ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 405 บุตร
บทที่ 405 บุตร
หนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไป ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา
เมื่อลืมตาขึ้นเห็นการตกแต่งห้องที่คุ้นตา เขาก็ลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ทันทีที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เฮ่อเจิ้งเทียนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็รีบยกอ่างล้างหน้าเข้ามาปรนนิบัติ
หลังจากล้างหน้าเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอาบน้ำชำระกาย โกนหนวดเคราจนเกลี้ยงเกลา และผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน รวบผมหวีไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังห้องอบอุ่น
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้เอง เมิ่งฉีฮ่วนได้รับรู้ถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นภายในจวนทั้งหมด แม้หัวใจของเขาจะเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด แต่เขาก็รู้ซึ้งดีว่าในยามนี้ ผู้ที่ต้องการการปลอบประโลมมากที่สุดคือหลี่เยว่หาน
ภายในห้องอบอุ่น…
“ท่านป้าสะใภ้ ยามนี้ร่างกายข้าดีขึ้นมากแล้ว ให้แม่นมอุ้มลูกมาหาข้าเถอะเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานอ้อนวอนฟางจื่อหลานอย่างน่าเวทนา หลายวันที่ผ่านมานางพยายามขอพบหน้าลูกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ฟางจื่อหลานกลับยืนกรานว่าร่างกายของนางยังต้องพักผ่อน หรือไม่ก็อ้างว่าเด็กๆ เพิ่งจะหลับไป ไม่อยากให้กวนจนตื่นมางอแง
สรุปสั้น ๆ คือไม่ยอมให้หลี่เยว่หานพบลูกเป็นอันขาด
คนฉลาดเช่นหลี่เยว่หาน ย่อมพอจะคาดเดาได้ว่าต้องเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับลูกเป็นแน่ แต่นางมิกล้าคิด และเพียงแค่ความคิดที่ว่าลูกอาจจะเป็นอันตรายแวบเข้ามา หัวใจของนางก็พลันเจ็บแปลบดั่งถูกมีดกรีด
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่ตื่นมา นางจึงเฝ้าอ้อนวอนฟางจื่อหลานและคนรอบกาย ขอเพียงได้เห็นหน้าลูกสักแวบเดียวก็ยังดี วันนี้ก็เช่นกัน
เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ห้องโถงด้านนอกของห้องอบอุ่น เมื่อได้ยินเสียงอ้อนวอนที่แสนปวดใจของหลี่เยว่หาน เขาก็รู้สึกเจ็บปวดในอกยิ่งนัก
“ท่านแม่ทัพ…” หมิงจูเห็นเมิ่งฉีฮ่วนมาถึงก็โน้มกายทำความเคารพ ก่อนจะเดินคอตกถอยออกไป
เมิ่งฉีฮ่วนดึงสติกลับมาแล้วก้าวเข้าไปในห้องชั้นใน
หลี่เยว่หานที่กำลังอ้อนวอนฟางจื่อหลานอยู่ เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนปรากฏตัว ความดีใจอย่างที่สุดถาโถมเข้าสู่หัวใจของนางในทันที ดวงตาที่เคยหม่นแสงพลันเป็นประกายวาววับ “ท่านกลับมาแล้ว!”
เมิ่งฉีฮ่วนแย้มยิ้มพลางทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง เขากุมมือนางไว้แล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับมาแล้ว ช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ เจ้าต้องลำบากอยู่บ้านเพียงลำพังแล้ว”
“ไม่ลำพังเลยเจ้าค่ะ!” เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็ลืมเรื่องขอพบลูกไปชั่วขณะ “ขอเพียงท่านปลอดภัย อยู่ทางนี้ข้าก็สบายดีทุกอย่าง!”
