ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 404 เมิ่งฉีฮ่วนกลับเมืองหลวง
บทที่ 404 เมิ่งฉีฮ่วนกลับเมืองหลวง
“เจ้าอย่าได้พูดเพ้อเจ้อ!” ฟางจื่อหลานทำทีเป็นโกรธ นางตบหลังมือหลี่เยว่หานเบา ๆ พลางเอ่ยว่า “ร่างกายของเจ้าเอง เจ้าไม่รู้เชียวหรือ? ไม่ใช่ว่าไม่ให้เจ้าพบลูก แต่ยามนี้สภาพร่างกายของเจ้าย่ำแย่นัก เด็ก ๆ เองก็มีคนคอยดูแลอย่างดี เจ้าต้องรักษาตัวให้แข็งแรงก่อน ถึงจะมีเรี่ยวแรงไปดูแลลูกได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ “ท่านป้าสะใภ้ ข้าขอเพียงได้เห็นหน้าลูกสักแวบเดียว เพียซักครู่เท่านั้นได้หรือไม่? ข้ารับรองว่าพอได้เห็นลูกแล้ว ข้าจะตั้งใจพักฟื้น จะไม่ฝืนทำอะไรตามใจชอบอีกจนกว่าจะออกจากเรือนไฟ หากท่านไม่ยอมให้ข้าเห็นหน้าลูก ข้าก็ไม่อาจวางใจได้จริง ๆ”
แววตาของฟางจื่อหลานสั่นไหวเล็กน้อย ในที่สุดนางก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า “นิสัยเจ้านี่ช่างดื้อรั้นนัก เอาเถอะ เจ้านอนพักรออยู่ที่นี่ ข้าจะไปอุ้มเด็ก ๆ มาให้ดู”
หลี่เยว่หานได้ฟังดังนั้นก็ยอมนอนลงอย่างว่าง่าย
ฟางจื่อหลานลุกขึ้นเดินไปยังประตูห้องอบอุ่น ทว่าก่อนจะออกไป นางได้ส่งสายตาบางอย่างให้กับหมิงจู
หลังจากฟางจื่อหลานออกไปแล้ว หมิงจูได้เปลี่ยนกำยานใหม่ แล้วจึงมานั่งเฝ้าข้างเตียงหลี่เยว่หาน ชวนคุยถึงเรื่องความน่ารักของทารกน้อยทั้งสอง
เพียงครู่เดียว หลี่เยว่หานก็รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ นางพยายามฝืนทนรอเพื่อจะได้เห็นหน้าลูกก่อนจะหลับไป จึงเอื้อมมือไปดึงมือหมิงจูแล้วถามว่า “หมิงจู เหตุใดท่านป้าสะใภ้จึงไปนานนัก ข้าเริ่มจะง่วงแล้ว…”
“เห็นทีแม่นมคงกำลังให้นมคุณหนูคุณชายน้อยอยู่เจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้คงอยากให้เด็ก ๆ อิ่มท้องเสียก่อนจึงค่อยอุ้มมาให้ฟูเหรินดู” หมิงจูเอ่ยปลอบด้วยเสียงนุ่มนวล “หากฟูเหรินง่วงก็นอนพักสักครู่เถอะเจ้าค่ะ อย่างไรเสียคุณหนูคุณชายน้อยก็อยู่ข้างกายท่าน ไม่หนีหายไปไหนแน่นอน”
“อืม… เช่นนั้นหากเด็ก ๆ ทานเสร็จแล้ว เจ้าต้องปลุกข้านะ…” วาจายังไม่ทันจบดี หลี่เยว่หานก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นนางหลับไป หมิงจูก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางร่วมมือกับคังโหรวช่วยกันผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้หลี่เยว่หาน จากนั้นจึงค่อย ๆ เดินออกจากห้องอบอุ่นไปเงียบเชียบ
ด้านนอกห้องอบอุ่น ฟางจื่อหลานยืนนิ่งมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าด้วยแววตาเหม่อลอย ไม่ทราบว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ท่านป้าสะใภ้” หมิงจูและคังโหรวทำความเคารพ
“หลี่เยว่หานหลับไปแล้วหรือ?” ฟางจื่อหลานเอ่ยถามช้า ๆ น้ำเสียงแหบพร่าราวกับซ่อนความโศกเศร้าบางอย่างไว้
“หลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หมิงจูตอบ “ทว่า… พวกเราจะปิดบังฟูเหรินไปได้นานเพียงใดกันเจ้าคะ?”
