ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 401: ข่าวลือแพร่สะพัด
บทที่ 401: ข่าวลือแพร่สะพัด
อันที่จริงจนถึงตอนนี้หลี่เยว่หานก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเมิ่งฉีฮ่วนนำทหารออกไปทำอะไรกันแน่ เธอเพียงแต่คาดเดาไปเองลาง ๆ ว่าเมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ต่างก็ออกไปเพื่อตามจับตัวจงเจิ้งเซวียน
แต่ทำไมต้องออกนอกชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ปลอมตัวเป็นจงเจิ้งเซวียน แล้วไปยังแคว้นเสวียนจิ้งด้วย?
เมื่อได้ยินคำถามของหลี่เยว่หาน ฮองเฮาถลึงตาใส่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยว่า “เดิมทีไม่อยากบอกเจ้า เพราะตอนนี้เจ้าครรภ์แก่แล้ว การคิดมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี ใครจะรู้ว่าตาเฒ่านี่จะปากโป้งหลุดพูดออกมาเสียได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็บอกเจ้าเลยแล้วกัน”
“เซวียนเอ๋อร์ถูกคนของเหวินจั๋วจับตัวส่งกลับมาที่เมืองหลวงแล้ว แต่ทหารส่วนตัวที่เซวียนเอ๋อร์ซ่องสุมไว้พวกเรายังหาไม่พบ อีกทั้งเซวียนเอ๋อร์กับแคว้นเหลี่ยหลานก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ปีนี้องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเหลี่ยหลานยังแต่งงานไปยังแคว้นเสวียนจิ้ง พวกเราจึงสงสัยว่านี่อาจจะเป็นแผนการของเซวียนเอ๋อร์”
“ตอนที่อยู่ที่เมืองหนิงฉือ เหวินจั๋วพบว่าเซวียนเอ๋อร์กับแม่ทัพแคว้นเหลี่ยหลานที่ชื่อซานจี๋มักจะพูดถึงแคว้นเสวียนจิ้งอยู่บ่อยครั้ง และดูเหมือนจะมีแผนการการใหญ่อีกมาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชาวบ้านตามชายแดนต้องประสบภัยสงครามอีก เหวินจั๋วจึงขออาสาปลอมตัวเป็นเซวียนเอ๋อร์ นำคนสนิทของเซวียนเอ๋อร์มุ่งหน้าไปยังแคว้นเสวียนจิ้งด้วยตนเอง”
เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมด หลี่เยว่หานก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย
หากบอกว่าไม่กังวลก็คงเป็นเรื่องโกหก การกระทำของเมิ่งฉีฮ่วนในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการบุกเข้าไปในถ้ำเสือ หากคนของแคว้นเสวียนจิ้งมีความเฉลียวฉลาดสักหน่อย ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะเปิดโปงฐานะของเขา แม้ว่าตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนออกจากเมืองหลวง หลี่เยว่หานเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้าและแปลงโฉมชุดใหญ่ให้เขาติดตัวไปด้วย แต่การแปลงโฉมอย่างไรก็เป็นเพียงหน้าปลอม ไม่อาจกลายเป็นของจริงได้
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเคยได้ยินมาว่า องค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนเชี่ยวชาญวิชาคุณไสยมนต์ดำ ไม่รู้ว่าน้ำพุวิญญาณในลัญจกรหยกจะสามารถสะกดคุณไสยได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ของเมิ่งฉีฮ่วนคงจะอันตรายเกินไปแล้ว
คู่สามีภรรยาผู้สูงศักดิ์เห็นหลี่เยว่หานก้มหน้านิ่งไม่พูดจา ต่างก็คิดว่าเธอกำลังโกรธเงียบ ๆ อยู่
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้สึกกระดากอายที่จะอยู่ต่อ จึงลุกขึ้นเสด็จกลับไป หลังจากนั้นฮองเฮากุมมือหลี่เยว่หานแล้วเริ่มปลอบโยนไม่ให้เธอคิดมาก
แต่หลี่เยว่หานจะห้ามใจไม่ให้คิดมากได้อย่างไร
“พระนาง บอกหม่อมฉันเถอะเพคะ ว่าการไปครั้งนี้ของเมิ่งฉีฮ่วนอันตรายมากใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานถาม
ฮองเฮาได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพยักหน้า “อันตรายมากจริง ด้วยเหตุนี้เมื่อวันนี้ซืออี้ ถึงได้พูดเช่นนั้นออกมา แต่ข้าให้สัญญาแก่เจ้าว่า หากเหวินจั๋วพลาดท่าถูกจับที่แคว้นเสวียนจิ้ง แคว้นตงฮั่นทั้งแคว้นจะทุ่มกำลังสุดตัวเพื่อช่วยเขากลับมาให้ได้!””
ได้ฟังคำนั้น หลี่เยว่หานก็ส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่หรอกเพคะ เขาฉลาดออกปานนั้น คงไม่พลาดท่าหรอก…”
“ใช่ เขาจะไม่พลาดท่า และจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน แม้การไปครั้งนี้จะอันตรายไปบ้าง แต่เหวินจั๋วเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด เขาพาทั้งเจียงหมิงที่อยู่ข้างกายเซวียนเอ๋อร์มานานสิบกว่าปีไปด้วย เมื่อคนแคว้นเสวียนจิ้งเห็นเจียงหมิง ความสงสัยในตัวเหวินจั๋วย่อมลดน้อยลง” ฮองเฮารีบปลอบ
“เจียงหมิง?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “หม่อมฉันพอจะจำได้ราง ๆ ว่าเขาดูเหมือนจะฉลาดมาก”
“ใช่แล้ว เจียงหมิงคนนี้มีที่มาเป็นปริศนา ไม่มีใครรู้ว่าบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ราวกับปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า หัวไวมาก หลายปีมานี้เขาสวามิภักดิ์ต่อเซวียนเอ๋อร์เพียงคนเดียว” ฮองเฮาเอ่ยถึงเจียงหมิงพลางพยักหน้าอย่างอดไม่ได้ “ถึงแม้จงเจิ้งเซวียนจะทำเรื่องชั่วร้ายมามากมาย แต่เจียงหมิงคนนี้กลับไม่ยอมร่วมทางชั่วด้วย เขาเป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ผู้ร่วมสมคบคิดที่ยอดเยี่ยมแน่นอน”
ตอนนี้ในหัวของหลี่เยว่หานมีแต่เรื่องของเมิ่งฉีฮ่วน เธอไม่มีกะจิตกะใจจะฟังเรื่องเจียงหมิงต่อ จึงเพียงตอบรับไปไม่กี่ประโยค แล้วขอกลับห้องไปพักผ่อน กระทั่งข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน
หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ วังหลังที่สงบเงียบมาหลายปีก็ได้มีคนถูกส่งเข้าวังเย็นเป็นครั้งแรก แถมยังโดนทีเดียวถึงสองคน ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก มีคนจำนวนมากอยากมาเยี่ยมหลี่เยว่หานที่ตำหนักซานเป่า แต่หลี่เยว่หานเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกมา คังโหรวบอกว่าพอกลับถึงห้องนางก็นอนพักทันที ฮองเฮาเห็นว่าวันนี้หลี่เยว่หานคงเหนื่อยล้าทางใจมากแล้ว จึงช่วยปฏิเสธแขกเหรื่อไปทั้งหมด
เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพียงแค่ผ่านไปคืนเดียว ทั่วทั้งวังหลังต่างก็ร่ำลือกันว่า ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ที่ยังไม่รับเข้าวังเป็นสนมก็เพียงเพราะตอนนี้เธอยังอุ้มท้องลูกของแม่ทัพม้าเหล็กอยู่ รอให้เด็กคลอดออกมาเมื่อไหร่ รับรองว่าเธอต้องได้เป็นหนึ่งในสนมวังหลังแน่นอน
ไม่เช่นนั้นทำไมฮองเฮาถึงได้ปกป้องเธอถึงเพียงนี้ หลายปีมานี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าฮองเฮารู้ใจฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่สุด!
ข่าวลือนี้ไม่รู้ว่าเริ่มมาจากไหน ตอนแรกลือกันแค่ในวังหลัง ต่อมากลับแพร่กระจายไปถึงนอกวัง กระทั่งมีคนถวายฎีกาตำหนิหลี่เยว่หาน ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงเพิ่งจะทราบว่า ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันนินทาว่าพระองค์คิดจะแย่งชิงภรรยาขุนนางในยามที่ขุนนางไม่อยู่…
เรื่องเข้าใจผิดนี้ลุกลามไปค่อนข้างใหญ่ หลังจากฮ่องเต้และฮองเฮาหารือกันแล้ว ก็ไม่ไว้ใจที่จะให้หลี่เยว่หานกลับไปอยู่ที่จวนแม่ทัพเพียงลำพัง ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นไม่อาจให้ตำหนักซิงกั๋วออกหน้ามารับช่วงต่อได้ ไม่เช่นนั้นเรื่องจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก—หากฮ่องเต้ไม่ได้คิดอะไรกับฮั่นหรงฟูเหริน ทำไมถึงต้องส่งเธอกลับบ้านแม่เดิมด้วยเล่า…
คิดไปคิดมา สุดท้ายเป็นพระชายามู่ที่เป็นฝ่ายอาสาเสนอตัวจะไปดูแลหลี่เยว่หานที่จวนแม่ทัพ เรื่องนี้จึงถือว่าคลี่คลายลงได้ และหลี่เยว่หานก็ได้ออกจากรั้ววังเสียที
เมื่อกลับถึงจวนแม่ทัพ หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แม้พระราชวังจะหรูหราอลังการ แต่มันทำให้คนอึดอัดจนหายใจไม่ออกจริง ๆ ยังเป็นจวนแม่ทัพที่ดึกว่า สบายใจกว่าเยอะเลย”
พระชายามู่ที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ “มีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะเข้าวังแต่เข้าไม่ได้ เจ้ากลับดีเสียอีกที่รู้สึกว่าวังทำให้หายใจไม่ออก”
“พระชายาเอ่ยผิดแล้วเพคะ” หลี่เยว่หานเดินคล้องแขนพระชายามู่เข้าประตูจวนแม่ทัพ พลางกล่าวช้า ๆ ว่า “พระราชวังนั้นดีจริงเจ้าค่ะ แต่นั่นสำหรับคนที่ต้องการไขว่คว้าเกียรติยศให้แก่ตระกูล แต่หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลอะไร พระราชวังจึงเป็นที่ที่ทำให้หายใจไม่ออก”
“ดูสิเพคะ หม่อมฉันแค่ถูกฮองเฮากับพระชายารับไปพักในวังไม่กี่วัน ภายนอกก็ลือกันไปใหญ่ว่าฮ่องเต้จะแย่งเมียขุนนาง น่ากลัวเหลือเกิน…”
ได้ยินเช่นนั้นพระชายามู่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หลี่เยว่หานเป็นคนนิสัยดี แต่ตอนที่อยู่ในวังนั้นเห็นได้ชัดว่าเธอดูเกร็งและไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก บัดนี้เมื่อได้พ้นประตูวังกลับบ้าน เธอถึงได้ดูผ่อนคลายลงมาก
แต่ทว่าความผ่อนคลายนี้ กลับนำพาเรื่องใหญ่มาให้เสียได้
วันที่ห้าหลังจากหลี่เยว่หานกลับถึงจวนแม่ทัพ เธอก็เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ตอนนี้เธอตั้งครรภ์ได้แปดเดือนแล้ว หมอกู่ฟันธงว่าเธอจะคลอดก่อนกำหนด จึงรีบสั่งให้คนไปตามหมอตำแยที่มีประสบการณ์การทำคลอดทารกแฝดมาทันที
โชคดีที่จวนแม่ทัพได้เตรียมหมอตำแยที่มีประสบการณ์ไว้พร้อมแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านหมอกู่ตรวจพบว่าเป็นครรภ์แฝดครั้งแรก และก่อนที่หลี่เยว่หานจะเข้าวัง ก็ได้รับหมอตำแยเข้ามาพักในจวนเตรียมพร้อมไว้แล้ว ตอนนี้จึงเรียกใช้ได้ทันท่วงที
แต่เนื่องจากหลี่เยว่หานอุ้มท้องแฝด ท้องของเธอจึงใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก อีกทั้งยังเป็นการคลอดก่อนกำหนด แม้จะมีทั้งหมอกู่และหมอตำแยผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ต้องทนทรมานอยู่ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน
แต่ก็ยังคลอดไม่ออก
หลี่เยว่หานสิ้นเรี่ยวแรงไปหมดแล้ว ทั่วทั้งร่างกายไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่เจ็บปวด
ในฐานะหมอ เธอรู้ดีว่าในเวลานี้จะมาย่อหย่อนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหากทารกขาดออกซิเจนนานเกินไป ย่อมจะขาดใจตายในครรภ์ได้ง่ายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงกัดฟันทนความเจ็บปวด สั่งให้คนเตรียมน้ำอุ่นที่สะอาดไว้ในถังอาบน้ำขนาดใหญ่ แล้วสั่งให้คนหามเธอเข้าไปในถังน้ำนั้น
หมอตำแยไม่เคยเห็นใครคลอดลูกแบบนี้มาก่อน จึงรีบเข้ามาห้าม แต่หลี่เยว่หานกลับยืนกรานที่จะทำคลอดในน้ำ สุดท้ายหมอกู่จึงเป็นคนพยักหน้าอนุญาต
เมื่อลงไปในน้ำแล้ว หลี่เยว่หานรู้สึกว่าแรงกดทับตามร่างกายลดลงไปไม่น้อย ในปากอมแผ่นโสมเอาไว้ เธอหลับตาลง และเริ่มรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายออกมา!