ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 403 ฝันคืนสู่ชาติภพก่อน
บทที่ 403 ฝันคืนสู่ชาติภพก่อน
หลี่เยว่หานที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้างถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คือเรื่องจริงหรือเป็นเพียงความฝัน ทว่าในยามที่หวังเฟิ่งถือมีดปอกผลไม้แทงเข้าใส่หลี่ต้าเฉิง เธอกลับรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก และเมื่อมีดในมือของหวังเฟิ่งปักลงไป หัวใจของหลี่เยว่หานก็พลันปวดร้าวอย่างรุนแรง…
หวังเฟิ่งขวัญหนีดีฝ่อ!
เธอทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพลางจ้องมองหลี่ต้าเฉิงที่สิ้นลมหายใจไปแล้วด้วยดวงตาที่เบิกโพลง นิ่งค้างไปเนิ่นนานโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้จะรู้ดีว่าตนไม่อาจสัมผัสตัวหวังเฟิ่งได้ แต่หลี่เยว่หานก็ยังพุ่งเข้าไปทุบตีและเตะถีบใส่อีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง “สารเลว! เอาพ่อฉันคืนมา! เอาพ่อฉันคืนมานะ! นางฆาตกร!”
น้ำตาไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ในยามนี้เองที่หลี่เยว่หานเพิ่งจะตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วเธอยังคงมีความผูกพันกับผู้เป็นบิดาอยู่
เพียงแต่ความเย็นชาและการลำเอียงที่สั่งสมมานานหลายปี ทำให้เธอซุกซ่อนความรู้สึกที่มีต่อบิดาเอาไว้จนมิดชิด ทว่าเมื่อถึงคราวเป็นตาย เธอกลับพบว่าตนเองสามารถให้อภัยหลี่ต้าเฉิงผู้ไร้ซึ่งจุดยืนคนนี้ได้แล้ว
“เยว่หาน เยว่หาน นั่นเจ้าใช่หรือไม่!” เสียงหนึ่งดังแว่วมา หลี่เยว่หานปาดน้ำตาพลางหันไปมอง พบว่าเป็นเมิ่งฉีฮ่วนนั่นเอง
“เยว่หาน เจ้าเป็นอะไรไป?” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูหลี่เยว่หานจากระยะไกล ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย “เจ้ากำลังจะไปแล้วหรือ? ที่นี่… คือบ้านของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ขณะที่พูด เมิ่งฉีฮ่วนก็กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ สายตาของเขาหยุดลงที่ร่างไร้วิญญาณของหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น คิ้วของเขาขมวดมุ่น “เกิดเรื่องใดขึ้นที่นี่? เยว่หาน มาหาข้าเถอะ ดีหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ปล่อยโฮออกมาและโผเข้าหาเมิ่งฉีฮ่วน เธอกอดคอเขาไว้แน่นพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “เหตุใดท่านจึงไม่กลับบ้าน ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าหวาดกลัวเพียงใด ข้ากลัวแทบตายอยู่แล้ว เหตุใดท่านถึงยังไม่กลับบ้านเสียที!”
เมิ่งฉีฮ่วนเองก็สับสนไม่น้อย เขาโอบกอดสตรีตัวน้อยในอ้อมแขนไว้เนิ่นนานโดยไม่รู้จะพูดคำใดออกมา
เขาปลอมตัวเป็นองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนลอบเข้าไปในแคว้นเสวียนจิ้งได้อย่างราบรื่น ทว่าตั้งแต่เมื่อวานนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ร่างกายของเขาจึงเริ่มรุมเร้าด้วยพิษไข้
ทีแรกเขานึกว่าเพียงแค่ต้องลมเย็นจึงได้นำยาที่ปรุงจากน้ำพุวิญญาณขึ้นมาทาน ทว่าอาการกลับไม่บรรเทาลงเลย หลังจากผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ไข้กลับยิ่งทรุดหนักกว่าเดิม
เมื่อเช้าเขายังพอลุกขึ้นมาทานอะไรได้บ้าง แต่พอตกเที่ยงเขาก็ลุกจากเตียงไม่ขึ้นแล้ว สติสัมปชัญญะของเขาเดี๋ยวแจ่มชัดเดี๋ยวพร่าเลือน จนกระทั่งต่อมาเขาก็ได้เห็นหลี่เยว่หานอยู่ในห้องที่แปลกตา กำลังทุบตีใครคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง
แม้ว่า… มือและเท้าของเธอจะโปร่งแสงจนทะลุผ่านร่างกายของสตรีผู้นั้นไปก็ตาม
แต่ยังนับว่าโชคดีที่เมิ่งฉีฮ่วนยังสามารถสัมผัสตัวหลี่เยว่หานได้
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดของสตรีในอ้อมกอด เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน เขาไม่มีเวลามาสืบหาความจริงว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ เพราะมัวแต่พะวักพะวนกับการปลอบประโลมหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงกลับมาที่นี่ และยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดเมิ่งฉีฮ่วนถึงมาปรากฏตัวพร้อมกันได้ ทั้งสองนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น มองดูเจ้าหน้าที่ทางการถ่ายรูปเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ ใช้ถุงห่อศพลากร่างของหลี่ต้าเฉิงออกไป และใส่กุญแจมือหวังเฟิ่งขึ้นรถไป
ไม่นาน ความผิดฐานฆาตกรรมของหวังเฟิ่งก็กระจ่างชัด พร้อมกับความจริงเรื่องการตายของหลี่เยว่หานที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา
อดีตเพื่อนร่วมทีมอาสาสมัครที่เคยทำงานร่วมกับหลี่เยว่หาน หลังจากเดินทางกลับประเทศก็ได้ลาออกจากองค์กรและสอบเข้าสู่ระบบยุติธรรมจนได้เป็นนิติแพทย์ ในระหว่างการพิจารณาคดีของหวังเฟิ่ง เพื่อนร่วมทีมคนนี้ได้พบรายงานการชันสูตรศพของหลี่เยว่หาน
ซึ่งระบุว่าในเลือดของเธอมีส่วนประกอบของยากระตุ้นกำหนัดในปริมาณมาก และคนขับรถที่ไปรับหลี่เยว่หานในวันนั้นก็ถูกตรวจสอบพบว่าเป็นหลานชายของหวังเฟิ่ง
พวกเขานำน้ำที่ผสมยาเร้ากำหนัดไว้บนรถ ให้หลี่เยว่หานที่เพิ่งลงจากเครื่องบินทั้งเหนื่อยและกระหายดื่มเข้าไป จากนั้นก็ส่งตัวเธอไปยังโรงแรมโดยตรง เพื่อขายให้กับชายที่ดูหยาบโลนคนหนึ่ง มีข้อความสั้นเป็นหลักฐานว่าชายผู้นั้นยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนมาอุ้มท้องแทน โดยต้องการสตรีที่มีการศึกษาสูงและหน้าตาดี หวังเฟิ่งที่เห็นแก่เงินจึงวางแผนชั่วร้ายนี้และขายหลี่เยว่หานไป
หลี่เยว่หานไม่อาจทนต่อความอัปยศจึงตัดสินใจกระโดดตึกจบชีวิตตนเอง หวังเฟิ่งที่ร้อนตัวจึงไปขอให้ชายหยาบโลนคนนั้นช่วยวิ่งเต้นเส้นสาย หลังจากบุกไปโวยวายที่หน่วยงานแล้วก็นำศพของหลี่เยว่หานออกมาเผาทำลายอย่างเร่งรีบ แม้รายงานชันสูตรศพจะทำเสร็จสิ้น แต่เนื่องจากศพถูกเผาไปแล้ว คดีนี้จึงกลายเป็นคดีปริศนาที่ไร้ผู้ต้องหา
ยามนี้คดีของหลี่ต้าเฉิงได้ทำให้ความจริงทั้งหมดปรากฏ หวังเฟิ่งถูกลงโทษจากความผิดหลายกระทงรวมกันจนถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนชายหยาบโลนคนนั้นก็ถูกลงโทษด้วยการปรับเงินจำนวนมหาศาลจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ตรงหน้าหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วน ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้ล่วงรู้ความจริงว่าในชาติก่อนหลี่เยว่หานตายอย่างไร เขาได้แต่รู้สึกเจ็บปวดร้าวรานใจพลางโอบกอดร่างเงาข้างกายให้แน่นขึ้นไปอีก
ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง หลี่เยว่หานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะถามเมิ่งฉีฮ่วน ทว่าพอหันกลับไป เมิ่งฉีฮ่วนกลับหายวับไปเสียแล้ว ทำให้เธอตกใจจนสะดุ้งลืมตาขึ้นมา
