ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 327 ชักชวนตระกูลหลิ่ว
บทที่ 327 ชักชวนตระกูลหลิ่ว
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลิ่วฟูเหรินแล้ว หลี่เยว่หานก็เข้าใจมากขึ้น นางพยักหน้าทันทีแล้วกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เคยให้สามีของข้าส่ง น้ำหมักถั่วเหลืองที่ข้าหมักเองไปขายที่ร้านของตระกูลหลิ่ว ไม่ทราบว่าขายได้ดีแค่ไหน”
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานพูดถึงน้ำหมักถั่วเหลืองเหล่านั้น สีหน้าของหลิ่วฟูเหรินก็ดีขึ้นในทันที นางพยักหน้าต่อเนื่องแล้วกล่าวว่า ” น้ำหมักถั่วเหลือง ที่เจ้าหมักนั้นเป็นน้ำหมักถั่วเหลืองที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ท่านแม่เคยเห็นมา ดังนั้นจึงขายได้ดีมาก ขายไปสักพักราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็ยังมีคนมาซื้อไม่น้อยและขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาสิบวันหลังจากวางขาย”
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะรู้ว่าน้ำหมักถั่วเหลืองจะต้องขายได้ดีแน่นอน แต่เมื่อได้ยินหลิ่วฟูเหรินพูดแบบนี้ นางก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
หลังจากนั้น นางก็หยิบกระดาษที่เขียนเต็มไปด้วยอักษรจากแขนเสื้อส่งให้หลิ่วฟูเหรินแล้วกล่าวว่า “นี่คือสูตรในการหมักถั่วเหลือง ท่านแม่เคยดูแลตระกูลหลิ่วที่ใหญ่โตมาก่อน ข้าคิดว่าการดูแลการค้าอีกไม่กี่อย่างในเมืองหลวงคงไม่ใช่เรื่องยาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วฟูเหรินก็ตะลึงงัน นางไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน
“ท่านแม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยปากอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่คิดว่าการค้าน้ำหมักถั่วเหลืองในเมืองหลวงจะไม่ได้รับความสนใจหรือ?”
“ไม่ใช่ ๆ…ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น…แค่รู้สึกว่า…ไม่อยากจะเชื่อ” หลิ่วฟูเหรินตอบหลังจากได้สติ นางส่ายหน้าทันที “เยว่หาน ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้ามีฐานะสูงส่ง ทรัพย์สินในนามของเจ้าก็ต้องไม่น้อย แต่ไม่ว่าจะเป็น จวนกั๋วกงหรือจวนขุนพลก็มีคนที่สามารถทำงานให้เจ้าได้ เจ้าเอาสูตรให้ข้าแบบนี้ ไม่กลัวหรือว่า…”
“ไม่กลัว” หลี่เยว่หานขัดคำพูดของหลิ่วฟูเหริน “ข้าเชื่อใจ นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วและก็เชื่อใจท่าน ข้าจัดการเรื่องโรงหมักถั่วเหลืองเรียบร้อยแล้ว แค่รอท่านแม่พยักหน้า ตระกูลหลิ่วก็สามารถเข้ามาดูแลได้เลย แน่นอนว่า ในฐานะเจ้าของ ข้าก็ยังต้องดูบัญชีทุกเดือนอยู่ ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการกระจายสินค้าหรือการตั้งราคา ท่านแม่ตัดสินใจเองได้ทั้งหมด”
“เจ้าไม่กลัวหรือว่าพวกข้าตระกูลหลิ่วจะทำการค้าด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์จนทำลายชื่อเสียงของเจ้า?” หลิ่วฟูเหรินถามย้ำอีกครั้งราวกับไม่เชื่อ
“แน่นอนว่ากลัว” หลี่เยว่หานยังคงหรี่ตายิ้มพูด “แต่ถึงข้าจะเสียชื่อเสียง ข้าก็ยังเป็นฮั่นหรงฟูเหริน เป็นคุณหนูของจวนกั๋วกงอยู่ดี แต่ตระกูลหลิ่วไม่เหมือนกัน ตระกูลหลิ่วยังต้องหยั่งรากในเมืองหลวง ข้าเชื่อว่าท่านแม่จะไม่ปล่อยให้ตระกูลหลิ่วทำเรื่องเช่นนั้น”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หาน หลิ่วฟูเหรินถึงได้ตื่นตระหนก
ใช่แล้วถึงแม้จะไม่มีการค้าเหล่านั้น ถึงแม้ข้างนอกจะด่าทอหลี่เยว่หาน แรงแค่ไหน แต่นางก็ยังเป็นฮูหยินของแม่ทัพ เป็นฮั่นหรงฟูเหรินที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ และยังเป็นคุณหนูของจวนกั๋วกง
ปิดประตูเข้ามา ใครจะรู้ว่าข้างนอกพูดถึงนางอย่างไรบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น หากตระกูลหลิ่วกล้าทำร้ายหลี่เยว่หาน ไม่ต้องพูดถึงจวนกั๋วกงแค่จวนขุนพลก็คงไม่ปล่อยให้ตระกูลหลิ่วรอดแน่
คิดมาถึงตรงนี้ หลิ่วฟูเหรินก็เริ่มลังเลอีกครั้ง
จากวันที่นางแต่งเข้ามาในตระกูลหลิ่ว ตระกูลหลิ่วก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อใครเลย ในฐานะตระกูลใหญ่อันดับต้น ๆ ของอำเภอหย่งอัน ตระกูลหลิ่วย่อมมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หากตอนนี้ตระกูลหลิ่วต้องก้มหัวให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ช่วยทำการค้าให้ลูกสาวบุญธรรมของตัวเอง เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของตระกูลหลิ่วคงไม่ค่อยดีแน่…
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล การค้าเหล่านั้นยังคงเป็นของตระกูลหลิ่วอยู่ ข้าเป็นเพียงสตรีธรรมดา จะทำการค้าอย่างไรก็ต้องฟังคนในตระกูลหลิ่ว ที่ข้าอยากมอบสิ่งนี้ให้ท่านแม่และตระกูลหลิ่ว ไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยตระกูลหลิ่วเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะข้าไม่มีคนพอจะไปดูแล แทนที่จะปล่อยให้ร้านค้าและโรงผลิตเหล่านั้นว่างเปล่า ไม่ดีกว่าหรือหากจะมอบให้คนที่ข้าไว้ใจไปจัดการ” หลี่เยว่หานเห็นความกังวลของหลิ่วฟูเหริน จึงให้คำมั่นสัญญาอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้ว หลิ่วฟูเหรินก็อยากทำตามจริง ๆ
แต่นางก็มีสติ นางรู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ นางไม่อาจตัดสินใจได้ทันที จึงกล่าวว่า “เรื่องนี้สำหรับเจ้าอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่สำหรับตระกูลหลิ่วในตอนนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ข้ายังตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องกลับไปถามท่านพ่อและคุณปู่ของเจ้าก่อน”
“ไม่เร่งรีบหรอก” หลี่เยว่หานยิ้มหวานกล่าว “ข้าก็แค่มีความคิดนี้ หากตระกูลหลิ่วมีการค้าของตัวเองที่ต้องจัดการอยู่แล้ว ข้าก็จะไม่รบกวนท่านพ่อท่านแม่อีก เพียงแต่หากงานในมือข้ามอบให้ท่านพ่อท่านแม่จัดการ ข้าสามารถสัญญาได้ว่าจะแบ่งกำไรให้ตระกูลหลิ่วสองส่วนในทุกฤดู พร้อมกันนั้นข้าก็มีสองข้อกำหนด หนึ่งคือห้ามทำกิจการแย่ลงโดยเจตนา สองคืออย่าให้หลิ่วจื้อหย่วนยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกิจการ”
เมื่อหลี่เยว่หานพูดออกมา หลิ่วฟูเหรินราวกับได้รับการดลใจสบตากับหลี่เยว่หาน
ใช่แล้ว! หลี่เยว่หานกำลังดึงนางเข้าข้าง!
เมื่อวานตอนอยู่ที่ตระกูลหลิ่ว หลิ่วฟูเหรินก็รู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อวานวุ่นวายเกินไป หลิ่วฟูเหรินเลยไม่ได้คิดลึกซึ้ง วันนี้ได้ยินหลี่เยว่หานพูดตรง ๆ ไม่ให้หลิ่วจื้อหย่วนยุ่งเรื่องกิจการ หลิ่วฟูเหรินก็เข้าใจในทันที
เมื่อหลิ่วจื้อหย่วนอายุมากขึ้น พลังของหลิ่วเทียนเสียงก็ไม่เหมือนแต่ก่อน อำนาจปกครองตระกูลนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องตกเป็นของหลิ่วจื้อหย่วน ถึงตอนนั้น ก็จะถึงเวลาที่อนุผู้นั้นของจวนหลิ่วจะฟื้นคืนชีพ
หลายปีมานี้ แม้ฮูหยินคนที่สองของจวนหลิ่วจะแย่งอำนาจปกครองตระกูลจากนางไม่ได้ แต่เพราะให้กำเนิดบุตรชายคนเดียวของหลิ่วเทียนเสียง ก็ถือว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในตระกูลหลิ่ว หลิ่วฟูเหรินไม่ต้องคิดให้ลึกซึ้งก็รู้ว่า เมื่อหลิ่วจื้อหย่วนได้ปกครองตระกูลแล้ว วันที่ดีของนางก็จะหมดไป
แต่! หากตอนนี้นางรับข้อเสนอที่หลี่เยว่หานส่งมาให้ ต่อให้วันหนึ่งหลิ่วจื้อหย่วนได้ปกครองตระกูล แต่กิจการของตระกูลหลิ่วก็ต้องพึ่งพาหลี่เยว่หาน ตราบใดที่นางไม่ทำเรื่องผิดต่อหลี่เยว่หานต่อให้หลิ่วจื้อหย่วนได้ปกครองตระกูลแล้ว ก็คงทำอะไรนางไม่ได้!
คิดถึงตรงนี้ สายตาที่หลิ่วฟูเหรินมองหลี่เยว่หานก็เต็มไปด้วยความหมาย
หลังจากทานอาหารเสร็จ บรรยากาศระหว่างหลิ่วฟูเหรินกับหลี่เยว่หานก็กลมกลืนยิ่งนัก หลี่เยว่หานจัดรถม้าของจวนขุนพลไปส่งหลิ่วฟูเหรินกลับบ้านพักเล็ก แล้วก็เข้านอนทันที
เช้านี้ช่างวุ่นวายพอตัวเลยทีเดียว!
แต่เดิมคิดว่าจวนขุนพลไม่มีอะไรให้นางจัดการ แต่ไม่คิดว่าเช้านี้จะถูกปลุกแต่เช้า ทั้งดูสมุดบัญชี ทั้งจัดการกิจการใหญ่น้อยในจวน แม้แต่ผู้รับผิดชอบกิจการนอกจวนขุนพลอีกสองสามแห่งก็มารับนายหญิง ทำเอาหลี่เยว่หานเหนื่อยหนักมาก
ยิ่งหลี่เยว่หานยุ่งจนแทบจะแยกร่างได้ นางก็ยิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ คือการเอาตระกูลพ่อค้าอย่างตระกูลหลิ่วที่พร้อมอยู่แล้วมาอยู่ในกำมือของนาง
หลี่เยว่หานเชื่อว่าหลิ่วฟูเหรินเป็นคนที่มีสมองดี นางได้อธิบายถึงผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างชัดเจนแล้ว หลิ่วฟูเหรินน่าจะหาวิธีพูดจาเกลี้ยกล่อมหลิ่วเทียนเสียงได้แน่นอน
เพียงแต่หลี่เยว่หานไม่คิดว่าหลิ่วฟูเหรินจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นหลิ่วฟูเหรินและหลิ่วเทียนเสียงก็มาหานางถึงที่เพื่อปรึกษาหารือเรื่องธุรกิจอย่างละเอียด…
ในตอนนี้กิจการที่หลี่เยว่หานทำอย่างเปิดเผยมีเพียงโรงเครื่องเทศแห่งเดียว แต่กิจการที่ทำอย่างลับ ๆ กลับเกี่ยวข้องกับหลากหลายอาชีพ
หลี่เยว่หานไม่ได้ตั้งใจจะมอบหอฝานเทียนให้ตระกูลหลิ่วดูแล แต่โรงผลิตถ่านไม้ โรงเหล้า โรงเตี๊ยมปาเซียนและอื่น ๆ นางกลับปล่อยให้หลิ่วเทียนเสียงและภรรยาจัดการทั้งหมด
ซึ่งทำเอาทั้งสองตกใจจนหน้าถอดสีเลยทีเดียว!