ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 406 เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจนัก
บทที่ 406 เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจนัก
เมื่อหลี่เยว่หานฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง อาอี้บุตรชายของนางก็ถูกอุ้มมาวางไว้ข้างกายเรียบร้อยแล้ว
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ทุกคนไม่กล้าอุ้มอาอี้มาให้นางเห็น เป็นเพราะเกรงว่าหลี่เยว่หานจะถามหาบุตรสาว ทว่ายามนี้หลี่เยว่หานรับรู้เรื่องบุตรสาวแล้ว อีกทั้งเมิ่งฉีฮ่วนก็กลับมาถึงบ้าน ทุกคนจึงเบาใจไปได้กึ่งหนึ่ง
โดยที่ไม่ต้องรอให้หลี่เยว่หานเอ่ยปาก ฟางจื่อหลานได้สั่งให้แม่นมป้อนนมอาอี้จนอิ่มหนำ แล้วจึงนำมาวางไว้ข้างกายหลี่เยว่หานอย่างแผ่วเบาก่อนที่นางจะตื่น
ยามที่หลี่เยว่หานลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเมิ่งฉีฮ่วน จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวข้างกาย เมื่อหันไปมองก็พบทารกน้อยผิวพรรณขาวอมชมพูกำลังนอนเป่าฟองเล่นอยู่ข้าง ๆ
น้ำตาของนางพลันร่วงหล่นลงมาในทันที
“อย่าร้องเลยนะ” เมิ่งฉีฮ่วนเช็ดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอมพลางกระซิบเสียงนุ่ม “มาเถิด มารู้จักกันเสียหน่อย นี่คือบุตรชายของเจ้า เมิ่งสืออี้”
น้ำตาของหลี่เยว่หานคล้ายกับจะไม่หยุดไหล ยิ่งเมิ่งฉีฮ่วนอ่อนโยนต่อนางเพียงใด น้ำตาของนางก็ยิ่งพรั่งพรูออกมามากเท่านั้น
นางค่อย ๆ โอบอุ้มเมิ่งสืออี้ตัวน้อยเข้าสู่อ้อมอก เจ้าตัวเล็กคล้ายจะรับรู้ถึงอารมณ์ของมารดาได้ จึงพลันส่งเสียงร้องไห้จ้าขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
หลี่เยว่หานทำตัวไม่ถูก ทั้งตื่นตระหนกและระมัดระวังขณะโอบอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนพลางตบหลังปลอบโยนเบา ๆ ทว่าเมิ่งสืออี้ก็ยังไม่หยุดร้อง
ฟางจื่อหลานเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามารับเด็กไปจากมือของหลี่เยว่หาน แล้วค่อย ๆ ปลอบประโลมครู่หนึ่ง เจ้าตัวเล็กก็หยุดร้องในทันที
“เขาหยุดร้องแล้วหรือเจ้าคะ? ให้ข้าอุ้มเขาต่ออีกสักพักได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานนั่งอยู่บนเตียง จ้องมองทารกน้อยในอ้อมแขนของฟางจื่อหลานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความถวิลหา
ฟางจื่อหลานเห็นเช่นนั้นก็อดมิได้ที่จะยิ้มออกมา นางค่อย ๆ ส่งเมิ่งสืออี้คืนให้หลี่เยว่หานพลางกล่าวว่า “เด็กคนนี้เอาแต่ใจนักเชียว แม่นมบอกว่ายามป้อนนมต้องจัดท่าทางให้ถูกใจ หากเปลี่ยนท่านิดเดียวเขาก็มิยอมดื่ม แม้แต่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเขาก็ร้องไห้ขึ้นมาทันที”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก อาอี้น้อยในอ้อมอกยามนี้ขยับตัวอย่างเรียบร้อยพลางเบิกตากลมโตจ้องมองหลี่เยว่หาน คล้ายกำลังพยายามจดจำใบหน้าของมารดาตนเอง
