ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 402 อาการตกเลือด
บทที่ 402 อาการตกเลือด
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงร้องไห้อันแผ่วเบาพลันดังขึ้นเป็นสัญญาณของบุตรชาย จากนั้นไม่นานเสียงร้องไห้ครั้งที่สองก็ดังตามมาเป็นบุตรสาว
หลี่เยว่หานให้กำเนิดบุตรแฝดชายหญิงในครรภ์เดียว ซึ่งสำหรับแคว้นตงฮั่นแล้ว ถือเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง
ทว่าช่างน่าเวทนานัก หลี่เยว่หานหมดเรี่ยวแรงจนสลบไสลไปหลังจากคลอดบุตรทั้งสอง ทารกน้อยถูกหมอตำแยอุ้มออกมายังห้องด้านนอกเพื่อให้พระชายามู่ที่เฝ้าคอยมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มได้ยลโฉม
ส่วนฮองเฮาที่ทราบข่าวว่าหลี่เยว่หานคลอดก่อนกำหนดกะทันหันก็เสด็จออกจากวังมาในวันนี้เช่นกัน ทั้งสองพระองค์ต่างอุ้มทารกไว้แนบอกพลางยิ้มแย้มด้วยความยินดี
“พระชายา ฮองเฮาเพคะ” หมอกู่สั่งการให้คังโหรวและหมิงจูช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้หลี่เยว่หานและพานางไปพักบนเตียงเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมาทำความเคารพ “ทารกทั้งสองเนื่องจากอยู่ในครรภ์มารดานานเกินไป ร่างกายจึงค่อนข้างอ่อนแอ ยามนี้ไม่อาจต้องลมได้ จำต้องสั่งให้บ่าวรับใช้จุดเตาถ่านเพื่อให้ภายในห้องอบอุ่นและให้อากาศถ่ายเทสะดวกเพคะ”
การคลอดบุตรเดิมทีก็เป็นเรื่องคาวเลือด หลี่เยว่หานให้กำเนิดบุตรในห้องนอน ทว่ากลับถูกย้ายไปพักฟื้นที่ห้องอบอุ่นข้างห้องนอนแทน เมื่อได้รับคำแนะนำจากหมอกู่ คนในจวนขุนพลก็รีบจุดไฟในอุโมงค์ความร้อนใต้พื้นห้องทันที แม้ว่าการจุดไฟในยามนี้จะดูเร็วไปเสียหน่อย แต่ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่านายหญิงของพวกเขาอีกแล้ว
“เอาละ เจ้าก็ได้เห็นหน้าเด็กๆ แล้ว คนแม่ก็ได้เยี่ยมแล้ว ในจวนขุนพลมีข้าอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร เจ้ารีบกลับเข้าวังเสียเถิด ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าจะเกิดคำนินทาอันใดขึ้นอีก!” หลังจากพระชายามู่และฮองเฮาอุ้มทารกเข้าไปในห้องอบอุ่นและวางลงบนเตียงเล็กแล้ว พระชายามู่ก็เริ่มออกปากไล่ฮองเฮาทันที
“ทำเช่นนี้ไม่ได้นะ” ฮองเฮาทรงทำพระพักตร์ง้ำงอด้วยความไม่พอใจ “ต่อให้สามีภรรยาคู่นี้ไม่รู้เรื่อง แต่เจ้าก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจ อย่างไรข้าก็มีฐานะเป็นพี่สะใภ้ ยามนี้เหวินจั๋วไม่อยู่บ้าน ข้าก็ควรจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ”
พระชายามู่หาได้สนใจเรื่องนั้น และไม่สนด้วยว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงฮองเฮา นางยื่นมือไปประคองและดันไหล่อีกฝ่ายให้เดินออกไปข้างนอก “จะเป็นพี่สะใภ้หรือไม่ยามนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าว เจ้าอย่าได้มาวุ่นวายเลย จงกลับวังไปเป็นเหนียงเนียงอย่างสงบเถิด ที่นี่มีข้าอยู่ ประเดี๋ยวคนจากจวนซิงกั๋วกงก็คงจะมาถึงแล้ว เจ้าไม่ต้องวุ่นวายหรอก” เมื่อพระชายามู่ตรัสถึงเพียงนี้ ฮองเฮาจึงไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อ ทรงบ่นพึมพำว่า “ไม่ยอมให้ข้าอยู่ด้วย ช่างเกินไปนัก” พลางเสด็จออกไป
ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หมิงจูก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องอบอุ่นด้วยท่าทางระเซอะระเซิง นางคุกเข่าลงต่อหน้าฮองเฮาและพระชายามู่จนเสียงดัง ปึ้ง
ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ “ฟูเหรินของข้าตกเลือดเพคะ! ได้โปรดช่วยฟูเหรินของข้าด้วย!” พูดจบ หมิงจูก็โขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อได้ยินว่าหลี่เยว่หานตกเลือด ทั้งฮองเฮาและพระชายามู่ต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง รีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในห้องอบอุ่นทันที ฝ่ายคังโหรวที่ยังพอมีสติมากกว่า เมื่อเห็นหมิงจูวิ่งไปขอความช่วยเหลือ นางก็รีบวิ่งไปเชิญหมอกู่ที่ยังอยู่ในจวนมาโดยด่วน
ครรภ์นี้ของหลี่เยว่หานเดิมทีก็แฝงไปด้วยอันตราย เดิมทีหมอกู่ก็เฝ้าระวังเรื่องอาการตกเลือดมาโดยตลอด ทีแรกนึกว่าจะแคล้วคลาดปลอดภัยแล้ว ไม่นึกเลยว่าจู่ ๆ จะเกิดเหตุร้ายขึ้นในยามนี้ หมอกู่เองก็ร้อนใจจนเหงื่อซึม
ฮองเฮาและพระชายามู่ยืนเคียงกัน มองดูหมอกู่ฝังเข็มจนเต็มแขนของหลี่เยว่หาน ความวิตกกังวลฉายชัดบนใบหน้าของทั้งสองพระองค์ ทว่าไม่กล้าปริปากถามถึงอาการในยามนี้
“เฮ้อ…” หมอกู่ถอนหายใจยาว พลางลุกขึ้นโค้งกายคำนับ “อาการตกเลือดของฮั่นหรงฟูเหรินนั้น ข้าน้อยจนปัญญาจะรักษาแล้ว ไม่ทราบว่าฮองเฮาเหนียงเนียงพอจะส่งคนไปเชิญท่านผู้เฒ่าฉาง อดีตเจ้ากรมหมอหลวงมาได้หรือไม่เพคะ?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อท่านผู้เฒ่าฉาง ฮองเฮาและพระชายามู่ก็ใจชื้นขึ้นมาทันที ท่านผู้นั้นคือยอดหัตถ์เทวดาด้านสตรีเวชที่เลื่องชื่อไปทั่วหล้า เคยมีสตรีที่คลอดยากจนขาข้างหนึ่งก้าวเข้าสู่ประตูปิศาจไปแล้ว แต่กลับถูกท่านผู้เฒ่าฉางฉุดรั้งกลับมาได้ด้วยวิชาแพทย์อันล้ำเลิศ ทว่าท่านผู้เฒ่าฉางปลีกวิเวกไปนานปี ต่อให้ฮองเฮาจะทรงตามหาด้วยพระองค์เอง ก็ใช่ว่าจะพบตัวได้ในเวลาอันสั้น
“รีบไปแจ้งท่านหญิงกั๋วกงเร็วเข้า!” ฮองเฮาทรงนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบสั่งคังโหรว “บอกนางว่าทางด้านฮั่นหรงฟูเหรินเกิดเรื่องแล้ว ขอให้นางไปเชิญท่านผู้เฒ่าฉางมาให้ได้! หากท่านผู้เฒ่าฉางไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ก็ให้ท่านหญิงกั๋วกงถือป้ายอาญาสิทธิ์ของข้าออกไปรับตัวเขานอกเมืองมาด่วน!” ตรัสพลาง ฮองเฮาก็ทรงยื่นป้ายประจำพระองค์ส่งให้คังโหรว “ต้องรวดเร็วที่สุด!”
คังโหรวไม่รอช้า รีบรับป้ายแล้ววิ่งออกไปทันที
“หมอกู่ ระหว่างที่รอท่านผู้เฒ่าฉาง ข้าขอฝากท่านช่วยยื้อเวลาให้ฮั่นหรงฟูเหรินด้วย!” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าน้อยจะพยายามสุดความสามารถเพคะ!”
