ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 396 การตีตราประทับของนายท่านช่างวิปลาส
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 396 การตีตราประทับของนายท่านช่างวิปลาส
บทที่ 396 การตีตราประทับของนายท่านช่างวิปลาส
เมิ่งฉีฮ่วนและพรรคพวกมารอที่จุดส่งเสบียงแห่งนี้ได้พักใหญ่แล้ว
เดิมทีคนในจุดส่งเสบียงทั้งหมดถูกคนของเมิ่งฉีฮ่วนจับมัดเอาไว้ กองทัพนับหมื่นกระจายกำลังแฝงตัวเข้าป่า ปรับขบวนเป็นกลุ่มย่อย เหลือเพียงเมิ่งฉีฮ่วนและยอดฝีมืออีกสิบกว่าคน ที่ปลอมตัวเป็นลูกจ้างเดิมของจุดส่งเสบียงแห่งนี้
หลังจากผ่านการเค้นสอบปากคำมาตลอดทั้งคืน คนเหล่านี้ก็ได้คายรายละเอียดการติดต่อสื่อสารกับจงเจิ้งเซวียนออกมาจนหมดเปลือก คนที่ติดตามเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ที่จุดส่งเสบียงล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ พวกเขาจดจำและซึมซับรายละเอียดเหล่านี้อย่างรวดเร็ว พอรุ่งสางพวกเขากลับมาสวมบทบาทเริ่มทำงาน เสมือนคนงานผ่าฟืนก่อไฟทั่วไปจริง ๆ
ตอนที่เจียงหมิงขี่ม้านำคนกลุ่มหนึ่งมาถึงจุดส่งเสบียง เขาไม่ได้ส่งเสียงเรียกถามเมิ่งฉีฮ่วนหรือคนอื่น ๆ แต่กลับพาคนไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังผ่าฟืน ก่อไฟ หุงหาอาหาร และให้อาหารไก่เหมือนคนปกติทั่วไป จึงค่อยลงจากม้าแล้วเดินเข้ามาเพียงลำพัง
“โอ๊ะ! นายท่าน นี่คือ…?” รองแม่ทัพอวี๋ที่กำลังให้อาหารไก่อยู่หน้าประตู แสร้งอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเจียงหมิง ผู้ซึ่งดูเป็นบัณฑิตคงแก่เรียนแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเดินตรงเข้ามา “ท่านคงไม่ได้เดินเท้ามาหรอกนะ? ที่นี่ทุรกันดารมากนัก ข้างหน้าไม่ถึงหมู่บ้าน ข้างหลังไม่ถึงร้านค้า”
ระหว่างพูดรองแม่ทัพอวี๋ก็ทำท่าทีระแวดระวัง กวาดสายตามองสำรวจเจียงหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครั้ง
พอได้ยินดังนั้น เจียงหมิงก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย มือข้างหนึ่งไพล่หลัง มืออีกข้างวางไว้ด้านหน้า แล้วกล่าวว่า “เถ้าแก่ของพวกเจ้าล่ะ? ข้าจะมาขอเกาะกินเสียหน่อย”
นี่เป็นรหัสลับ คำว่า ‘เถ้าแก่’ หมายถึงผู้รับผิดชอบสถานที่แห่งนี้ ส่วน ‘เกาะกิน’ หมายถึงการมาขอรับผลประโยชน์
เมื่อรองแม่ทัพอวี๋ได้ยินเช่นนั้น ก็กวาดตามองเจียงหมิงขึ้นลงอยู่หลายรอบ ก่อนจะทำท่าไม่พอใจแล้วตอบว่า “ที่นี่ไม่มีชิวเฟิงให้เจ้าตีหรอก เราต้อนรับแต่แขกคนสำคัญของเถ้าแก่เท่านั้น!”
นี่ก็ยังเป็นรหัสลับตอบกลับเช่นกัน
เจียงหมิงไม่ได้เอ่ยชัดเจนว่า จงเจิ้งเซวียนก็มาด้วย ดังนั้นรองแม่ทัพอวี๋จึงปฏิเสธเจียงหมิงไปตามบทบาท
ผ่านการหยั่งเชิงรอบนี้ เจียงหมิงมั่นใจแล้วว่า รองแม่ทัพอวี๋เป็นคนกันเอง จึงประสานมือคารวะแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในป่า
มองดูทิศทางที่เขาจากไป รองแม่ทัพอวี๋ก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา
เขาว่ากันว่าข้างกายองค์ชายรอง จงเจิ้งเซวียนมีเจียงหมิงที่ฉลาดปราดเปรื่องจนน่ากลัว วันนี้ได้มาพบกับตา ดูท่าแล้วก็ยังเก่งสู้ฮูหยินแม่ทัพของพวกเขาไม่ได้เลยสักนิด!
ตลอดการเดินทาง เมิ่งฉีฮ่วนมักจะคอยเอาของแปลกใหม่หน้าตาประหลาดออกมาให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตาอยู่เสมอ ดังนั้นในใจของรองแม่ทัพอวี๋ ฮูหยินของแม่ทัพ หลี่เยว่หานเหนือล้ำกว่าสตรีใดในโลกนี้ไปแล้ว นางมีความสามารถรอบตัว ต่อให้มีเจียงหมิงคนก็เทียบไม่ติด!
พอคิดได้เช่นนั้น รองแม่ทัพอวี๋ก็แอบชื่นชมฮูหยินแม่ทัพในใจเงียบ ๆ ว่า ‘สุดยอดจริง ๆ’ แล้วก้มหน้าก้มตาให้อาหารไก่ต่อไป
หนึ่งเค่อต่อมา เสียงกีบม้าและเสียงล้อรถบดถนนดังแว่วมาแต่ไกล รองแม่ทัพอวี๋ตื่นตัวขึ้นทันที แอบส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตรึงเครียดขีดสุด
หากสามารถจับกุมองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนที่จุดส่งเสบียงแล้วคุมตัวกลับไปเมืองหลวงได้ ย่อมเป็นเรื่องดีงามที่ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นแผ่นดินตงฮั่น ไม่มีใครอยากก่อสงครามในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองหรอก
ขบวนของจงเจิ้งเซวียนปรากฏขึ้นในสายตาอย่างรวดเร็ว รองแม่ทัพอวี๋ถือถาดอาหารไก่ไว้ในมือ จ้องมองกลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาด้วยสายตาหวาดระแวง สีหน้าท่าทางราวกับเด็กกำลังหวงของกิน
จนกระทั่งจงเจิ้งเซวียนเดินลงมาจากรถม้าที่จอดนิ่งสนิท รองแม่ทัพอวี๋ถึงได้เปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจสุดขีด วางถาดอาหารไก่ไว้ด้านข้าง แล้วรีบวิ่งแจ้นเข้าไปหาจงเจิ้งเซวียนพลางร้องว่า “นายท่าน! เป็นท่านจริง ๆ ด้วย!”
จงเจิ้งเซวียนเห็นรองแม่ทัพอวี๋เข้ามาใกล้ ในคราแรกก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังสังเกตอะไรบางอย่าง แต่ไม่นานก็กลับมาสงบนิ่ง พยักหน้าให้อย่างเย็นชาแล้วสั่งว่า “ไปเรียกเถ้าแก่ออกมา”
“ขอรับ! ขอรับ!” รองแม่ทัพอวี๋เช็ดไม้เช็ดมือกับเสื้อผ้า แล้ววิ่งกระโดดโลดเต้นเข้าไปในตัวบ้าน
เวลานี้เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ในบ้านได้เปลี่ยนมาใส่ชุดเถ้าแก่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังจะเดินออกไป คนงานที่ถูกมัดไว้คนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาว่า “พวกเจ้าออกไปแบบนี้ เดี๋ยวความก็แตกหรอก”
ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็ชะงักฝีเท้า หันไปมองคนงานคนนั้น เป็นเชิงส่งสัญญาณให้พูดออกมาให้ชัดเจน
“เถ้าแก่ร้านเรามี ‘ตราประทับ’ ที่นายท่านทิ้งไว้ ขอแค่เข้าใกล้นายท่าน ตราประทับบนตัวเถ้าแก่ก็จะทำปฏิกิริยากับนายท่าน บนตัวเจ้าไม่มีตราประทับหลอกนายท่านไม่ได้หรอก”
“ตราประทับ?”
“มันคืออะไร?”
“ข้าเคยได้ยินเถ้าแก่พูด ดูเหมือนจะเป็นวิชากู่” คนงานอธิบายเสียงอู้อี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนกับรองแม่ทัพอวี๋ ก็สบตากัน รองแม่ทัพอวี๋ขยับเข้าไปใกล้คนงานแล้วถามว่า “แล้วบนตัวเจ้ามีตราประทับไหม?”
