ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 313 ไข้ทรพิษ
บทที่ 313 ไข้ทรพิษ
หลังจากได้ฟังคำพูดของฟางจื่อหลาน หลี่เยว่หานก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดเป็นพิเศษ คนแก่เฒ่าแล้วมักจะชอบคิดมาก แต่หลี่เยว่หานรู้ดีว่า ถึงแม้นางจะชอบเถียงกับเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เสมอ พูดจาไม่เชื่อใจอีกฝ่าย แต่ในใจลึก ๆ แล้ว นางก็ยังคงเชื่อใจเขา
อย่างน้อยในแง่ของความรู้สึก หลี่เยว่หานเชื่อว่าเมิ่งฉีฮ่วนในตอนนี้ไม่มีใจสอง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ มือซ้ายของนางก็ลูบไปบนหน้าท้องที่นูนเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
ฟางจื่อหลานเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมา หัวเราะคิกคักไม่กี่ครั้งก็พลิกประเด็นพูดคุยไปเสีย โดยพาหลี่เยว่หานไปไหว้บรรดาขุนนางทั้งหลาย จากนั้นก็ให้หลี่เยว่หานรับประทานอาหารกลางวัน
อวี๋เจ๋อฟางคงโกรธเมิ่งฉีฮ่วนอยู่กระมัง หลังจากที่หลี่เยว่หานติดตามฟางจื่อหลานเข้าไปในเรือนชั้นในแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็เพิ่งปรากฏตัวพร้อมกับอวี๋เจ๋อฟางในยามอาหารกลางวัน
เพียงแต่เมื่อพิจารณาดูสีหน้าของอวี๋เจ๋อฟางอย่างถี่ถ้วน ก็จะเห็นว่าไร้ซึ่งความโกรธเช่นยามเช้าที่หน้าจวนขุนพลฯ แล้ว เมื่อมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วน ดวงตาก็ยังมีรอยยิ้มปรากฏอยู่ หลี่เยว่หานคาดเดาว่าคงเป็นเพราะเมิ่งฉีฮวนได้เกลี้ยกล่อมท่านลุงของนางสำเร็จแล้ว
เพราะคนผู้นี้ชื่อเมิ่งฉีฮวน ตราบใดที่เขาปรารถนา ก็แทบไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใดที่เขาจัดการไม่ได้เลย
เดิมทีอวี๋เจ๋อฟางและภรรยาตั้งใจจะให้หลี่เยว่หานพักอยู่หลายวัน แต่หลี่เยว่หานก็ได้ปฏิเสธไป
“จวนขุนพลมิได้อยู่ไกลไปจากจวนแห่งนี้สักเท่าใด ส่วนข้าเองก็ได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ต่อไปนี้ยังมีเวลาอีกมากมายที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนท่านลุงและป้าสะใภ้เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานหัวเราะร่าจับมือของฟางจื่อหลานแล้วพูดว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสตรีมีบรรดาศักดิ์ อีกทั้งยังตั้งครรภ์อยู่ด้วย หากคอยอยู่ในจวนกั๋วกง อาจทำให้ฝ่าบาทเกิดความสงสัยในตัวพวกเราสองสามีภรรยา”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หาน อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานจึงรู้สึกว่ามีเหตุผล
ระหว่างนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนให้คนเข้ามาหาเมิ่งฉีฮ่วน บอกว่ามีธุระการทหารที่ต้องรีบจัดการ เมิ่งฉีฮ่วนจึงรีบลุกออกไป ก่อนไปก็สั่งนักสั่งหนา ให้หลี่เยว่หานอยู่ในจวนกั๋วกงอย่าเพิ่งไปไหน เขาจะกลับมารับก่อนพลบค่ำแน่นอน