บนเตียงนั้น ใบหน้าของหลี่เยว่หานไร้ซึ่งสีเลือด เบาะรองนอนถูกเลือดที่ไหลซึมชุ่มโชก หมิงจูพยายามกลั้นน้ำตาขณะที่คอยผลัดเปลี่ยนผ้าผืนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าร่วมกับนางกำนัลคนอื่นๆ บรรยากาศภายในห้องอบอุ่นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหนักอึ้ง
พระชายามู่เห็นฮองเฮามีสีหน้าอมทุกข์ จึงจูงมือพระองค์ออกมาด้านนอกพลางปลอบประโลม “เยว่หานเป็นเด็กมีบุญ นางจะต้องไม่เป็นไรแน่ อีกทั้งยามนี้ท่านหญิงกั๋วกงออกหน้าเอง ท่านผู้เฒ่าฉางย่อมไม่ใจดำดูดาย”
“ข้าเองก็หวาดกลัวนัก” ฮองเฮาทอดถอนพระทัย “ตอนที่เหวินจั๋วจากไป พวกเรารับปากเขาไว้อย่างดิบดีว่าจะดูแลฟูเหรินของเขาให้ดีที่สุด แต่กลับมาเกิดเรื่องเช่นนี้ เลือดพวกนั้นมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก ข้าเกิดมาไม่เคยเห็นเลือดมากมายเพียงนี้มาก่อนเลย…” เมื่อเห็นว่าฮองเฮาทรงเสียขวัญจริงๆ พระชายามู่จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงแต่กุมมือและตบไหล่เบาๆ เพื่อให้พระองค์คลายความวิตก ทว่าในใจของพระชายามู่เองก็ร้อนรุ่มไม่แพ้กัน
ในห้วงสติอันพร่าเลือน หลี่เยว่หานฝันว่าตนเองกลับไปยังโลกอนาคตอีกครั้ง
นางเห็นพ่อเอาแต่ดื่มสุราเมามายทั้งวันทั้งคืน โดยมีหวังเฟิ่งคอยดุด่าตบตีอยู่ไม่ขาดสาย นางด่าทอว่าหลี่ต้าเฉิงเป็นคนขี้แพ้ เล่าเรียนมาตั้งหลายปี พอจบการศึกษาก็หนีหายไปไกลแสนไกล แม้แต่ยามตายก็ยังไม่ยอมส่งเงินทองกลับมาให้ที่บ้านสักแดงเดียว
หลี่ต้าเฉิงราวกับจมอยู่ในโลกของตัวเอง เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการด่าทอของหวังเฟิ่งแม้แต่น้อย ไม่หนำซ้ำยังเผยรอยยิ้มออกมาบาง ๆ
เมื่อหวังเฟิ่งด่าจนเหนื่อยหอบ นางก็นั่งลงบนโซฟาพลางหายใจกระชั้นชิด ทันใดนั้นหลี่ต้าเฉิงก็เอ่ยขึ้น “เฟิ่งเอ๋อร์ ที่เจ้าบอกว่าพวกเราส่งเสียให้เยว่หานเรียนหนังสือมาหลายปีน่ะ เจ้าพูดจริงหรือ?”
“ทำไม! หรือแกจะบอกว่าแกไม่ได้เลี้ยงลูกสาว?” หวังเฟิ่งถลึงตาใส่
“นับตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้าบ้านนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เยว่หานใช้ คือเงินสินเดิมที่แม่ของนางเก็บหอมรอมริบไว้ให้ก่อนตาย ตลอดห้าปีในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ทุกอย่าง เยว่หานก็ทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเองทั้งสิ้น เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนที่นางมาขอเงินเจ้าเพียงห้าสิบหยวนเพื่อซื้อตำราสอบเข้ามหาวิทยาลัย?”
หลี่ต้าเฉิงส่ายหน้าช้า ๆ “เจ้าคงจำไม่ได้หรอก แต่เยว่หานบอกกับข้าว่านางจะจำไปจนตาย เพราะนอกจากเจ้าจะไม่ให้เงินนางแล้ว เจ้ายังด่าทอแม่ที่ล่วงลับของนางอย่างสาดเสียเทเสีย เจ้าคิดว่าเหตุใดพอเยว่หานเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจึงไม่ยอมกลับมาบ้านอีก ก็เพราะแม่เลี้ยงอย่างเจ้ามันปากร้ายเกินไปอย่างไรเล่า!”
หวังเฟิ่งมองหลี่ต้าเฉิงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “แกกินยาผิดสำแดงมาหรือไง!”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น!” หลี่ต้าเฉิงคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่หวังเฟิ่ง “เยว่หานคือลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า! หลายปีมานี้เจ้าจะรังแกนาง ด่าทอนาง หรือตบตีนาง ข้าก็ยอมทนมาตลอดเพราะเห็นแก่ที่เจ้ายังสาวแต่ยอมมาเป็นแม่เลี้ยง ทว่ายามนี้เยว่หานจากไปแล้ว! เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที! การด่าทอคนตายต่อหน้าข้าทุกวี่วันมันสนุกนักหรือ!”
หวังเฟิ่งกระโดดตัวลอยด้วยความโกรธเกรี้ยว “หลี่ต้าเฉิง! แกหมายความว่ายังไง!”
บางทีอาจเป็นเพราะความขัดแย้งที่สั่งสมมานานจนกลายเป็นความเคยชิน หวังเฟิ่งไม่ทันยั้งคิด นางคว้ามีดปอกผลไม้บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา พลางกวัดแกว่งไปมาพร้อมคำด่าทอสาปแช่งเข้าหาหลี่ต้าเฉิง
ครั้นเมื่อหวังเฟิ่งได้สติกลับคืนมา มีดปอกผลไม้เล่มนั้นก็ปักจมลงที่หน้าอกของหลี่ต้าเฉิงเสียแล้ว เขาสิ้นใจไปในทันทีโดยไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใด ๆ…