ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 400 การชิงดีชิงเด่นในวังหลังที่น่าฉงน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 400 การชิงดีชิงเด่นในวังหลังที่น่าฉงน
บทที่ 400 การชิงดีชิงเด่นในวังหลังที่น่าฉงน
อันผินถึงกับขาสั่นเทา
นางก็แค่สนิทสนมกับเหวินกุ้ยเหริน วันนี้ทั้งสองคนจึงนัดกันมาเดินเล่นที่อุทยานหลวงเท่านั้น ระหว่างที่คุยกันสัพเพเหระก็พูดถึงเรื่องที่ฮองเฮากับพระชายามู่โต้เถียงกันในวันนี้ พอมาเห็นหลี่เยว่หานที่เป็นเพียงสตรีสูงศักดิ์จากภายนอก กลับสามารถเดินไปมาในอุทยานหลวงได้อย่างอิสระ จึงเกิดความไม่พอใจขึ้นในใจ
นางคิดว่าไหน ๆ ก็ว่างอยู่แล้ว วังหลังนี้เงียบสงบมาหลายปีเพราะความเย็นชาของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น กระแสน้ำวนแห่งการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นได้จางหายไปนานแล้ว ทุกคนต่างยินดีกับความสงบสุข แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทนอยู่กับความเงียบเหงาได้ตลอดไป
เดิมทีอันผินคิดว่า หลี่เยว่หานเป็นเพียงภรรยาของขุนนางนางหนึ่ง ในฐานะพระสนมของโอรสสวรรค์ การลงโทษภรรยาขุนนางที่ล่วงเกินตนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ไม่ต้องไปสนว่านางจะตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ หรือฮองเฮาจะเป็นคนรับเข้ามาในวังหรือไม่ ใครจะไปรู้ว่าสถานการณ์ภายนอกนั้นจริงหรือเท็จ ไม่แน่ว่าการรับหลี่เยว่หานเข้าวังอาจเป็นการกักบริเวณในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้
ทว่าอันผินกลับนึกไม่ถึงว่า การแผ่อำนาจที่นาน ๆ ครั้งจะทำทีของนาง ถูกฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมาพบเข้าพอดี!
“ฝ่าบาท…” อันผินถวายบังคมฮ่องเต้หลิงอวิ๋นด้วยความกระวนกระวายใจ กระทั่งหัวก็ไม่กล้าเงยขึ้นมอง
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่ได้สนใจอันผิน ส่วนทางด้านหลี่เยว่หานที่ชอบดูเรื่องสนุกไม่กลัวเรื่องใหญ่ ก็ได้คุกเข่าลงต่อหน้าอันผินโดยมีคังโหรวคอยพยุง…
……
“ฮั่นหรงฟูเหริน รีบลุกขึ้นเถอะ” อย่างไรเสียก็มีคนนอกอยู่ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยังคงต้องรักษามาดความน่าเกรงขามของฮ่องเต้เอาไว้
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
เอาละสิ อันผินเหลือบเห็นฮองเฮาผู้ซึ่งไม่ค่อยจะจัดขบวนเกียรติยศเต็มยศมาหลายร้อยปี แต่วันนี้กลับเสด็จมาพร้อมขบวนยิ่งใหญ่อลังการ… นี่เห็นชัด ๆ ว่าต้องการใช้โอกาสนี้ถีบนางลงขุมนรกชัด ๆ…
“ในเมื่อน้องหญิงอันผินกล่าวว่าฮั่นหรงฟูเหรินล่วงเกินนางจึงถูกลงโทษให้คุกเข่า เยว่หานของพวกเราก็ไม่ใช่เด็กสาวที่ไม่รู้ความ วันนี้ก็ขอยอมรับโทษทัณฑ์นี้เสียแล้วกัน” ฮองเฮาพูดพลางเข้ามาใกล้
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกระแอมไอ “ล่วงเกินอะไรกัน ทำไมข้าถึงไม่รู้!” พลางจ้องเขม็งไปที่อันผินที่ยืนเงียบกริบอยู่ด้านข้าง แล้วตรัสว่า “อันผิน! ฮั่นหรงฟูเหรินได้ล่วงเกินเจ้าจริงหรือไม่?”
