ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 399 ทัศนคติของทั้งสองพระองค์ช่างน่าประหลาด
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 399 ทัศนคติของทั้งสองพระองค์ช่างน่าประหลาด
บทที่ 399 ทัศนคติของทั้งสองพระองค์ช่างน่าประหลาด
“จริงสิ เจ้ารู้หรือไม่ว่าสามีของเจ้าส่งจดหมายกลับมาแล้ว?” ฮองเฮาเอ่ยพลางคายเปลือกเมล็ดแตงโมออก แล้วหันมามองทางหลี่เยว่หาน “ได้ยินฝ่าบาทตรัสว่าทุกอย่างราบรื่นดี แต่เรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้ งานเบื้องหน้าจึงต้องดำเนินต่อไปให้แนบเนียน เราถึงได้รับตัวเจ้าเข้ามาในวัง เพื่อให้คนภายนอกคิดว่าสถานการณ์กำลังตึงเครียด เป็นการข่มขวัญพวกเขาไปในตัว”
“เมิ่งฉีฮ่วนได้บอกหรือไม่ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด?”
นับตั้งแต่หลี่เยว่หานเข้าวังมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฮองเฮาและคนอื่น ๆ เป็นฝ่ายเอ่ยถึงเมิ่งฉีฮ่วนก่อน ก่อนหน้านี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา แม้ว่าฮองเฮาและพระชายามู่จะปฏิบัติต่อนางอย่างเป็นกัน แต่หลี่เยว่หานก็ไม่กล้าละลาบละล้วงถามถึงเรื่องของเมิ่งฉีฮ่วน เกรงว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำลายระเบียบแผนการ หากนางถูกลงโทษยังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่หากเรื่องนี้ลุกลามไปถึงเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่ภายนอกย่อมไม่เป็นการดีแน่
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ฮองเฮาเอ่ยปากเอง หลี่เยว่หานไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย รีบถามกลับด้วยความร้อนใจ
“เขาไม่ได้ระบุไว้จะกลับมาเมื่อใด แต่พวกเขาเดินทางกันเร็วมากนัก ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนเดินทางออกจากเขตชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้ว” ฮองเฮาตรัสตอบตามความจริง
ยังไม่ทันที่หลี่เยว่หานจะได้ถามต่อว่าเหตุใดเมิ่งฉีฮ่วนต้องออกนอกชายแดน พระชายามู่ที่ประทับอยู่ด้านข้างแค่นเสียงเหอะออกมาหนึ่งคำ “เก่งแต่ใช้คนของตัวเองออกไปเสี่ยงตาย ลูกชายตัวเองก่อเรื่องไว้แท้ ๆ เหตุใดเขาถึงไม่สะสางเองเล่า!”
“หากเขายังหนุ่มกว่านี้สักสิบปี เขาจะไปจัดการเองข้าก็ไม่ขัดหรอก เผลอ ๆ จะสนับสนุนให้ไปด้วยซ้ำ!” ฮองเฮาเอ่ยรับฝีปากไปเช่นนั้น
ฝ่ายพระชายามู่ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ เพียงแต่กลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ ทำเอาหลี่เยว่หานรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที แม้ในใจจะอยากถามรายละเอียดให้ลึกกว่านี้ แต่ก็ไม่กล้าปริปากต่อ
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเป็นพระชายามู่หรือฮองเฮา หลี่เยว่หานรู้ดีว่านางไม่อาจล่วงเกินได้ทั้งนั้น
บรรยากาศในวังหลังวันนี้ดูไม่ค่อยดีมากเสียเท่าไหร่ พระชายามู่ออกจากวังไปก่อนเวลาเที่ยง จนกระทั่งหลี่เยว่หานตื่นจากการงีบยามบ่ายและออกมาเดินเล่น ได้ยินเหล่าสนมจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันว่า พระชายามู่กับฮองเฮามีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนพระชายามู่โกรธและกลับจวนไป
หลี่เยว่หานอดสงสัยไม่ได้ จึงถามคังโหรวที่อยู่ข้างกายว่า “พระชายามู่กับฮองเฮาทรงทะเลาะกันตอนไหนหรือ?”
คังโหรวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อาจจะเป็นตอนที่ฮองเฮาเอ่ยถึงเรื่องของท่านแม่ทัพ พระชายามู่คงจะเอ่ยบางสิ่งที่ทำให้ฮองเฮาทรงขุ่นเคืองใจออกไป เมื่อเรื่องนี้ผ่านหูผ่านปากพวกบ่าวรับใช้ไปเรื่อย ๆ เรื่องราวคงจะเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างกระมังเพคะ”
เมื่อฟังข้อสันนิษฐานของคังโหรว หลี่เยว่หานก็คิดว่ามีความเป็นไปได้
ในตอนที่ฮองเฮากับพระชายามู่สนทนากัน มักจะมีความรู้สึกเหมือนประชดประชันกันอยู่ตลอด แม้แต่นางเองยังรู้สึกว่ายากจะหาช่องว่างแทรกคำพูด หากเรื่องนี้หลุดออกไป ย่อมต้องมีคนคิดว่าเป็นเรื่องพี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ทะเลาะกันเป็นธรรมดา
ทว่าหลี่เยว่หานยังคงไม่เข้าใจว่า เหตุใดวิธีการที่ฮองเฮากับพระชายามู่ปฏิบัติต่อกัน ถึงดูคล้ายกับท่าทีที่ทั้งสองพระองค์มีต่อนางไม่ผิด…
หากเพียงเพราะฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงโปรดปรานเมิ่งฉีฮ่วน ก็ไม่จำเป็นต้องหยิบยื่นไมตรีต่อคนในเรือนหลังถึงขนาดนี้กระมัง
ท่าทีที่พวกนางมีต่อนาง ดูราวกับว่า… ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น
เรื่องนี้ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกฉงนใจเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านหญิงพวกเรากลับกันเถิดเพคะ” คังโหรวเห็นหลี่เยว่หานยืนใจลอยอยู่ในอุทยานหลวง จึงกระซิบเตือนอย่างแผ่วเบา “ที่นี่คือวังหลัง อีกทั้งเรายังเป็นครอบครัวของขุนนางภายนอก หากมีคนเห็นมาเดินเพ่นพ่านในอุทยานหลวงเช่นนี้ เกรงว่าจะถูกนำไปนินทาให้เสียหายได้นะเพคะ”
เดิมทีหลี่เยว่หานตั้งใจจะกลับอยู่แล้ว แต่พอได้ยินคำพูดของคังโหรว ความดื้อรั้นก็ผุดขึ้นมาทันที “ไม่กลับ ในเมื่อพวกเราไม่ได้ร้องขอเข้าวังเอง ใครอยากจะนินทาก็ปล่อยให้เขานินทาฝ่าบาทกับฮองเฮาไป”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็ไม่หลบเลี่ยงแต่กลับเดินชมอุทยานหลวงต่อไปอย่างสงบ
เหล่าพระสนมสองนางที่กำลังซุบซิบกันอยู่ พอเห็นหลี่เยว่หานที่อุ้มท้องแก่เดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ในอุทยานหลวง ไม่รู้ว่าพวกนางคิดสิ่งใดอยู่แล้วเดินตรงรี่เข้ามาหาหลี่เยว่หาน
“โอ้… นี่ไม่ใช่ฮั่นหรงฟูเหรินผู้เลื่องลือไปทั่วเมืองหลวงหรอกหรือ ได้ยินว่าเข้าวังมาเพื่อพักฟื้นรอคลอด ข้านึกว่าเป็นเพียงข่าวลือเสียอีก ไม่คาดคิดว่าจะได้พบฟูเหรินในวังหลังของเราจริง ๆ” สตรีผู้พูดนั้นประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาไปทั้งร่าง ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วน่าจะเป็นพระสนมระดับผิน
หลี่เยว่หานย่อกายลงเล็กน้อย ครรภ์แก่เจ็ดเดือนทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด ยามนี้นางเริ่มรู้สึกเสียใจที่ไม่ยอมเชื่อคำของคังโหรวแล้วกลับไปตั้งแต่แรก
“หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ล่วงเกินพระสนมเพคะ” หลี่เยว่หานกล่าวเสียงเรียบ
“พระสนมอันใดกัน! ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าคือพระสนมอันผิง!” นางกำนัลคนหนึ่งตวาดกร้าวขึ้นมาทันที “ใครก็ได้! ฮั่นหรงฟูเหรินลบหลู่พระสนมอันผิง ตบปากนางเสีย!”
สิ้นเสียงนั้น นางกำนัลคนอื่น ๆ ก็รีบปรี่เข้ามาหมายจะตบหน้าหลี่เยว่หาน
ทว่าคังโหรวคนนี้เป็นคนที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงส่งมาให้อบรมสั่งสอนเป็นพิเศษ ย่อมเชี่ยวชาญระเบียบวินัยของวังหลวงดี นางรู้อยู่แล้วว่าพระสนมอันผิงผู้นี้จงใจหาเรื่อง จึงไม่ได้หลบแต่กลับก้าวมายืนบังหน้าหลี่เยว่หานไว้ พร้อมกับกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นเพียงคนนอก ย่อมไม่รู้ถึงฐานันดรของเหล่านายหญิงในวังหลังเป็นธรรมดา อีกทั้งฟูเหรินก็ทำความเคารพพระสนมอันผิงในทันที เพียงไม่ได้ระบุพระนามอย่างถูกต้อง ทำไมพี่สาวท่านนี้กลับกล่าวหาว่าฟูเหรินลบหลู่พระสนม ไม่ทราบว่าฟูเหรินของข้าลบหลู่พระสนมอันผิงที่ตรงไหนหรือ?”
