ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 398 ชีวิตในวังหลวง
บทที่ 398 ชีวิตในวังหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบจากเจียงหมิง เขาออกคำสั่งให้กองทัพทั้งหมดพักผ่อนและจัดเตรียมเสบียงอยู่ใกล้กับจุดพักส่งเสบียงเป็นเวลาสองวัน จนกระทั่งเข้าสู่เช้าวันที่สาม เมิ่งฉีฮ่วนปรากฏตัวในชุดยาวสีฟ้าคราม สวมรัดเกล้าหยกประดับผม ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเจียงหมิง เพียงครู่เดียวเจียงหมิงก็รู้ทันทีว่าเมิ่งฉีฮ่วนต้องการคำตอบเช่นไร
“ผู้น้อยเจียงหมิง ขอนอบน้อมเข้าเฝ้าองค์ชายรอง” เจียงหมิงทรุดกายลงคุกเข่าหนึ่งข้าง วาจาเพียงสั้น ๆ กลับแฝงไว้ด้วยความฮึกเหิมเปี่ยมพลัง ราวกับว่าเจียงหมิงผู้เปี่ยมด้วยปณิธานแรงกล้าในวัยหนุ่มได้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง
ชุดสีครามและรัดเกล้าหยก คือเครื่องแต่งกายที่องค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนมักสวมใส่เป็นประจำ เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนสั่งให้คนคุมตัวจงเจิ้งเซวียนกลับเมืองหลวงไป แล้วตนกลับมาอยู่ในชุดนี้ ไม่ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเขามีแผนการใดอยู่
เจียงหมิงติดตามอยู่ข้างกายจงเจิ้งเซวียนมานาน ย่อมรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างจงเจิ้งเซวียนกับแคว้นเสวียนจิ้งและแคว้นเหลี่ยหลาน ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนมอบโอกาสให้เขาได้เลือก เจียงหมิงไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร้ค่าและมืดมนไปตลอดชีวิต!
เขายังมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่ยังไม่ได้ลงมือทำ และยังปรารถนาจะเห็นความรุ่งโรจน์ของแคว้นตงฮั่นก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เขาจะละทิ้งโอกาสนี้ไปได้อย่างไร!
“ดูท่าว่าท่านอาจารย์เจียงจะยังมีใจมุ่งมั่นอยู่นะ” เมิ่งฉีฮ่วนยื่นมือไปพยุงเจียงหมิงให้ลุกขึ้น ก่อนจะประสานมือคารวะให้ “เช่นนั้น การเดินทางต่อจากนี้ คงต้องรบกวนท่านอาจารย์เจียงช่วยชี้แนะแล้ว”
“เจียงหมิงจะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังอย่างแน่นอน!” เจียงหมิงให้คำสัตย์ปฏิญาณอย่างหนักแน่น ครั้งนี้ช่างแตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง เขาข้ามผ่านความรู้สึกเดิม ๆ และสัมผัสได้ว่าชีวิตของเขากำลังจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!
กองทัพนับแสนคนพรางตัวกระจายกำลังเข้าสู่ป่าลึก ส่วนกำลังพลที่เหลือต่างปลอมตัวเป็นขบวนเสด็จของจงเจิ้งเซวียน ค่อย ๆ เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังชายแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้า
ในเวลาเดียวกัน สารส่งทางเหยี่ยวของเมิ่งฉีฮ่วนก็ส่งถึงมือของจงเจิ้งอวี่ที่อยู่ทางทิศใต้ เมื่อเขาทราบว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้ทำลายวิชากู่ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญที่สุดของจงเจิ้งเซวียนลงไ และยังส่งตัวอีกฝ่ายกลับเมืองหลวงในฐานะนักโทษ เขาก็ไม่มีความกังวลใจอีกต่อไป จงเจิ้งอวี่สั่งเคลื่อนพลมุ่งลงใต้ทันที โดยเดินทัพตามเส้นทางของเมิ่งฉีฮ่วน ข้ามเขาข้ามลำน้ำ เพียงห้าวันก็ไปถึงชายแดนแคว้น
หลังจากกองทัพแสนนายผนึกกำลังกับทหารรักษาชายแดน การโจมตีแคว้นเหลี่ยหลานก็เริ่มต้นขึ้นอย่างดุดัน
ไม่ว่าจะเพราะเหตุใด สงครามที่เคยยืดเยื้อมานานหลายปี เมื่อกองทัพแสนนายของจงเจิ้งอวี่ก้าวเข้าสู่สนามรบ ทหารเหล่านั้นกลับมีฝีมือแกร่งกล้าราวกับเทพสงคราม ไม่นานก็ไล่ต้อนกองทัพแคว้นเหลี่ยหลานจนต้องล่าถอยกลับไปกบดานอยู่ในเมือง ไม่ต่างจากเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดองไม่กล้าออกมารับศึก
เดิมทีคาดว่าแคว้นเหลี่ยหลานจะรีบส่งหนังสือยอมจำนนมาให้ในเร็ววัน ทว่าเวลาผ่านไปกลับยังเงียบเชียบไร้การตอบสนอง เรื่องนี้ทำให้จงเจิ้งอวี่รู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย
หลังจากขับไล่แคว้นเหลี่ยหลานกลับไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนดำเนินตามแผนการเดิมของจงเจิ้งเซวียน เมื่อถึงเมืองหลิวชิง กองทัพนับแสนนายยังมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อสมทบกับกองทัพชายแดนที่อำเภอหย่งอัน
ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนพาตัวรองแม่ทัพอวี๋ เจียงหมิง และผู้ติดตาม เปลี่ยนเส้นทางไปใช้การเดินทางทางน้ำ อ้อมผ่านอำเภอหย่งอัน และก้าวข้ามพรมแดนเข้าสู่แคว้นเสวียนจิ้งอย่างเงียบเชียบ
ณ เมืองหลวง
นับตั้งแต่ข่าวที่เมิ่งฉีฮ่วนสามารถปราบองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนได้โดยไม่เสียไพร่พลแม้แต่นายเดียว ส่งถึงโต๊ะทำงานของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ท่านก็สั่งให้ฮองเฮารับตัวหลี่เยว่หานเข้ามาพำนักในวังหลวงทันที แม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าสถานการณ์กำลังตึงเครียดขึ้นทุกขณะ แต่หลี่เยว่หานที่พำนักอยู่ในวังหลังกลับรู้สึกเบื่อหน่ายจนเชื้อราแทบขึ้นตัวอยู่แล้ว
พระชายามู่มักจะมาหาหลี่เยว่หานเพื่อพูดคุย ราวกับคนมาลงชื่อเข้าทำงานในทุก ๆ วัน
สิ่งสำคัญที่พระนางมักทำไม่เคยขาดคือการไต่ถามเรื่องครรภ์ของหลี่เยว่หาน เมื่อเหล่าหมอหลวงแจ้งว่าหลี่เยว่หานตั้งครรภ์แฝด พระชายามู่กลับดูตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวหลี่เยว่หานเสียอีก
และในวันต่อมา หลี่เยว่หานก็ได้พบกับหมอกู่ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้งภายในวังหลวง…
“ท่านหมอกู่ เหตุใดท่านถึงเข้าวังมาได้เจ้าคะ?” หลี่เยว่หานอุทานด้วยความตกตะลึง แม้จะรู้ว่าสำนักหมอหลวง เป็นสาขาของกรมหมอหลวงที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง แต่เธอก็ไม่เคยเห็นหมอหลวงคนใดเข้าออกที่นั่นบ่อยนัก ยิ่งหมอกู่ต้องเข้ามาถึงในวังหลังแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“ข้าเป็นคนเชิญท่านหมอกู่มาเอง!” พระชายามู่ปรากฏกายขึ้นที่โถงตำหนักซานเป่าพร้อมรอยยิ้มละไม
จากนั้น พระชายามู่ก็ประคองหลี่เยว่หานให้นั่งลงบนเก้าอี้ หมอกู่ที่มีสีหน้าบูดบึ้งทำความเคารพอย่างลวก ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาตรวจชีพจรให้หลี่เยว่หาน
ยามนี้หลี่เยว่หานตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว ครรภ์คงดี สุขภาพกายก็แข็งแรง หมอกู่จึงได้แต่ตรวจชีพจรปกติ แล้วกำชับให้หลี่เยว่หานหมั่นเดินให้บ่อยขึ้นเพื่อช่วยให้ทารกกลับหัวได้ง่ายตอนถึงเวลาคลอด จากนั้นเขาก็ขอตัวจากไป
เห็นท่าทางฮึดฮัดของหมอกู่ หลี่เยว่หานอดไม่ได้ที่จะหันไปมองพระชายามู่ด้วยความสงสัย
ยังไม่ทันที่พระชายามู่จะเอ่ยปากอธิบาย ฮองเฮาที่ประทับอยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “ในใต้หล้านี้ เห็นจะมีเพียงพระชายามู่เท่านั้นที่มีความสามารถพอจะดึงตัวหมอกู่เข้าวังมาได้”
“เอ๊ะ?” หลี่เยว่หานยังคงไม่เข้าใจ
พระชายามู่ไม่อ้อมค้อม นางนั่งลงข้างกายหลี่เยว่หานอย่างเป็นกันเอง จิบน้ำชาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าไปฟังฮองเฮาพูดเพ้อเจ้อมากนัก ตาแก่กู่นั่นน่ะเป็นพวกใจอ่อน ใครจะมีความสามารถบังคับเขาเข้าวังได้กันล่ะ พูดไม่กี่ประโยคเขาก็ยอมมาแล้ว”
“พอทีเถอะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าตาแก่กู่ติดค้างบุญคุณเจ้าอยู่” ฮองเฮาเอ่ยพลางหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะอย่างสำราญ “เยว่หาน เจ้าอย่าไปฟังชืออี้คุยโวเลย เห็นนางวางท่าเป็นพระชายามู่ผู้สูงส่งดูราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้ แต่ความจริงในเมืองหลวง นางนี่แหละที่ทำตัวโดดเด่นท้าทายสายตาผู้คนที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา “ข้าเห็นพระชายามู่ดูไม่ชอบคลุกคลีกับผู้ใดนัก แล้วทำไมถึงว่าโดดเด่นท้าทายเล่าเจ้าคะ?”
“เจ้าคิดว่านางไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นเพราะอะไรกันล่ะ” ฮองเฮาแทะเมล็ดแตงโมพลางมองไปทางพระชายามู่ที่กำลังจิบน้ำชา “ก็เพราะนางไม่เห็นใครอยู่ในสายตาน่ะสิ อย่าดูเพียงตอนที่ผู้คนเล่าว่าพระชายามู่ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับใคร หากย้อนกลับไปสัก… อ้อ ประมาณห้าปีก่อนได้กระมัง ยามนั้นนางช่างโอหังนัก ถึงกับประกาศกร้าวว่าบรรดาสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงไม่มีใครคู่ควรพอจะสนทนากับนางได้ หากใครคิดจะส่งคำเชิญไปที่จวนพระชายามู่ นางจะลงไปด่ากราดด้วยตนเองจนกระเจิดกระเจิงไปหมด นานวันเข้าจึงมีชื่อเสียงว่าเป็นคนไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครอย่างที่เห็นนี่แหละ”
หลี่เยว่หานรีบถามต่อด้วยความอยากรู้ “พระชายามู่ทำเช่นนั้น แล้วคนอื่นไม่ขัดเคืองใจหรือเจ้าคะ?”
“ทำไมจะไม่มีล่ะ!” พระชายามู่วางจอกชาลง “พวกขุนนางคร่ำครึพวกนั้น หากไม่ใช่ว่ากลัวจะถูกตราหน้าว่ารังแกหญิงม่ายล่ะก็ ป่านนี้ฎีการ้องเรียนข้าคงกองท่วมบนโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้ไปแล้วล่ะ แต่เพราะเห็นว่าข้าเสียสามีไป พวกเขาเลยเพลามือลงบ้าง แม้จะมีฎีกาอยู่บ้างแต่ก็มาแค่สามถึงห้าวันต่อหนึ่งฉบับเท่านั้นแหละ”
หลี่เยว่หานถึงกับเอ่ยไม่ออก “พระชายามู่ช่าง… มีวิถีทางแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริง ๆ นะเจ้าคะ…”
ท่านอ๋องมู่สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว พระชายามู่ครองตัวเป็นม่ายมาหลายปี ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงดูบุตรธิดาเพียงลำพัง นับว่าลำบากไม่ใช่น้อยเลย และในฐานะพระชายาของอ๋องเพียงพระองค์เดียว นางก็ยังคงรักษาเกียรติยศและหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ แม้การวางตัวจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่ก็หาได้มีข้อผิดพลาดให้ใครมาตำหนิได้
“เยว่หาน ข้าจะบอกเจ้าให้” ทว่าพระชายามู่ผู้ที่ใคร ๆ ต่างว่าเย็นชา กลับชอบจูงมือหลี่เยว่หานมาพูดคุยกันอย่างถูกคอ “พวกสตรีชั้นสูงที่เรียกตนเองว่าผู้ดีในเมืองหลวงน่ะ หาได้มีความจริงใจไม่ หากเจ้ามองใครแล้วถูกชะตาก็พึงคบหาไป แต่ถ้าเห็นใครแล้วขวางหูขวางตาก็ด่ากลับไปไม่ต้องเกรงใจหรอก อย่างไรเสียข้ากับ ‘อาไฉ’ ก็พร้อมจะอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ!”
อาไฉ…
หลี่เยว่หานถึงกับกุมขมับ…
ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแล้ว ผู้ที่กล้าเรียกขานฮองเฮาด้วยนามนี้อย่างสนิทสนม ก็คงมีเพียงพระชายามู่แต่เพียงผู้เดียวเป็นแน่
จนถึงยามนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่มั่นใจว่าเหตุใดพระชายามู่และฮองเฮาถึงได้เมตตาเอ็นดูเธอเป็นพิเศษถึงเพียงนี้ ตามหลักการแล้ว แม้หลี่เยว่หานจะเคยสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชนมาบ้าง ฮ่องเต้ก็น่าจะพระราชทานรางวัลในนามของราชสำนักตามธรรมเนียมทั่วไป
ทว่าการที่ฮองเฮาและพระชายามู่ปฏิบัติต่อเธอ ประหนึ่งเหมือนมิตรสหายในห้องหอ ไม่มีพิธีรีตองหรือความยำเกรงใด ๆ แม้แต่กิริยาท่าทางของผู้สูงศักดิ์ก็ไม่วางท่าต่อหน้าเธอ เรื่องนี้ทำเอาหลี่เยว่หานรู้สึกฉงนใจอไม่จางหาย