ทุกคนมองตามหลังเมิ่งฉีฮวน ขณะขึ้นม้าที่ไม่รู้ว่าเฮ่อเจิ้งเทียนไปหามาตอนไหน แล้วควบจากไป ฟางจื่อหลานอดใจไม่ไหว จับมือหลี่เยว่หานแล้วเริ่มร้องไห้ “เยว่หานเอ๋ย ตอนนี้ป้าเห็นเจ้ามีสามีที่รักเจ้า ป้าดีใจเหลือเกิน แต่ก็อดคิดถึงมารดาผู้อาภัพของเจ้าไม่ได้ หัวใจป้าเจ็บเหลือเกิน…”
พูดไปพูดมา ก็ซบไหล่หลี่เยว่หานร้องไห้โฮ
อวี๋เจ๋อฟางที่อยู่ข้าง ๆ เห็นดังนั้น ก็แดงก่ำไปทั้งเบ้าตา แต่ด้วยความที่เป็นชายจึงอดทนไว้ได้ดีกว่า จึงแค่ตบไหล่ฟางจื่อหลานแล้วพูดว่า “ภรรยาเอ๋ย ทุกอย่างผ่านไปแล้ว เรื่องในอดีตอย่าไปคิดมากเลย…”
“เยว่หาน ป้าคิดว่า เมื่อบ้านเมืองสงบลงแล้ว ป้าจะไปหมู่บ้านเฮยถู่ตามที่เจ้าบอก เพื่อไปยังที่ฝังของมารดาเจ้า พามารดาเจ้ากลับบ้านเกิดเมืองนอน มารดาเจ้าตอนมีชีวิตอยู่ก็ต้องพลัดถิ่น เมื่อตายไปแล้วก็ต้องกลับบ้านเกิด” อวี๋เจ๋อฟางพูดพลางถอนหายใจ
หลี่เยว่หานไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้ นางจึงตบไหล่ฟางจื่อหลานเบา ๆ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านป้า ท่านลุงพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ เรื่องในอดีตอย่าไปคิดมากเลย อย่าให้ร่างกายตัวเองต้องทรุดโทรมเลยเจ้าค่ะ”
“ป้าคิดถึงมารดาเจ้าเหลือเกิน นางเป็นหญิงสาวที่ตัวเล็กนิดเดียว โตในจวนกั๋วกงมาตั้งแต่เด็กจนโต กำลังอยู่ในวัยแรกรุ่นที่สดใส แต่กลับ…กลับถูกทรมานจนตาย…มันทำให้ป้าทนไม่ได้จริง ๆ” ฟางจื่อหลานพูดไปร้องไห้ไป กำมือทาบอกจนน่าเวทนา
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที
นางจำได้ว่ามารดา อวี๋ปิงซู หลังจากพลัดหลงกับจวนกั๋วกงเมื่อหลายปีก่อน ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเพื่อขอมีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นครั้งแรก แต่ด้วยเหตุผลบางประการ จึงไม่มีใครยอมค้ำประกันให้ จึงต้องย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านเฮยถู่
หลังจากที่ถูกหลี่ต้าเฉิงข่มเหง อวี๋ปิงซูก็แต่งงานเข้าตระกูลหลี่โดยปริยาย และสินสอดในสมัยนั้นของอวี๋ปิงซูนั้นมากมายมหาศาล แตกต่างจากหญิงสาวที่ยากไร้อย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นจึงมีหลายคนคิดว่า อวี๋ปิงซูเป็นคุณหนูที่ตระกูลล่มสลาย ทุกคนต่างรอคอยที่จะดูหลี่ต้าเฉิงประสบความโชคร้าย แต่กลับไม่มีใครคาดคิดว่าอวี๋ปิงซูจะสิ้นใจหลังจากให้กำเนิดเจ้าของร่างเดิมได้เพียงสองสามปี
แล้วทำไม… อวี๋ปิงซู คุณหนูที่สูญหายถึงมีทรัพย์สินมากมายถึงเพียงนี้ ไม่เพียงพอแค่จะใช้ในการลงหลักปักฐาน ยังสามารถนำมาเป็นสินสอดทองหมั้นได้อีกด้วย
ในห้องโถงรับรองแขก ฟางจื่อหลานหยุดร้องไห้แล้ว และกำลังนั่งอยู่กับอวี๋เจ๋อฟาง ฟังหลี่เยว่หานเล่าถึงความทรงจำที่มีต่ออวี๋ปิงซูเท่าที่มี
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่อวี๋เจ๋อฟาง แล้วถามว่า “ท่านลุง แล้วมารดาของข้าสูญหายไปได้อย่างไร”
อวี๋เจ๋อฟางทำหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะถอนหายใจ แล้วบอกความจริง “มารดาของเจ้า… จะพูดให้ถูกก็คือไม่ได้สูญหายไป แต่ว่าถูกลักพาตัวไป”
หลี่เยว่หานตกใจมาก “หมายความว่าอย่างไร”