นางกำนัลผู้นั้นไม่คาดคิดว่าคังโหรวจะมีฝีปากกล้าเช่นนี้ ถึงกับใบ้กินไปชั่วครู่ หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายจนเถียงไม่ออก
เดิมทีพระสนมอันผิงคงอยากแสดงอำนาจต่อหน้าหลี่เยว่หาน จึงไม่ได้ห้ามปรามนางกำนัลของตน เมื่อเห็นว่าคนของตนพ่ายแพ้จึงเอ่ยว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินโปรดอย่าถือสาเลย บ่าวข้างกายข้ายังเด็ก นิสัยมุทะลุ ไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิเจ้าหรอก”
“พระสนมพูดเกินไปแล้วเพคะ” หลี่เยว่หานก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่ไสบตากับพระสนมอันผิง “เป็นคังโหรวของข้าเองที่เสียมารยาท แม้หม่อมฉันจะไม่รู้จักพระสนม แต่ในฐานะสาวใช้คนสนิท นางควรจะจดจำใบหน้าของนายหญิงทุกท่านในวังหลังให้ขึ้นใจ เพื่อไม่ให้หม่อมฉันต้องล่วงเกินผู้สูงศักดิ์โดยไม่รู้ตัว”
พระสนมอันผิงย่อมฟังออกว่าหลี่เยว่หานกำลังประชดประชัน ใบหน้าจึงเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ นางแค่นเสียงเย็น “ฮั่นหรงฟูเหรินช่างถ่อมตัวเสียจริง”
“ต่อหน้าพระสนมอันผิง หม่อมฉันไม่กล้าไม่ถ่อมตัวเพคะ” หลี่เยว่หานยังคงก้มหน้าอยู่เช่นเดิม
พระสนมอันผิงรู้สึกเหมือนชกไปบนปุยฝุ่น อารมณ์จึงยิ่งขุ่นมัว
ในช่วงปีที่ผ่านมา ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงเสด็จมาวังหลังน้อยลงเรื่อย ๆ จะมีก็แต่ฮองเฮาที่ยังพอได้เฝ้าแหนบ้าง ส่วนสนมผู้อื่นนั้น ฝ่าบาททรงลืมเลือนพวกนางสิ้น ทุกคนในวังหลังต่างอัดอั้นตันใจ เมื่อพระสนมอันผิงพบเป้าหมายที่ดูจะรังแกได้อย่างหลี่เยว่หาน นางย่อมไม่ยอมปล่อยไปโดยง่าย
“อย่างไรเก็ตาม วันนี้ฮั่นหรงฟูเหรินก็ลบหลู่เข้าไปแล้ว” พระสนมอันผิงทำหน้าเคร่งขรึม “เอาอย่างนี้ เจ้าจงคุกเข่าอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม แล้วข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
“พระสนมอันผิง!” คังโหรวคุกเข่าลงต่อหน้าพระสนมทันทีพร้อมโขกศีรษะเสียงดังสามครั้ง แล้วกล่าว “พระสนมเพคะ ฟูเหรินของหม่อมฉันกำลังมีครรภ์แก่ หากต้องคุกเข่าถึงหนึ่งชั่วยาม เกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์นะเพคะ…”
“ข้าผู้นี้ยังสูงศักดิ์ไม่เท่าทารกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกอีกหรือ?” พระสนมอันผิงถูกหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความโมโหพุ่งถึงขีดสุด จึงสั่งคำขาด “คุกเข่าสองชั่วยาม! ห้ามขาดไปแม้แต่เค่อเดียว!”
เมื่อสั่งจบ พระสนมอันผิงเตรียมจะสะบัดหน้าหนีไป ทว่ากลับมีเสียงทรงอำนาจดังแทรกขึ้นมา
“ข้าก็อยากจะเห็นนัก ว่าใครกันที่บังอาจรังแกครอบครัวของขุนนางผู้มีคุณต่อแผ่นดินเช่นนี้”
นั่นคือ… ฮ่องเต้หลิงอวิ๋น!