คำพูดนั้นทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกจุกในอกด้วยความรันทด ฟางจื่อหลานเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปตบบ่าเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปเพื่อให้สามีภรรยาได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง
เมื่อประตูห้องอบอุ่นปิดลง ในห้องเหลือเพียงหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วน
หลี่เยว่หานกุมมือเมิ่งฉีฮ่วนไว้แน่น นางก้มหน้าลงพลางปล่อยให้น้ำตาพรั่งพรูออกมา “หลายวันที่ผ่านมาพวกเขสไม่ยอมให้ข้าพบลูกเลย ข้าพอจะเดาได้ว่าลูกต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ๆ ที่พวกเขาไม่กล้าบอกคงเพราะกลัวร่างกายข้าที่ทรุดโทรมจากการคลอดจะรับไม่ไหว เมิ่งฉีฮ่วน บอกข้ามาเถิด… ลูกเป็นอย่างไรบ้าง…”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาโอบร่างหลี่เยว่หานเข้ามาในอ้อมกอดพลางถอนใจยาว “บุตรสาวของเรา… นางไม่รอดชีวิต…”
แม้จะเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้จริง ๆ หลี่เยว่หานกลับรู้สึกราวกับถูกกระสุนสังหารปักเข้ากลางใจ ร่างกายแข็งทื่อดั่งตกลงไปในบ่อร่องน้ำแข็ง
“ส่วนบุตรชายของเรา ร่างกายอ่อนแอยิ่งนัก หมอกู่และท่านผู้เฒ่าฉางวินิจฉัยว่า… เด็กคนนี้เกรงว่าจะอยู่ไม่พ้นขวบปี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยออกมาแต่ละคำประดุจกรีดลงบนหัวใจตนเอง “ท่านผู้เฒ่าฉางบอกว่า ยามที่เจ้าตกเลือด เลือดนั้นมีสีดำคล้ำ เกรงว่าเจ้าคงได้รับพิษตั้งแต่ยามตั้งครรภ์”
หลี่เยว่หานตะลึงงันจนวิญญาณแทบหลุดลอย
บุตรสาวสิ้นใจ บุตรชายอาจอยู่มิพ้นขวบปี…
นั่นคือลูกที่นางแลกด้วยชีวิตเพื่อคลอดออกมา เหตุใดจึงมีจุดจบเช่นนี้? ไม่น่าเล่า… หลายวันที่ผ่านมาทุกคนถึงไม่ยอมให้นางพบลูก เพราะนอกจากต้องปิดบังเรื่องบุตรสาวที่จากไปแล้ว ยังต้องทุ่มเทดูแลบุตรชายที่ร่างกายโรยแรงอีกด้วย…
“เหตุใด… เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…” หลี่เยว่หานซบหน้าลงกับอกของเมิ่งฉีฮ่วน “ทำไมลูกของข้าถึงต้องเจอเรื่องเช่นนี้…”
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานแตกสลายถึงเพียงนี้ แม้ในใจของเขาจะเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าเขารู้ดีว่ายามนี้เขาคือที่พึ่งเดียวของนาง เขาต้องหนักแน่นเพื่อโอบอุ้มหลี่เยว่หานไว้ มิให้นางต้องล้มพับไปทั้งที่ร่างกายยังมิฟื้นดี
ตั้งแต่วันที่เขาเห็นหลี่เยว่หานในความฝัน เขาก็รู้ทันทีว่าเมืองหลวงต้องเกิดเรื่องแน่ เขาจึงพลิกหมากการศึกทั้งหมด ใช้กำลังเข้าข่มขวัญจนแคว้นเสวียนจิ้งมิกล้าโงหัว และควบม้าเร็วอย่างบ้าคลั่งวันคืนมิพักผ่อนจนเดินทางถึงเมืองหลวง
ทว่าทันทีที่ลืมตาตื่น เขากลับต้องรับรู้ว่าลูกของตนเกิดเรื่อง หลี่เยว่หานเกือบเอาชีวิตไม่รอด และเหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องสะกดกลั้นความเจ็บปวดส่วนตัวเพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้แก่นางด้วยตนเอง พร้อมทั้งต้องคอยประคับประคองไม่ให้นางใจสลายจนร่างกายพังทลายลง
หลี่เยว่หานร้องไห้จนหมดแรงและหลับไปในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนเรียกหมิงจูเข้ามาใช้ผ้าอุ่นเช็ดหน้าให้นาง ก่อนจะลุกออกจากห้องอบอุ่นมุ่งตรงไปยังห้องของแม่นมที่คอยดูแลเด็ก
หลายวันที่ผ่านมาท่านผู้เฒ่าฉางและหมอกู่แทบไม่ได้ก้าวออกจากจวนขุนพลเลย คนหนึ่งรับหน้าที่ดูแลหลี่เยว่หาน อีกคนดูแลบุตรชายของเขา แม้อาการของทั้งคู่จะเริ่มทรงตัว แต่ท่านหมอทั้งสองที่ล่วงเข้าสู่วัยชราต่างก็เหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเข้ามา ท่านผู้เฒ่าฉาง หมอกู่ และแม่นม ต่างกำชับข้อควรระวังหลายประการแก่เขา ก่อนจะพากันเดินออกจากห้องไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนได้พบหน้าบุตรชาย
เจ้าตัวน้อยมิทราบว่าเจ็บปวดหรือไม่ ใบหน้ายับย่นเข้าหากันแต่กลับมิร้องไห้ เมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ เขาก็ลืมตาขึ้นแล้วเป่าฟองเล่นใส่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างไม่ทันตั้งตัว
หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนอ่อนย้วยลงทันที เขาระมัดระวังขณะลองตรวจชีพจรให้เด็กน้อย ก่อนจะถอดถอนใจยาว
เด็กคนนี้มีร่างกายพร่องมาแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีโรคหัวใจติดตัวมา ดังที่ท่านหมอทั้งสองวินิจฉัยไว้ ร่างกายเช่นนี้เกรงว่าจะอยู่มิพ้นขวบปีจริง ๆ
“ลูกรัก เจ้าต้องเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ แม่ของเจ้าเหลือเพียงเจ้าคนเดียวแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนจัดแจงห่มผ้าให้แขนเล็ก ๆ ของลูกอย่างแผ่วเบาพลางกระซิบว่า “แม่ของเจ้ายังมิได้ตั้งชื่อให้เจ้าเลย เช่นนั้นพ่อจะตั้งให้เอง ต่อไปเจ้าชื่อว่า เมิ่งจ้วง เจ้าจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงกำยำนะ!”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกภาคภูมิใจในชื่อที่ตนตั้งยิ่งนัก ทว่าขณะที่เขากำลังจะยิ้มให้ลูก เจ้าตัวน้อยกลับส่งเสียง “อุแว้!” ร้องไห้จ้าออกมาทันที
ฟางจื่อหลานที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นหลานน้อยร้องไห้หนักก็นางก็ถลึงตาใส่เมิ่งฉีฮ่วนทันที “เจ้าไปทำอะไรให้ลูกตกใจ!”
“ท่านป้าสะใภ้ ข้าเปล่านะ…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกผิดคาดมิน้อย “ข้าเพิ่งคุยกับเขาได้แค่สองคำเขาก็ร้องแล้ว…”
“เจ้าพูดสิ่งใดไป?” ฟางจื่อหลานอุ้มเด็กน้อยจากเตียงเล็กอย่างเบามือ โดยไม่ชายตาแลเมิ่งฉีฮ่วนแม้แต่นิด
“ข้าตั้งชื่อให้เขาแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มกว้าง “ชื่อว่าเมิ่งจ้วง!”
“…???” ฟางจื่อหลานมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความฉงน “เจ้ามีความรู้ท่วมหัว แต่นึกอย่างไรถึงตั้งชื่อได้หยาบกระด้างเพียงนี้! ชื่อของเด็กน่ะเยว่หานตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนคลอดแล้ว เขาชื่อว่า เมิ่งสืออี้ ส่วนไอ้เมิ่งจ้วงอะไรนั่นน่ะ อาอี้ของพวกเราไม่ยอมใช้ชื่อที่มิรื่นหูเช่นนั้นหรอก!”