ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 321 ฮั่นหรงฟูเหรินมอบจวนเป็นที่พักพิง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 321 ฮั่นหรงฟูเหรินมอบจวนเป็นที่พักพิง
บทที่ 321 ฮั่นหรงฟูเหรินมอบจวนเป็นที่พักพิง
“ตระกูลหลิ่วเริ่มวุ่นวายแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางยืดแขนอย่างเกียจคร้าน นั่งเอนบนเก้าอี้อย่างไร้มารยาทแล้วปอกเมล็ดแตงให้หลี่เยว่หาน “พูดถึงหวังเหอฮวานั่นแหละ นางก่อเรื่องจริง ๆ หลี่หรงหรงออกไปแค่ครู่เดียวก็ยุหลิ่วจื้อหย่วนไปหาหลิ่วเทียนเสียงแล้ว คนของข้าบอกว่าหลิ่วจื้อหย่วนอยากแยกครอบครัวออกจากตระกูลหลิ่วไปอยู่เอง แล้วยังให้หลิ่วเทียนเสียงจัดหาบ้านและร้านค้าใหม่ให้ด้วยทำเอาเขาเกือบตาย”
ได้ยินดังนั้นหลี่เยว่หานตกตะลึง
ตระกูลหลิ่วมาถึงเมืองหลวงเพียงไม่กี่วันเอง นับรวมแล้วก็แค่สามสี่วัน และย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเล็ก ๆ ก็เพียงสองสามวัน หลิ่วจื้อหย่วนกลับเริ่มจะตั้งตัวเป็นอิสระแล้วหรือ?
“หลิ่วเทียนเสียงยอมหรือ?” หลี่เยว่หานถามออกไปแล้วจึงรู้ตัวว่าตัวเองถามคำถามโง่ ๆ
“หลิ่วเทียนเสียงไม่ยอม แต่ก็ห้ามไม่อยู่” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางส่งเมล็ดแตงในมือให้หลี่เยว่หาน แล้วปอกต่อ “ฮูหยินรองตระกูลหลิ่ว ภรรยาน้อยของหลิ่วเทียนเสียง ผู้เป็นแม่ของหลิ่วจื้อหย่วนกลับช่วยลูกชายตัวเองอาละวาดอย่างรุนแรง ได้ยินว่าร้องไห้โวยวายขู่ฆ่าตัวตายตอนนี้ก็อาการหนักแล้ว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานที่แต่เดิมอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะการมาเยือนของหลี่หรงหรงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “บ้านหลังเล็กนั่นก็แค่นั้น ถึงจะเป็นเรือนสองชั้น แต่ถ้าจะให้พอดีกับครอบครัวตระกูลหลิ่วทั้งหมดก็คับแคบไปหน่อย ถึงจะไม่ได้ใหญ่โตเท่าตระกูลหลิ่วที่อำเภอหย่งอัน ไม่มีเรือนเล็ก ๆ แยกกันอยู่ แต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าคนทั่วไปนัก หลิ่วจื้อหย่วนกับหวังเหอฮวาโวยเอาอะไรกันแน่”
“ใครจะไปรู้ว่าจะโวยวายอะไร” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางหยิบขนมหวานจากมือหลี่เยว่หาน “เหมือนที่เจ้าพูด หลิ่วจื้อหย่วนพ่อหนุ่มนั่นยังขาดประสบการณ์โดนสังคมทุบหัวใช่ไหมล่ะ”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างกะทันหัน หลี่เยว่หานก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างไม่สนสายตาใคร ดูมีความสุขมาก
“พูดถูกแล้ว ข้าจะไปนอนแล้วตื่นมาจะไปบ้านเล็ก ๆ ของตระกูลหลิ่วสักหน่อย” หลี่เยว่หานกล่าวพลางกินเมล็ดในมือเมิ่งฉีฮ่วนอย่างอารมณ์ดี แล้วลุกขึ้นเดินไปทางห้องนอน
“เจ้าจะไปบ้านตระกูลหลิ่วทำไม?” เมิ่งฉีฮ่วนปัดเปลือกเมล็ดแตงบนมือแล้วถาม “ถ้าจะไปดูเรื่องสนุกต้องพาข้าไปด้วยนะ!”
“ไม่ใช่ไปดูเรื่องสนุก” หลี่เยว่หานหันมามองเมิ่งฉีฮ่วน “ตอนนี้ไฟกำลังลุกท่วมบ้านตระกูลหลิ่ว ข้าจะไปเติมน้ำมันอีกหน่อย เพื่อให้หลิ่วจื้อหย่วนพาหวังเหอฮวาออกไปโดนสังคมทุบหัวให้เร็วขึ้น แล้วก็ไปเยี่ยมนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วด้วย ยังไงท่านก็เป็นผู้อาวุโส เมื่อก่อนก็เคยช่วยเหลือข้าไม่น้อย”
ได้ยินดังนั้น ถึงเมิ่งฉีฮ่วนจะอยากพูดว่าจริง ๆ แล้วตระกูลหลิ่วไม่ได้ช่วยนางมากเท่าไรแต่พอคิดอีกที หลี่เยว่หานมักจะตอบแทนคุณอย่างเต็มที่เสมอจึงกลืนคำพูดกลับลงคอ “งั้นข้าจะไปกับเจ้า!”
“ไม่ต้องหรอก” ระหว่างที่พูดหลี่เยว่หานก็ออกจากห้องโถงดอกไม้ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รีบร้อน “ข้ารู้ว่าท่านยุ่งมาก ไม่ต้องเสียเวลากับข้าหรอก ข้ามีหมิงจูติดตามไปด้วยจะพาคนไปอีกหลายคน ไม่ต้องกลัวว่าคนตระกูลหลิ่วจะรังแกข้าหรอก”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่ก่อนจะยิ้มกว้าง “อีกอย่าง ครั้งนี้ใครจะไปรังแกใครก็ไม่รู้นะ!”
พูดจบหลี่เยว่หานทำหน้าตลกใส่เมิ่งฉีฮ่วนแล้วหมุนตัวเดินจากไป
มองตามแผ่นหลังของหลี่เยว่หานเมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจไม่ได้พูดอะไรอีก
เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมา หมิงจูได้บอกกับหลี่เยว่หานในขณะที่กำลังช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าและหวีผมให้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนออกจากเมืองไปที่ค่ายทหารแล้ว และอาจจะไม่ได้กลับบ้านสักสองวัน
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “ทำไมถึงกะทันหันแบบนี้ล่ะ? เขาบอกว่าจะไปแล้วก็ไปเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” หมิงจูพูดพลางหวีผมให้หลี่เยว่หานไปด้วย “วันนี้ พอท่านแม่ทัพกลับมาถึงก็ให้เฮ่อเจิ้งเทียนไปเก็บของใช้ประจำวัน แล้วหลังจากที่ ฮูหยินเข้านอนท่านแม่ทัพก็ออกไปทันที ก่อนไปท่านฝากให้ข้าน้อยบอก ฮูหยินว่าสองวันนี้จะไม่อยู่บ้าน ขอให้ฮูหยินดูแลตัวเองให้ดีท่านจะรีบกลับมา ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ให้ฮูหยินไปขอความช่วยเหลือที่จวนกั๋วกง ”
“เมิ่งฉีฮ่วนนี่นะ” หลี่เยว่หานบ่นงึมงำ “ถ้าเขาไม่อยากพาข้าไปเที่ยว ข้าก็ไม่อยากพาเขาไปหรอก!”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานเป็นแบบนี้ หมิงจูก็อดหัวเราะจนตาหยีไม่ได้
ถึงแม้หมิงจูจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลี่เยว่หานกับเมิ่งฉีฮ่วนมากนัก แต่พอมองดูแล้วก็รู้สึกหวานชื่นใจยังไงชอบกล
พอล้างหน้าแต่งตัวและเปลี่ยนชุดเสร็จ หลี่เยว่หานก็พาหมิงจูออกจากบ้านไป
ที่จวนตระกูลหลิ่ว
“ท่านพ่อ! ลูกอายุยี่สิบแล้ว! ลูกมีความสามารถเพียงพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองแล้ว!” หลิ่วจื้อหย่วนพูดกับหลิ่วเทียนเสียงด้วยน้ำเสียงที่แทบจะตะโกน “ทำไมท่านพ่อถึงไม่ให้โอกาสลูกได้พิสูจน์ตัวเองเลย แต่กลับมาปฏิเสธลูก! ลานบ้านนี่มันแคบมาก! ลูกอยู่ข้างในนี่รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก!”
“พ่อบอกแล้วไง เมืองหลวงนี่ไม่เหมือนอำเภอหย่งอัน หากเป็นที่นั่น พ่อจะไม่ขัดขวางหากเจ้าอยากไปทำการค้า!” หลิ่วเทียนเสียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งกุมขมับตัวเองแน่นรู้สึกหมดแรงแล้ว
“ท่านดื่มน้ำหน่อยเถอะเจ้าค่ะ” หลิ่วฟูเหรินก็ร้อนใจมากจึงฉวยโอกาสไปยื่นน้ำให้หลิ่วเทียนเสียง
ตอนนี้ฮูหยินรองตระกูลหลิ่วและหวังเหอฮวาที่นั่งอยู่อีกฝั่งต่างก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นดูน่าสงสารยิ่งนัก
สาวใช้ของหลิ่วฟูเหรินก็วิ่งเข้ามามองไปที่ฮูหยินของตัวเองแล้วพูดว่า “คุณท่าน คุณหนูเยว่หานมาแล้วเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่เพียงแต่หลิ่วเทียนเสียงเท่านั้น แม้แต่หลิ่วจื้อหย่วน ก็ยังตาโตด้วยความประหลาดใจ ส่วนหลิ่วฟูเหรินนั้นไม่ค่อยแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้นางได้ยินเรื่องของหลี่เยว่หานมาจากนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วแล้ว
“เชิญคุณหนูเข้ามา ข้าจะไปหาเดี๋ยวนี้” หลิ่วฟูเหรินพูดจบก็วางถ้วยชาในมือลง
“คุณหนูบอกว่านางจะไปเยี่ยม นายท่านผู้เฒ่าก่อน!” จินอวี่พูดอีกว่า “และ…คุณหนูเพิ่งยืนฟังนายน้อยพูดอยู่ข้างนอกประตูอยู่สักพัก ดูเหมือนจะไม่พอใจมาก…”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วจื้อหย่วนก็ไม่พอใจ “นางมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่พอใจ! นางเป็นเพียงบุตรบุญธรรมในนามของตระกูลหลิ่วเท่านั้น ยังคิดว่าตัวเองเป็นไข่มุกอันล้ำค่าอีกรึ!”
“หุบปาก!” หลิ่วเทียนเสียงคว้าถ้วยชาขึ้นมาแล้วปาลงพื้นทันที จากนั้นโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาก็ลุกขึ้นและรีบร้อนออกจากห้องโถงมุ่งหน้าไปยังลานด้านใน
ตอนนี้หลี่เยว่หานนั่งอยู่ข้างนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับนายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว เมื่อหลิ่วเทียนเสียงนำกลุ่มคนมาถึงก็เห็น หลี่เยว่หานผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่ที่นั่น ทุกท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความสง่างาม
“เจ้ามาบ้านข้าทำไม?!” ทันทีที่เห็นหลี่เยว่หาน หลิ่วจื้อหย่วนก็ตะโกนด่าทันที “ตอนแรกบอกว่าตายแล้ว ไม่คิดว่าเจ้ายังกล้าโผล่หน้ามาที่นี่ คงจะทำอะไรผิดกฎหมายแล้วแกล้งตายหนีไปสินะ! ข้าบอกเจ้านะ อย่าคิดว่าเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลหลิ่วแล้วจะถือว่าตัวเองเป็นคนตระกูลหลิ่วได้ ตระกูลหลิ่วไม่ต้องการหรอก!”
เมื่อหลิ่วจื้อหย่วนพูดจบนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วก็ขมวดคิ้วตะโกนด้วยความโกรธ “ไอ้สารเลว! คุกเข่าลงเสีย!”
“ทำไมข้าต้องทำ! ท่านปู่ ท่านไม่ควรเข้าข้างคนนอกตลอด!” หลิ่วจื้อหย่วนโกรธมากยืนหยัดไม่ยอม
“ก็เพราะพวกเราสามารถตั้งรกรากในเมืองหลวงได้ มีที่พักพิงให้กำบังลมฝน ล้วนเป็นเพราะบุญคุณของหลี่เยว่หานทั้งนั้น!” พูดจบนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วก็ลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทาโค้งคำนับให้หลี่เยว่หาน “ข้าหลิ่วอี้เฟิง ขอคารวะฮั่นหรงฟูเหริน ขอบคุณฮั่นหรงฟูเหรินที่มอบจวนหลังนี้ให้!”
ทุกคนต่างตะลึง…