“ฟื้นแล้ว! ฟูเหรินฟื้นแล้ว!” เสียงของหมิงจูค่อย ๆ แว่วเข้าสู่หูของหลี่เยว่หาน เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าเธอเพิ่งจะให้กำเนิดบุตรไป…
“เยว่หาน เจ้าโธ่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ดีขึ้นหรือไม่?” ฟางจื่อหลานคว้ามือหลี่เยว่หานไว้ด้วยความร้อนใจ เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นพลางเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
ท่านผู้เฒ่าฉางที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็ถอดถอนใจ “ยามนี้พวกเจ้าคุยกับเธอไป เธอก็ไม่มีแรงจะตอบหรอก ไม่สู้รีบสั่งให้ห้องครัวเล็กยกรังนกแดงที่เตรียมไว้ขึ้นมา แล้วต้มโจ๊กข้าวสีนิลมาให้เธอเพื่อบำรุงเลือดและกำลัง ชีวิตของเธอนี้นับว่ากระชากกลับมาจากมือมัจจุราชได้หวุดหวิด หากเลือดออกมากกว่านี้อีกเพียงนิด ต่อให้เป็นข้าก็จนปัญญา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คังโหรวก็รีบวิ่งออกไปและนำอาหารที่เตรียมไว้จากห้องครัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเธอยังส่งคนไปแจ้งข่าวความปลอดภัยที่จวนมู่หวังและในวังหลวงอีกด้วย
จากการตกเลือดครั้งใหญ่ครั้งนี้ หลี่เยว่หานสลบไสลไปถึงสามวันเต็ม ฮองเฮาไม่อาจประทับอยู่นอกวังได้นานนัก ดังนั้นในคืนวันเกิดเหตุ ก่อนที่ประตูวังจะลงกลอน พระองค์จึงเสด็จกลับเข้าวังไปก่อน ส่วนพระชายามู่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนฟางจื่อหลานที่จวนขุนพล ทว่าร่างกายของนางไม่ค่อยแข็งแรง วันนี้เพิ่งจะมาได้ครู่เดียวก็เริ่มเดินไม่มั่นคงและใบหน้าซีดเผือด จึงต้องเสด็จกลับไปพักผ่อนก่อน
ฟางจื่อหลานรีบไปเชิญท่านผู้เฒ่าฉางมาตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งข่าวเมื่อสามวันก่อน หลังจากนั้นสามวันเธอแทบไม่ได้หลับนอน เฝ้าอยู่ข้างเตียงของหลี่เยว่หานตลอดเวลา
ท่านผู้เฒ่าฉางกล่าวว่า หากหลี่เยว่หานไม่ฟื้นขึ้นมาภายในสามวัน เกรงว่าเธอคงจะต้องหลับใหลไปตลอดกาล ดังนั้นฟางจื่อหลานจึงไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย เพียงเวลาแค่สามวัน เธอก็ซูบผอมลงไปถนัดตา
ยามนี้หลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมาในที่สุด ทุกคนจึงค่อยเบาใจลงได้
ด้วยความช่วยเหลือจากคังโหรวและหมิงจู หลี่เยว่หานทานรังนกไปได้ครึ่งถ้วย และดื่มโจ๊กข้าวสีนิลใส่ตับหมูไปอีกเล็กน้อย จึงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง
“ท่านป้าสะใภ้ เด็ก ๆ เล่า?” หลังจากวางชามลง หลี่เยว่หานก็มองหาไปรอบ ๆ เธอจำได้ว่าเธอให้กำเนิดบุตรแฝดชายหญิง ทว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเธอยังไม่เห็นทารกทั้งสองเลย ในใจจึงรู้สึกกังวลยิ่งนัก
“เด็ก ๆ มีแม่นมคอยดูแลอยู่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ฟางจื่อหลานก้มลงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากให้หลี่เยว่หาน พลางถอนใจและยิ้มอย่างอ่อนโยน
“หลายวันที่เจ้าหมดสติไป เด็ก ๆ ทานอิ่มนอนหลับดี ร่างกายแข็งแรงยิ่งนัก ท่านหมอกล่าวว่า สภาพร่างกายของเจ้าในยามนี้ยังไม่เหมาะจะดูแลบุตร จงพักฟื้นให้ดีสักหนึ่งเดือน เมื่อพ้นกำหนดอยู่ไฟแล้วข้าจะพาเด็ก ๆ มาให้เจ้าดู”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของหลี่เยว่หานก็พลันหล่นวูบ เธอคว้ามือฟางจื่อหลานไว้แน่นพลางละล่ำละลักถามด้วยความร้อนใจ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเด็ก ๆ หรือ!”