“ข้าไม่มี” คนงานตอบอย่างหดหู่ “แต่ลูกชายของเถ้าแก่มี ตราประทับนั่นสามารถสืบทอดสู่ลูกหลานได้”
เถ้าแก่ของจุดส่งเสบียงนี้ถูกพวกของเมิ่งฉีฮ่วนสังหารไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ลูกชายเขายังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่เจ้าเด็กนั่นป่วยกระเสาะกระแสะนอนซมอยู่บนเตียงตลอด ไม่ต้องมีคนเฝ้า ลำพังแค่ลงจากเตียงก็ยังทำไมได้เลย
สาเหตุที่คนงานยอมคายความลับนี้ออกมา ก็เพราะเมื่อวานเขาเห็นเถ้าแก่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา เขาไม่อยากมีจุดจบแบบเดียวกัน ในสายตาของเขาพวกเมิ่งฉีฮ่วนดูไม่ใช่คนที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า หากเมื่อคืนเถ้าแก่ไม่ปากเสีย ด่าทอฮูหยินอะไรนั่นว่าเป็นหญิงแพศยา พวกเขาก็คงไม่ฆ่าเถ้าแก่ทิ้งหรอก
ทางนี้คนงานเพิ่งจะซัดทอดลูกชายเถ้าแก่ ส่วนทางด้านรองแม่ทัพอวี๋ก็พาพี่น้องสองสามคนหิ้วปีกพยุงลูกชายเถ้าแก่ลงมาจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว เขายังไม่รู้ว่าพ่อของตนตายแล้ว พอถูกรองแม่ทัพอวี๋ขู่เข้าหน่อย ก็ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี
เขาฝืนร่างที่อ่อนแออธิบายกับจงเจิ้งเซวียน
“ท่านพ่อเข้าป่าไปล่าสัตว์เมื่อครึ่งเดือนก่อน โชคร้ายถูกหมาป่าสันโดษกัดตาย เรื่องนี้ยังไม่ทันได้รายงานไปยังนายท่านขอรับ” ลูกชายเถ้าแก่พูดไปหอบไป แต่ก็ยังใช้อ้างเหตุผลการตายขอวเถ้าแก่ได้อย่างแนียบเนียนพอควร
“หลายวันก่อนข้ายังได้รับจดหมายจากพ่อเจ้าอยู่เลย ตายไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนได้ยังไง?” จงเจิ้งเซวียน ขมวดคิ้ว หากไม่ใช่เพราะสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของหนอนกู่ในตัวเจ้าขี้โรคนี่ จงเจิ้งเซวียนคงคิดว่าจุดส่งเสบียงนี้มีปัญหาแน่
“นายท่านอาจจะไม่ทราบ” ลูกชายเถ้าแก่กล่าว “จดหมายของท่านพ่อ พวกข้าเป็นคนนำไปส่งขอรับ เพราะเกิดเรื่องท่านพ่อกะทันหัน จดหมายเลยถูกดองไว้ยังไม่ได้ส่ง จดหมายเมื่อหลายวันก่อนแท้จริงแล้วเป็นฉบับที่ท่านพ่อเขียนไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ขอรับ”
ได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าของจงเจิ้งเซวียนก็เคร่งขรึมลง สั่งการให้เตรียมพร้อมระวังภัยทันที
ทว่าไม่ทันที่จะสิ้นเสียงคำพูด จู่ ๆ กลับมีกลุ่มคนโผล่ออกมาจากที่ซ่อน รายล้อมพวกเขาไว้อย่างแน่นหนาจนน้ำยังไหลผ่านไปไม่ได้
ยังไม่ทันที่จงเจิ้งเซวียนจะได้ตั้งตัว คนรอบกายเขาก็ถูกลูกธนูยิงล้มลงไปจนหมด เหลือเพียงแค่เจียงหมิงคนเดียวที่ยังยืนอยู่ข้างกาย
จากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนที่คาดดาบใหญ่ไว้ที่เอวก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึมกล่าวว่า “รู้อยู่แล้วว่าองค์ชายรองมีนิสัยขี้ระแวง ลำพังแค่ใช้ลูกชายเถ้าแก่คนเดียว คงไม่อาจได้รับความเชื่อใจจากท่านได้แน่”
“เมิ่งฉีฮ่วน!” สีหน้าของจงเจิ้งเซวียนดำคล้ำถึงขีดสุด “กลางวันแสก ๆ เจ้ากล้าจับกุมองค์ชาย คิดจะก่อกบฏรึไง!”
“เดิมทีข้าก็กะว่าจะลงมือตอนค่ำ ๆ นั่นแหละ” เมิ่งฉีฮ่วนผายมือออกอย่างไม่ยี่หระ “น่าเสียดายที่พวกเราเพิ่งรู้ว่าท่านมันวิปลาสถึงขั้นฝัง ‘กู่ภักดี’ ไว้ในตัวเถ้าแก่จุดส่งเสบียง ข้าเลยจำต้องลงมือจับกุมองค์ชายผู้ถูกประกาศจับทั่วแผ่นดินอย่างท่านเสียตั้งแต่ตอนกลางวันนี้เลย”