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ” เหวินกุ้ยเหรินที่อยู่ข้างกายอันผินมาตลอดเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ เจ้าค่ะ ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นครอบครัวขุนนางฝ่ายนอก จึงไม่รู้จักสนมในวังหลังอย่างพวกเรา ด้วยเหตุนี้จึงอาจพลั้งปากพูดจาไม่เหมาะสมไปบ้าง ทำให้พระสนมอันผินไม่พอใจ เรื่องนี้จะโทษฮั่นหรงฟูเหรินฝ่ายเดียวไม่ได้ และจะโทษพระสนมอันผินก็ไม่ได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
“ข้าถามเจ้าหรือ?” เดิมทีฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อวังหลังอยู่แล้ว เมื่อเห็นเหวินกุ้ยเหรินเสนอหน้าออกมาช่วยพูดให้อันผิน สีหน้าจึงดูไม่ดีนัก “อันผินไม่มีปากหรือว่าเจ้ามีปากเกินมา? ถึงต้องมาคอยพากย์เหตุการณ์อยู่ตรงนี้?”
หลี่เยว่หานที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ก็เกือบจะหลุดขำออกมา
“ฝ่าบาท อย่างไรเสียอันผินก็เป็นผู้หญิงของท่าน ผู้หญิงของตัวเองถูกรังแกแล้วจะอารมณ์เสียบ้างก็เป็นเรื่องปกติ” ฮองเฮาแสดงท่าทีเหมือนคนดูเรื่องสนุกไม่กลัวเรื่องใหญ่เช่นกัน “อีกอย่าง ถึงแม้เยว่หานจะเข้าวังมาหลายวันแล้ว แต่ข้าก็ไม่ได้พานางไปทำความรู้จักกับเหล่าสนมในวังหลังจริง ๆ เรื่องนี้เป็นความผิดของเยว่หานไม่ผิดแน่ พวกเราขอยอมรับโทษ”
พูดจบ ฮองเฮาก็เลิกชายกระโปรงขึ้น แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ หลี่เยว่หานด้วยเช่นกัน
หลี่เยว่หานตกใจ รีบกระซิบถาม “พระนาง ท่านลงมาคุกเข่าทำไมเจ้าคะ?”
“ทีเจ้ายังสร้างคลื่นลมได้ แล้วทำไมข้าจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ? ข้าเหม็นขี้หน้าพวกผู้หญิงของเจ้าฮ่องเต้เฒ่านี่มานานแล้ว!” ฮองเฮาเอ่ยพลางขยิบตาให้หลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำพูดของฮองเฮา หลังจากนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเมื่อเห็นฮองเฮาคุกเข่าลงไป ก็เกิดอาการลนลานขึ้นมาทันที “อาไฉ่ เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ รีบลุกขึ้นเถอะ พื้นมันเย็น ร่างกายเจ้าก็ไม่ค่อยดี หากเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา แต่อาไฉ่ไม่กล้ารับไว้” ฮองเฮาปั้นหน้าตึงไม่มองฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย “สองชั่วยามใช่หรือไม่ ข้าจะคุกเข่าเป็นเพื่อนฮั่นหรงฟูเหรินเอง เพื่อเป็นการขอขมาต่อพระสนมอันผิน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ตาสว่างทันที ประกาศกร้าว ณ ที่นั้นว่าอันผินใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกครอบครัวขุนนางที่มีความดีความชอบอย่างเปิดเผย เห็นความน่าเกรงขามของราชวงศ์เป็นสิ่งไร้ค่า ดูหมิ่นพระเกียรติ จึงสั่งถอดถอนยศและส่งตัวเข้าสู่วังเย็นพร้อมกับเหวินกุ้ยเหริน แถมยังสั่งลงโทษตระกูลฝ่ายแม่ของทั้งสองคนไปด้วยพร้อมกัน
หรูอี้กงกงที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรีบสั่งให้คนมาลากตัวอันผินและเหวินกุ้ยเหรินที่กำลังร้องไห้ขอความเมตตาออกไป จากนั้นก็รีบไปร่างราชโองการส่งไปยังตระกูลฝ่ายแม่ของพวกนางทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ฮองเฮาได้รับการง้อขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ก่อนจะช่วยพยุงหลี่เยว่หานลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับคังโหรว แล้วพากันกลับไปยังตำหนักซานเป่า
หลี่เยว่หานรู้ความจึงขอปลีกตัวออกมาก่อน กลับมายังห้องของตนเองแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
สำหรับการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ชิงดีชิงเด่นในวังหลังอย่างไร้สาเหตุในวันนี้ ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกซึ้งถึงความยากลำบากในการเอาชีวิตรอดในวังหลัง ไม่รู้ว่าหลายปีมานี้ฮองเฮาทรงผ่านมาได้อย่างไร สนมมากมายนับไม่ถ้วนต่างพากันจ้องเขม็งมาที่นางคนเดียว เมื่อไม่กี่ปีมานี้องค์ชายใหญ่ก็มาด่วนจากไปกะทันหัน ทุกวันนี้ภายนอกนางดูเหมือนคนไม่มีทุกข์โศกอะไร แต่จากการที่ได้มาพักอยู่ที่ตำหนักซานเป่ากับนางไม่กี่วัน หลี่เยว่หานย่อมรู้ดี
ทุกคืนฮองเฮาจะทรงประทับอยู่ในห้องพระเล็ก ๆ ครู่หนึ่งก่อนจะเข้านอน ในห้องพระนั้นมีรูปวาดขององค์ชายใหญ่จงเจิ้งเสียนแขวนอยู่ หลายปีมานี้ นิสัยด้านนี้ของนางไม่เคยเปลี่ยนเลย
ยากจะจินตนาการได้ว่า ผู้หญิงที่มีนิสัยอย่างฮองเฮา หากไม่มีความรักจากฮ่องเต้ การจะเอาชีวิตรอดในวังหลังจะยากลำบากเพียงใด
“ฟูเหรินอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ” คังโหรวที่อยู่ข้างกายหลี่เยว่หานเห็นนางดูไม่สดชื่นจึงเอ่ยปลอบว่า “อย่างไรเสียพวกเราก็พักอยู่ที่นี่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เดี๋ยวก็ได้กลับไปที่จวนแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” หลี่เยว่หานถามออกไปลอย ๆ “ฮองเฮาบอกเจ้าหรือ?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” คังโหรวปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา “ฟูเหรินลองคิดดูสิเจ้าคะ ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จมาวังหลังตั้งกี่ปีแล้ว และจากตำหนักจิ่งไท่ของฝ่าบาทมายังตำหนักซานเป่าก็ไม่จำเป็นต้องผ่านอุทยานหลวง วันนี้ฝ่าบาทต้องได้รับข่าวสารบางอย่างที่อยากจะบอกฟูเหรินแน่ ๆ พอทรงทราบว่าฟูเหรินไปที่อุทยานหลวง จึงจงใจอ้อมไปยังอุทยานหลวงเพื่อตามหาฟูเหรินอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็สะดุ้งโหยงทันที “เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจสิ!”
คังโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขำจนตัวงอ “ฟูเหรินคิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ อย่างไรท่านก็เป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพ ฝ่าบาทจะทำเรื่องที่ผิดต่อศีลธรรมจรรยาได้อย่างไรกัน!”
พอถูกคังโหรวพูดดักคอเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกอายจนหน้าแดง รีบหันหน้าหนีไม่พูดต่อทันที
หากเป็นอย่างที่คังโหรวว่าไว้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีธุระจะคุยกับเธอจริง ๆ เช่นนั้นเธอก็ไม่ควรหลบอยู่ในห้องใช่หรือไม่?
ในตอนที่กำลังคิดอยู่ นางกำนัลจากตำหนักซานเป่าก็มาเคาะประตู บอกว่าฮองเฮาทรงเชิญฮั่นหรงฟูเหรินไปสนทนาด้วย
หลี่เยว่หานจึงรีบพาคังโหรวออกจากห้อง เดินตามนางกำนัลไปยังห้องโถงกลางทันที
พอเข้าสู่ห้องโถงกลาง หลี่เยว่หานเห็นฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกับฮองเฮานั่งแยกกันซ้ายขวา ตอนที่หลี่เยว่หานเดินเข้ามานั้น ฮองเฮากำลังจิบชาอยู่ เมื่อเห็นหลี่เยว่หานมาถึง ฮองเฮาก็รีบเรียกให้นางนั่งลง
“เยว่หานเอ๋ย วันนี้เดิมทีข้าตั้งใจจะมาหาเจ้า” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีสีหน้าสำนึกผิด “นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอเรื่องพรรค์นั้นเข้า ผู้หญิงในวังหลังยังว่างงานเกินไปจริง ๆ ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“ฝ่าบาททรงคิดมากไปแล้ว เยว่หานไม่ได้เก็บมาใส่ใจเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ แต่ไม่ได้ลุกขึ้นทำความเคารพ
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พอเผลอไปสบตาเข้ากับสายตาของฮองเฮา ก็ถึงกับสะดุ้งรีบตรัสว่า “ข้าตั้งใจมาหาเจ้าเพื่อจะบอกว่า เจ้าหนุ่มเมิ่งปลอมตัวเป็นเสวียนเอ๋อร์… ปลอมตัวเป็นเจ้าสอง พร้อมกับพาคนสนิทของเจ้าสองลอบเข้าไปในแคว้นเสวียนจิ้งแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนหน้าน่าจะกลับมาได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “จะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นได้หรือเจ้าคะ?”