่นนั้นเขาก็เขินอายเล็กน้อย แต่เมื่อมองไปทางหลี่เยว่หานนางกลับยังอยู่ในอาการสงบนิ่งใจเย็น
อวี๋เจ๋อฟางกลับมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะเรียกข้าว่าซิงกั๋วกงได้อย่างไร เรียกว่าท่านลุงสิ”
สองสามีภรรยาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือห้องได้ดี ทั้งคู่โค้งทำความเคารพแล้วเอ่ยเรียกอวี๋เจ๋อฟางพร้อมกันว่า “ท่านลุง” อวี๋เจ๋อฟางจึงปาดน้ำตาอีกครั้ง
หลังจากหลี่เย่วหานและเมิ่งฉีฮ่วนผลัดกันพูดปลอบใจ ในที่สุดอวี๋เจ๋อฟางก็หยุดร้องไห้และเริ่มสงบลงและพูดขึ้น “สิ่งที่เยว่หานพูดก็ไม่ผิดนัก แม้เราจะพบกันแล้ว แต่การเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยก็ไม่ควรจะให้ตระกูลกงรู้เรื่องนี้ คนเหล่านั้นไม่น่าไว้ใจ”
ระหว่างพูด อวี๋เจ๋อฟางก็ถอนหายใจออกมา เนื่องจากมีเรื่องกำแพงระหว่างชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจึงไม่สามารถโอบกอดหลานสาวได้ แต่ก็มองหลี่เยว่หานด้วยความรักในแววตาอย่างไม่มีการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
“ตอนที่แม่ของเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าก็มีเพียงนางเป็นน้องสาว นางเป็นสตรีที่ข้ารักและทะนุถนอมมากที่สุด ทว่าไม่คิดเลยว่านางจะต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดนี้หลังจากที่พลัดพรากจากกัน จากที่เจ้าเล่าถึงบิดาตนเองผู้นั้นก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนดีเช่นกัน หลานสาว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ลุงจะไม่ยอมให้หลี่ต้าเฉิงและภรรยาคนที่สองของเขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่นอน” อวี๋เจ๋อฟางพูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง ราวกับว่าหากพบหลี่ต้าเฉิงต่อหน้า ชายผู้นั้นจะถูกสังหารทันที ความโกรธของเขาปะทุออกมาอย่างน่ากลัว
หลี่เยว่หานได้ฟังก็ตอบอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านลุง เรายังต้องคุยเรื่องนี้กันอีกด้วย”
หลี่เยว่หานมองไปทางสามี มีบางสิ่งที่นางไม่สามารถพูดเองได้จึงส่งสายตาให้เขาพูดออกมา
“ท่าน…ท่านลุงขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนเองก็ยังไม่เคยชินกับสถานะเช่นนี้ ท่าทางเขาอึดอัดเล็กน้อยยามเอ่ยขึ้น “ข้าได้รับรายงานเกี่ยวกับชายแดนเมื่อไม่นานมานี้ ว่ากองทัพทางตะวันตกเฉียงเหนือกำลังอยู่ในความตึงเครียด กองทหารกำลังล่าถอยมาที่อำเภอหย่งอัน หากการคาดเดาของข้าไม่ผิดไป หลี่ต้าเฉิงและภรรยาของเขาเองก็น่าจะหนีมาเมืองหลวงแล้วเช่นกันขอรับ”
อวี๋เจ๋อฟางพยักหน้าตาม “แม้ว่าจวนซิงกั๋วกงจะไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องการบ้านการเมืองมากนักในเวลานี้ แต่สำหรับเรื่องเช่นนี้ไม่ต้องกังวลไป เมื่อใดที่หลี่ต้าเฉิงและภรรยาของเขามาถึงที่นี่ ข้าจะไม่ปล่อยสองคนนั้นเอาไว้แน่นอน
“ท่านลุงเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเริ่มเอ่ยปาก “หากเป็นไปได้ โปรดพาตัวหลี่ต้าเฉิงมาที่จวนซิงกั๋วกงด้วยเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเล่า” ดวงตาของอวี๋เจ๋อฟางเบิกกว้าง “ชายคนนั้นทรมานแม่เจ้าจนตาย เอาสินเดิมของแม่เจ้าไปแต่งภรรยาคนที่สองเข้ามาอย่างรวดเร็ว นี่มันเป็นการหมิ่นเกียรติอย่างยิ่ง”
“เช่นนั้นเมื่อใดก็ตามที่รู้ที่อยู่ของหลี่ต้าเฉิงและภรรยาของเขาแล้ว ก็ควรจะพาตัวเขาไปเงียบ ๆ เท่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชื่อเสียงของจวนซิงกั๋วกงเท่านั้น แต่ยังสามารถจัดการทั้งหลี่ต้าเฉิงกับภรรยาของเขาเป็นการล้างแค้นให้ท่านแม่ได้อีกด้วย นับว่าเป็นการยิงศรนัดเดียวจัดการนกสองตัว”
หลังจากได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้วอวี๋เจ๋อฟางก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วมองหลานสาวด้วยความชื่นชมมากขึ้น “เยว่หานเป็นคนหลักแหลมไม่ต่างจากมารดาที่อยู่บนสวรรค์จริง ๆ”
จากนั้นอวี๋เจ๋อฟางก็หันไปสบตาเมิ่งฉีฮ่วน แล้วส่งเสียงฮึดฮัด “เมื่อเยว่หานแต่งงานกับเจ้าแล้วก็ต้องปกป้องนางให้ดีอย่าได้ขาดตกบกพร่อง ไหนจะเรื่องที่จี้ซินเยว่รังแกนางอีก ก่อนหน้านี้ข้าไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่เวลานี้ความจริงทั้งหมดกระจ่างแล้ว ไม่อาจปล่อยให้จี้ซินเยว่ทำอะไรเช่นนั้นได้อีกต่อไป”
“ท่านลุงวางใจได้ขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนรับปากอย่างหนักแน่น “ข้ากับจี้ซินเยว่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ทุกสิ่งเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ดี”
หลังจากที่อวี๋เจ๋อฟางกับหลี่เยว่หานได้พบกันและพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างกันอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกจากหอฟ่านเทียนอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วกลับไปที่จวนซิงกั๋วกงโดยไม่ลืมที่จะบอกเรื่องทั้งหมดกับเหล่าซิงกั๋วกงผู้เป็นบิดา
ทุกอย่างตรงกันข้ามกับที่พวกเขาคิดไว้ทั้งหมด เหล่าซิงกั๋วกงไม่เพียงแต่ไม่ได้สนใจว่าหลี่เยว่หานเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากชายชาวบ้านอย่างหลี่ต้าเฉิงเท่านั้น เขายังทำให้หลี่เยว่หานเสียแผนด้วยการประกาศต่อสาธารณะอีกด้วยว่าหลี่เยว่หานเป็นบุตรของหลี่ต้าเฉิงและบุตรสาวของเขาเอง
นั่นทำให้ชนชั้นสูงในเมืองหลวงเกิดอาการตกตะลึงไปพักหนึ่ง
ผู้คนต่างรู้จักหลี่เยว่หานว่านางเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่แต่งงานเป็นภรรยาของแม่ทัพเมิ่งฉีฮ่วน และฝ่าบาทยังทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นางเป็นฮั่นหรงฟูเหรินด้วยพระองค์เอง
แต่หลังจากเรื่องทุกอย่างผ่านไปเพียงเดือนเศษ หลี่เยว่หานกลับได้รับการระบุตัวตนอีกครั้งในฐานะหลานสาวของซิงกั๋วกง
นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกัน
เมื่อข่าวนี้ดังไปถึงหูของจี้ซินเยว่และคนในจวนตระกูลเฉิน แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“นางผู้หญิงคนนั้น จู่ ๆ ก็ไปเกี่ยวข้องกับซิงกั๋วกงได้อย่างไรกัน” หลังจากที่จี้ซินเยว่ทำลายข้าวของก็ทรุดลงที่พื้นด้วยความโกรธ จนมารดาของนางรีบเปิดประตูเข้ามา
“ซินเยว่” ฮูหยินจี้มองดูข้าวของกระจายที่พื้น แววตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด แต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์ไว้แล้วเข้าไปปลอบใจจี้ซินเยว่ “อย่าโมโหเรื่องนี้อีกต่อไปเลย แม่ไปสอบถามมาแล้วก็พบว่าหลี่เยว่หานมีมารดาคืออวี๋ปิงซู ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตที่หายตัวไปของจวนซิงกั๋วกงเมื่อนานมาแล้ว”
“คนที่จวนซิงกั๋วกงนั้นช่างไร้ยางอาย” จี้ซินเยว่สาปแช่งอย่างไม่เกรงกลัว “บุตรสาวหายไปหลายปีก็ยังพยายามหวงแหนเอาไว้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ยังจะนับว่านางมีเกียรติเป็นคุณหนูใหญ่ได้อยู่อีกงั้นหรือ ในเมื่อสุดท้ายก็แต่งกับชายบ้านนอกกลายเป็นพวกนอกคอก อย่างไรก็ไม่มีทางดีไปกว่าข้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮูหยินจี้ก็รีบปิดปากบุตรสาวทันที แล้วมองไปรอบ ๆ อย่างตกใจ และลดเสียงเบาเอ่ยกับลูกสาว “เจ้าควรระงับความโกรธและระวังคำพูดคำจาเอาไว้ด้วย เวลานี้บ้านเราก็มีปัญหามากมายอยู่แล้ว คนตระกูลเฉินก็คอบจับตาดูอยู่ หากเรื่องที่เจ้าดูหมิ่นซิงกั๋วกงถูกแพร่งพรายออกไปจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง”
แม้จะไม่พอใจเพียงใด จี้ซินเยว่ก็คิดว่าสิ่งที่มารดาพูดนั้นสมเหตุสมผล แต่ยิ่งรู้ว่าเป็นเช่นนั้นความเกลียดชังในใจนางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น “ท่านแม่ เหตุใดคืนนั้นท่านจึงไม่หยุดข้า”
แม้จะพูดเพียงเท่านั้นแต่ฮูหยินจี้รู้ดีว่านางหมายถึงคืนไหน ฮูหยินจี้ไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็ยังแสร้งทำสีหน้าใจดีแล้วเอ่ยตอบ “วันนั้นแม่หยุดเจ้าไม่ได้ เพราะเพียงแค่ถูกหลี่เยว่หานยั่วโมโหก็เหนื่อยมากแล้ว คืนนั้นเจ้าเมามากและแม้แม่จะพยายามห้ามปรามเจ้ากับชายคนนั้นแล้วก็ยังมีแรงไม่มากพอ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของจี้ซินเยว่ก็แดงก่ำ…