“ปิดได้นานเท่าใดก็ต้องปิดไปก่อน” ฟางจื่อหลานกล่าว “ยามนี้ร่างกายของหลี่เยว่หานอ่อนแอยิ่งนัก หากนางล่วงรู้เข้า… เกรงว่าคราวนี้นางจะไม่รอดชีวิตแน่” กล่าวจบ น้ำเสียงของนางก็เริ่มสั่นเครือด้วยหยาดน้ำตา
ฟางจื่อหลานก้มหน้าเช็ดหางตาที่เปียกชื้น ก่อนจะโบกมือให้หมิงจูและคังโหรวถอยออกไป “หลายวันมานี้พวกเจ้าลำบากมากแล้ว วันนี้จงไปพักผ่อนแต่หัววันเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกมาก อย่างน้อย… อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ปิดบังเรื่องนี้ไปให้พ้นเจ็ดวันก่อน”
หมิงจูและคังโหรวไม่กล่าวคำใด เดินถอยออกไปอย่างเชื่อฟัง
ฟางจื่อหลานทอดถอนใจมองพระจันทร์ครึ่งซีกบนฟากฟ้า
เมิ่งฉีฮ่วนเอ๋ยเมิ่งฉีฮ่วน หากเจ้าอยู่เคียงข้างหลี่เยว่หานก็คงจะดี อย่างน้อยหากนางรู้ว่าลูกเกิดเรื่องขึ้น นางก็ยังมีเจ้าเป็นที่พึ่งพิงใจ…
…
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบด้วยความช่วยเหลือของกำยานช่วยประสาท หลี่เยว่หานหลับสนิทตลอดคืน
ทว่าด้วยอาการตกเลือดหลังคลอดทำให้นางยังคงไร้เรี่ยวแรง ทันทีที่ตื่นขึ้นมานางก็พร่ำเพรียกหาแต่ลูก
ฟางจื่อหลานจนปัญญา ทำได้เพียงสั่งให้จุดกำยานช่วยประสาทอีกครั้ง และอาศัยช่วงเวลาที่หลี่เยว่หานกึ่งหลับกึ่งตื่น นำเด็ก ๆ มาวางไว้ข้างกายนางเพื่อให้ได้โอบกอดเพียงชั่วครู่
ครั้นเมื่อหลี่เยว่หานหลับสนิทไปแล้ว ฟางจื่อหลานจึงหยิบผ้าห่อตัวทารกทั้งสองผืนนั้นโยนให้หมิงจูแล้วสั่งว่า “หากหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมา เจ้าจงอุ้มเด็กให้นางดูจากระยะไกล ห้ามเข้าไปใกล้เป็นอันขาด”
“แต่ฟูเหรินต้องอยากให้เด็ก ๆ อยู่ข้างกายแน่เจ้าค่ะ” หมิงจูมองผ้าห่อตัวอย่างจนใจ “ยามฟูเหรินดื้อรั้นขึ้นมา ใครพูดสิ่งใดนางก็ไม่ฟัง…”
“เช่นนั้นก็จงหาทางทำให้นางไม่ต้องนึกถึงเรื่องลูก!” ฟางจื่อหลานถลึงตาใส่หมิงจู “เป็นบ่าวก็ควรจะแบ่งเบาภาระของเจ้านาย เรื่องแค่นี้เจ้ายังต้องให้ข้าสอนอีกหรือ!”
หมิงจูถูกฟางจื่อหลานดุเสียงดังก็ถึงกับตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดต่อ
โชคดีที่เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาอีกครั้งฟ้าก็มืดแล้ว หมิงจูและคังโหรวแสร้งทำเป็นกล่อมบอกนางว่าเด็กน้อยนอนอยู่ข้างกายนางมาตลอดช่วงบ่าย ยามนี้เพิ่งตื่นเพราะความหิวและกำลังรับนมอยู่ เมื่อทานเสร็จก็คงจะหลับต่อ จึงไม่อยากจะไปกวนให้เหล่าเด็กน้อยตื่นขึ้นมา
แม้หลี่เยว่หานจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกได้ว่าก่อนจะหลับไปมีร่างเล็กสองร่างนอนอยู่ข้างกายจริง ๆ หัวใจของนางก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขจนไม่อยากจะซักไซ้สิ่งใดต่อ นางทานอาหารและดื่มยาตามที่หมิงจูกับคังโหรวจัดให้แล้วก็หลับไปอีกครั้ง
นางใช้ชีวิตเช่นนี้สลับกับการนอนจนเวลาผ่านไปเจ็ดวัน
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานจะมีโอกาสเห็นลูกได้เพียงชั่วครู่ยามที่สติพร่าเลือนก่อนจะหลับไปเท่านั้น และสิ่งที่นางเห็นก็มีเพียงผ้าห่อตัวผืนเล็ก ยังไม่เคยได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กน้อยชัด ๆ เลยสักครั้ง
ทว่านางได้รับปากกับฟางจื่อหลานไว้แล้วว่าจะไม่เอะอะโวยวายขอพบลูกอีก นางจึงได้แต่ข่มความพึงคะนึงหาลูกเอาไว้ในใจ
…
ในวันที่สองหลังจากหลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมา กองทัพชายแดนตะวันตกก็เริ่มเปิดฉากโจมตีแคว้นเสวียนจิ้งครั้งใหญ่ ตลอดเส้นทางทัพของพวกเขาประกาศชัยชนะอย่างต่อเนื่องประดุจเทพสังหาร ชาวแคว้นเสวียนจิ้งถึงได้รู้แจ้งว่า หลายวันที่ผ่านมาผู้ที่รับมือกับพวกเขาหาใช่จงเจิ้งเซวียนไม่ แม้แต่ซานจี๋แม่ทัพแห่งแคว้นเลี่ยหลานก็เป็นคนของแคว้นตงฮั่นปลอมตัวมา
ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว แคว้นเสวียนจิ้งถูกตีแตกสองเมืองภายในเวลาสองวัน กษัตริย์เสวียนจิ้งจึงโบกธงขาวขอยอมจำนน ยอมเผยจุดรวมพลทหารของจงเจิ้งเซวียนที่ซุ่มอยู่ตรงพรมแดนแต่โดยดี พร้อมกับประหารองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเลี่ยหลานและส่งหนังสือขอขมา ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ชายแดนตะวันตกก็สงบลง เมิ่งฉีฮ่วนทิ้งรองแม่ทัพอวี๋ไว้จัดการเรื่องที่เหลือ ส่วนตนเองนั้นควบม้าเร็วรุดหน้ากลับสู่เมืองหลวงอย่างสุดชีวิต
ในขณะเดียวกัน ทางทิศใต้ก็ได้ข่าวเรื่องการรุกคืบของเมิ่งฉีฮ่วน แม้จงเจิ้งอวี่จะมึนงงไปบ้างเพราะผิดไปจากแผนการเดิมที่ตกลงกันไว้ แต่เขาก็ยังนำกำลังทหารชายแดนใต้บุกโจมตีแคว้นเลี่ยหลาน
แน่นอนว่าแคว้นเลี่ยหลานไม่ได้ถูกตีแตกง่ายดายเหมือนแคว้นเสวียนจิ้ง ทั้งสองฝ่ายคุมเชิงกันอยู่นานหลายวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น จงเจิ้งอวี่จึงสั่งปิดกั้นพรมแดนและตัดเส้นทางค้าขายทางทะเล ขังแคว้นเลี่ยหลานไว้ในพื้นที่ของตนเองอย่างโดดเดี่ยว
เจ็ดวันผ่านไป เมิ่งฉีฮ่วนควบม้าจนล้มตายไปกี่ตัวไม่อาจนับได้ เขาได้นอนเพียงวันละหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ยื้อยุดเอาจนกระทั่งสามารถเดินทางจากชายแดนตะวันตกถึงเมืองหลวงได้ในเวลาเจ็ดวัน ทั้งที่ปกติอาศัยเวลาถึงสองเดือน
ในวันที่แปด เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนมาปรากฏตัวที่หน้าประตูเมืองหลวง รายงานทหารจากตะวันตกและใต้ก็เพิ่งจะส่งมาถึงพอดี เมิ่งฉีฮ่วนล้มฟุบลงหน้าประตูเมืองเพราะเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัด
สภาพของเขาที่หนวดเคราเฟิ้มถูกจดจำฐานะได้ และถูกส่งตัวกลับไปยังจวนขุนพลในทันที
ฟางจื่อหลานที่แค่ดูแลหลี่เยว่หานก็วุ่นวายจนมือเป็นระวิงอยู่แล้ว กลับได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาแล้ว ทว่าไม่ทราบสาเหตุใดเขาจึงสลบไปที่หน้าประตูเมือง
เมื่อฟางจื่อหลานรุดไปถึงห้องพักของเมิ่งฉีฮ่วน หมอกู่ก็ทำการตรวจชีพจรเสร็จพอดี
“นี่… ท่านหมอ เขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” ฟางจื่อหลานเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหนุ่มนี่ควบม้ากลับมาทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุดพัก นี่เป็นเพราะเหนื่อยล้าเกินไปจนสลบไปเท่านั้น ตื่นมาเดี๋ยวก็หายดีแล้ว” หมอกู่กล่าวพลางทอดถอนใจและส่ายหน้า
“ข่าวเรื่องฟูเหรินขุนพลส่งไปถึงชายแดนตะวันตกแล้วหรืออย่างไร?”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ” ฟางจื่อหลานส่ายหน้า นางมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยแววตาหนักอึ้ง
“ข่าวเรื่องหลี่เยว่หานคลอดบุตรยังไม่ได้เล็ดลอดออกจากจวนขุนพลเลย จะไปถึงชายแดนตะวันตกได้อย่างไร อีกอย่าง ต่อให้มีคนส่งข่าวไป การส่งสารผ่านอินทรีสื่อสารก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน แต่นี่หลี่เยว่หานเพิ่งคลอดมายังไม่ถึงครึ่งเดือนดีด้วยซ้ำ”
“แปลก… น่าแปลกประหลาดนัก” หมอกู่ส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