เมิ่งฉีฮ่วนเมื่อเห็นอารมณ์ของหลี่เยว่หานเริ่มคงที่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอเพียงนางมีสภาพจิตใจที่มั่นคง เรื่องอื่นย่อมมิใช่ปัญหา
ก่อนที่เขาจะกลับมา ฟางจื่อหลานและคนอื่น ๆ พยายามปกปิดเรื่องเลวร้ายกับหลี่เยว่หานมาเกือบครึ่งเดือน หลังจากนี้ไปคงต้องเป็นหน้าที่ของเขาที่จะดูแลนางให้ดี
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกำลังปลอบประโลมลูก เมิ่งฉีฮ่วนก็มิต้องการขัดจังหวะ เขาจึงลุกขึ้นเดินตามฟางจื่อหลานออกมาที่ด้านนอก
“เหวินจั๋ว แม้ยามนี้เห็นเยว่หานดูดีขึ้นแล้ว แต่เจ้าต้องระวังให้มาก อย่างไรนางก็รู้เรื่องลูกอีกคนแล้ว หากนางเกิดสะเทือนใจขึ้นมา เจ้าอย่าปล่อยให้นางร้องไห้นานนัก ไม่เช่นนั้นที่บำรุงร่างกายมาครึ่งเดือนนี้จะสูญเปล่าเอาได้” ฟางจื่อหลานกำชับ
“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านป้าสะใภ้มากเจ้าคะ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับ “ข้า… ข้าขอไปดูเด็กคนนั้นหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลก แต่ยังมิมีโอกาสได้เห็นความงามของโลกใบนี้ ก็สิ้นใจไปเสียก่อน…
ฟางจื่อหลานทอดถอนใจ “เด็กที่สิ้นใจแต่แรกเกิด ในแคว้นตงฮั่นของเรามิมักเก็บไว้นาน ดังนั้นหลังจากเยว่หานคลอดได้เพียงหนึ่งวัน ข้าก็สั่งให้คนนำเด็กไปฝังแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขานึกขึ้นได้ว่ามีธรรมเนียมเช่นนั้นจริง “เช่นนั้นรบกวนท่านป้าสะใภ้ช่วยพาข้าไปดูหน่อยเถิดว่าฝังเด็กไว้ที่ใด”
“ได้ รอให้เยว่หานหลับเสียก่อน ข้าจะพาเจ้าไป” ฟางจื่อหลานกล่าวพร้อมถอนหายใจ
หลังจากกำชับเรื่องต่าง ๆ กับเมิ่งฉีฮ่วนอีกครู่หนึ่ง ฟางจื่อหลานก็เดินกลับเข้าไปในห้องอบอุ่น เพราะหลี่เยว่หานจำเป็นต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนที่กลับถึงเมืองหลวงก่อนกำหนด จำต้องเข้าวังเพื่อรายงานตัวต่อฮ่องเต้
เมิ่งฉีฮ่วนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากจวนขุนพล ทว่ากลับถูกขอทานน้อยคนหนึ่งขวางทางไว้ที่หน้าประตู
“มีคุณชายผู้มั่งคั่งท่านหนึ่งสั่งให้ข้ามาบอกท่านแม่ทัพว่า หากอยากรู้เรื่องบุตรสาว ให้ไปพบเขาที่ห้องรับรองในโรงเตี๊ยมปาเซียน” กล่าวจบ ขอทานน้อยก็คำนับเมิ่งฉีฮ่วนหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งหนีหายไป
เมิ่งฉีฮ่วนยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าจวนขุนพลด้วยความมึนงง
หมายความว่าอย่างไร? เรื่องของบุตรสาว หรือจะเป็นบุตรสาวของเขา?
แต่… บุตรสาวมิได้สิ้นใจไปตั้งแต่แรกเกิดหรอกหรือ…
ในยามนี้ จิตใจของเมิ่งฉีฮ่วนสับสนวุ่นวายจนมิมีกะจิตกะใจจะเข้าวังอีกต่อไป เขาต้องการไปที่โรงเตี๊ยมปาเซียนเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าใครกันแน่ที่ส่งข่าวมา
จะเป็นจงเจิ้งเซวียนหรือ?
มิมีทาง จงเจิ้งเซวียนเดินทางมาด้วยรถม้า ยามนี้ยังมิถึงเมืองหลวงด้วยซ้ำ ย่อมไม่ใช่เขาแน่นอน!