“ไข้ทรพิษ เจ้ารู้จักไข้ทรพิษหรือไม่” อวี๋เจ๋อฟางหันไปมองหลี่เยว่หานอย่างระมัดระวัง “ระหว่างทางที่เดินทางกลับจากเมืองหนิงซื่อสู่เมืองหลวง มารดาของเจ้าใจดีจึงได้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสองสามคน แต่ว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะติดไข้ทรพิษมาด้วย”
“ตอนแรกที่มารดาของเจ้าเริ่มป่วยหนัก พวกเราก็หยุดเดินทางเพื่อหาหมอแล้ว แต่ว่าเหมือนโชคชะตากำหนด เมื่อใดที่เราไปถึงเมืองหรือตำบลใด แล้วพักอยู่เกินสามวัน จะมีเจ้าหน้าที่ของทางการมาเคาะประตูทันที พวกเขามีท่าทีดุดัน ใช้ดาบจี้พวกเราให้เดินทางต่อไปยังเมืองหลวงให้ได้”
“หลังจากนั้น อาการป่วยของนางก็เริ่มแย่ลงจนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ท่านย่าของเจ้าใจแข็งมาก เดิมทีตั้งใจจะอยู่ดูแลมารดาของเจ้า แล้วให้ท่านปู่ของเจ้าพาพวกเราเดินทางต่อไปยังเมืองหลวง แต่โชคชะตาก็ไม่เป็นใจ มีรับสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดอยู่ดูแล รวมถึงท่านย่าของข้าก็ด้วย แต่ว่าอนุญาตให้มีดูแลที่ไม่ใช่ญาติสายตรงได้เพียงสองคนเท่านั้น”
“สุดท้ายท่านปู่ของเจ้าจึงต้องตัดสินใจ เลือกที่จะทิ้งอนุเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านย่าให้ดูแลมารดาของเจ้า และยังมีสาวใช้ที่อยู่เคียงข้างมารดาของเจ้า รวมถึงเงินและเครื่องประดับมากมาย”
“ขณะที่พวกเราเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง อนุภรรยาของปู่เจ้าก็ตายพอดี เท่าที่ข้าราชการที่นั่นแจ้งมา สาวใช้ที่ติดตามมารดาเจ้าเกิดความโลภ จึงฆ่าอนุภรรยาของปู่เจ้าแล้วพาตัวมารดาของเจ้าหนีไป จากนั้นก็ไม่มีใครพบมารดาของเจ้าอีกเลย”
เมื่อพูดถึงเรื่องราวเก่าแก่ อวี๋เจ๋อฟางก็โกรธตัวเอง “หากเมื่อตอนนั้นตระกูลของเราแข็งกร้าวกว่านี้อาจทำให้มารดาเจ้าไม่ต้องพบจุดจบเช่นนั้น น้องสาวของข้าก็คงไม่ตาย”
หลังจากรับฟังเรื่องราวเก่าแก่ หลี่เยว่หานยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เมื่อมองไปที่อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานที่กำลังร้องไห้หนัก นางจึงไม่รู้ว่าควรจะถามอย่างไร ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ และคอยปลอบใจทั้งสองสามีภรรยาเท่านั้น
จนกระทั่งตอนบ่ายแก่ ๆ ฟางจื่อหลานจึงพาตัวหลี่เยว่หานไปพักผ่อนที่ห้องนอน
“ท่านจะพูดเช่นนั้นกับนางได้อย่างไร” หลี่เยว่หานรู้สึกง่วงนอนจึงพูดออกมาแบบไม่รู้ตัว “กว่าจะได้พบกับหลานสาวแท้ๆ แต่กลับต้องให้หลานสาวมาจดจำเรื่องราวเช่นนี้ ผู้ใหญ่เยี่ยงพวกท่านจะมีหน้าเหลือหรือไม่”
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก” อวี๋เจ๋อฟางปลอบใจนางเบา ๆ “เยว่หานเป็นเด็กดี ไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสา”
หลังจากนั้น หลี่เยว่หานก็หลับไป
แต่ก่อนที่นางจะหลับไป นางก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังสงสัยเรื่องใด
เหตุใดจู่ ๆ กั๋วกงจึงถูกฮ่องเต้เมื่อครั้งก่อนนั้นสงสัยว่าคิดจะทรยศ