เมื่อคิดดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบทะยานไปยังโรงเตี๊ยมปาเซียนทันที
เฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างรถม้าถึงกับงงงวย ได้แต่รีบวิ่งตามไป ทว่ามนุษย์ไหนเลยจะวิ่งสู้ม้าได้ เพียงมินานเมิ่งฉีฮ่วนก็ลับสายตาไป
ณ โรงเตี๊ยมปาเซียน
บุรุษในชุดสีเขียวสวมกวนหยกมองลงมาจากหน้าต่างที่เห็นถนนด้านล่างได้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนควบม้าตรงมา เขาก็ยกมุมปากยิ้มอย่างมิมีพิษมีภัย
“อู๋หัว เจ้าว่าเมิ่งเหวินจั๋วเห็นข้าแล้ว เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าอู๋หัวคือองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อได้ยินคำถามเขาก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “คุณชายเมิ่งคงจะประหลาดใจยิ่งนักขอรับ”
“เจ้านี่ช่างจืดชืดเสียจริง” บุรุษชุดเขียวปรายตามองอู๋หัวอย่างนึกรำคาญ “ประหลาดใจน่ะแน่นอนอยู่แล้ว แต่หลังจากหายตกใจ เจ้าว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ?”
“ผู้น้อยมิอาจทราบได้ขอรับ” อู๋หัวก้มหน้าตอบ
“ช่างเถิด เจ้ามิใช่้มิทราบ แต่เจ้ามิกล้าพูดเสียมากกว่า” บุรุษชุดเขียวกล่าวพลางหยิบจอกชาสะอาดใบหนึ่งวางไว้ฝั่งตรงข้าม ขณะที่เขากำลังรินชานั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแรงจากด้านนอก
บุรุษชุดเขียวไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง เพียงแต่เอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า “มาแล้วหรือ มาดื่มชาเสียก่อนสิ”
เมิ่งฉีฮ่วนเบิกตากว้างจ้องมองบุรุษชุดเขียวที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ทว่าเขาก็เดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างว่างง่าย และหยิบจอกชาขึ้นมาด้วยความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
“ไม่ได้พบกันเสียนาน” บุรุษชุดเขียวมองเมิ่งฉีฮ่วนพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่ได้พบกัน… เสียนาน…” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ดื่มชา เขาเพียงวางจอกลงบนโต๊ะแล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
บุรุษชุดเขียวมิได้ถือสาในท่าทีของเขา เขาเพียงโบกมือครั้งหนึ่ง หญิงที่ดูเหมือนแม่นมคนหนึ่งก็อุ้มทารกน้อยเดินออกมาจากห้องกั้น นางคำนับคนทั้งสองก่อนจะถอยไปยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง
ทันทีที่แม่นมปรากฏตัว สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็จับจ้องอยู่ที่ทารกน้อยในอ้อมแขนของนางจนมิวางตา
เมื่อเห็นดังนั้น บุรุษชุดเขียวจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่คือบุตรสาวของเจ้า นางยังไม่ตาย”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกราวกับกำลังฝันไป เขาแอบหยิกมือตนเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ จึงมั่นใจได้ว่ามิใช่ความฝัน
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบไป บุรุษชุดเขียวจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ยามที่ภรรยาของเจ้าคลอด เด็กคนนี้ถูกมองว่าเป็นทารกที่สิ้นใจในครรภ์และถูกนำไปฝังที่หลังเขา คนของข้าลอบติดตามไปและช่วยอุ้มเด็กกลับมา เจ้าก็รู้อยู่แล้ว ในเมื่อข้ายอมมอบลัญจกรหยกให้เจ้า ย่อมต้องมีวิธีสั่งการมัน ข้าได้นำน้ำพุจิตวิญญาณในลัญจกรหยกมาป้อนให้เด็กคนนี้ดื่ม นางถึงได้รอดชีวิตกลับมาได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงถอนหายใจยาวพลางวางลัญจกรหยกที่พกติดตัวไว้ลงบนโต๊ะ “จงเจิ้งเสียน เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจนัก”