ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 407 จงเจิ้งเสียน!
บทที่ 407 จงเจิ้งเสียน!
บุรุษชุดเขียวผู้นี้ก็คืออดีตรัชทายาทจงเจิ้งเสียนนั่นเอง
เมื่อครั้งอดีตที่จวนรัชทายาทถูกกวาดล้างเพียงชั่วข้ามคืน ผู้ลงมือไม่พบสมบัติประจำแคว้นอย่างลัญจกรหยก จึงได้จุดไฟเผาทำลายจวนรัชทายาทจนวอดวาย ในท้ายที่สุดฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็พบเพียงร่างไร้วิญญาณที่สวมฉลองพระองค์แบบเดียวกับจงเจิ้งเสียนท่ามกลางซากปรักหักพัง จึงทรงเข้าใจว่าเป็นจงเจิ้งเสียนและจัดพิธีฝังพระศพไปตามนั้น
เวลาล่วงเลยไปสี่ปี จงเจิ้งเสียนกลับปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนเคยสงสัยเคลือบแคลงมาตลอดพลันได้รับคำตอบในทันใด
เหตุใดองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนจึงสามารถรวบรวมขุมกำลังมหาศาลจนกวาดล้างจวนรัชทายาทได้ในชั่วพริบตา โดยที่ก่อนหน้านั้นทั้งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและจงเจิ้งเสียนกลับไม่ระแคะระคายถึงความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะการขยายอำนาจของจงเจิ้งเซวียนอยู่ในความยินยอมของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและจงเจิ้งเสียน กระทั่งเหตุการณ์กวาดล้างจวนรัชทายาทในเวลาต่อมาล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของสองพ่อลูกคู่นี้ทั้งสิ้น ด้วยวิธีนี้ รัชทายาทตัวจริงจึงสามารถเร้นกายไปอยู่เบื้องหลังเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เหตุใดหลังจากจงเจิ้งเสียนสิ้นชีพ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงประวิงเวลาการแต่งตั้งรัชทายาทองค์ใหม่เรื่อยมา แต่กลับทรงแต่งตั้งองค์ชายสามจงเจิ้งอวี่ขึ้นเป็นรัชทายาทอย่างกะทันหันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นั่นเป็นเพราะขุมกำลังของจงเจิ้งเซวียนขยายตัวจนถึงระดับที่ต้องกำจัดทิ้งเสียที และการจะทำให้จงเจิ้งเซวียนเผยพิรุธออกมา จำต้องทำลายความสมดุลจอมปลอมที่รักษาไว้มานาน ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงทรงข้ามลำดับขององค์ชายรอง และแต่งตั้งจงเจิ้งอวี่ขึ้นเป็นรัชทายาทโดยตรง
ในขณะเดียวกัน จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็ได้ตามหาจนพบหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ทำให้สองสามีภรรยาเมิ่งฉีฮ่วนเข้าใจว่าความสมดุลได้ถูกทำลายลงแล้ว หลี่เยว่หานจึงแสร้งตายและจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋นไป โดยใช้ชื่อปลอมว่าหานเยว่เพื่อพำนักที่หมู่บ้านจางหนิง ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนได้รับราชโองการลับจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นให้กลับคืนสู่เมืองหลวง เพื่อเริ่มทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่รัชทายาทองค์ใหม่จงเจิ้งอวี่
“เพราะเหตุใดกัน” เมิ่งฉีฮ่วนมองจงเจิ้งเสียนที่ไม่ได้พบหน้ากันถึงสี่ปีด้วยแววตาเหลือเชื่อ “เหตุใดท่านและฝ่าบาทจึงต้องเพียรพยายามถึงเพียงนี้เพื่อกำจัดองค์ชายรอง?”
“หากเจ้าสองไม่ได้ลุ่มหลงมัวเมากับการซ่องสุมกำลังของตนเองถึงเพียงนั้น ข้าและเสด็จพ่อก็คงมิคิดจะกำจัดเขา” จงเจิ้งเสียนยังคงท่าทางสง่างามดั่งปัญญาชนเช่นในอดีต “น่าเสียดายที่เจ้าสองมีความทะเยอทะยานแรงกล้าเกินไป ไม่เพียงลอบวางวิชากู่แก่ผู้ที่จงรักภักดีต่อตนเอง แม้แต่เสด็จพ่อในครานั้นก็เคยต้องมนต์ของเขามาแล้ว”
“ต่อให้องค์ชายรองจะมีใจคิดคดเพียงใด แต่พวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องบีบคั้นเขาถึงเพียงนี้!” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าความเชื่อมั่นที่เขายึดถือมาตลอดพังทลายลงแทบจะในทันที ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่เขาจะรู้สึกว่าจงเจิ้งเสียนดูแปลกหน้าไปมากกว่ายามนี้อีกแล้ว
“เหวินจั๋ว เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่พวกเราที่บีบคั้นเขา แต่เป็นเจ้าสองที่บีบคั้นพวกเราต่างหาก” จงเจิ้งเสียนยังคงมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยท่าทีสงบนิ่ง “หลายปีมานี้ไม่รู้ว่าเจ้าสองใช้มนต์คุณไสยทำร้ายผู้คนไปมากเท่าใด ข้าลอบสืบหาข้อมูลมาเนิ่นนาน จึงพบว่าเหล่าขุนนางและเศรษฐีที่เสียชีวิตอย่างปริศนาล้วนมีร่องรอยของมนต์คุณไสยทั้งสิ้น”
“ผู้นำตระกูลเวินเก็บตัวเงียบไม่ก้าวออกจากจวนมานานหลายปี และมอบหมายกิจการทั้งหมดให้บุตรชายทั้งสามดูแล ก็เพราะต้องวิชากู่ หากไม่ใช่เพราะตระกูลเวินมีทรัพย์สินมหาศาลจนสามารถเชิญอาจารย์คุณไสยจากหนานเจียงมาช่วยเหลือไว้ได้ ผู้นำตระกูลเวินคงสิ้นชีพไปนานแล้ว และเพราะความช่วยเหลือของอาจารย์ท่านนั้น บุตรทั้งสามของตระกูลเวินจึงสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงยามนี้”
“เมื่อเจ้าสองไม่อาจโค่นล้มตระกูลเวินจากในที่ลับได้ จึงเริ่มลงมือในที่แจ้งด้วยการบีบคั้นกิจการของตระกูลเวินทุกวิถีทาง กิจการที่เขาแย่งชิงไปได้ล้วนถูกนำมาปั่นราคา โดยเฉพาะข้าวปลาอาหารที่เขาทำการค้ากำไรเกินควรและกักตุนสินค้า จนทำให้หลายปีมานี้เกิดทุพภิกขภัยบ่อยครั้ง การบรรเทาทุกข์ของราชสำนักจึงไม่เคยสัมฤทธิ์ผล ผู้ยากไร้เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี อีกทั้งเขายังลอบค้าเกลือเถื่อน โดยนำเกลือคุณภาพต่ำขายให้แก่ราษฎรตงฮั่น ส่วนเกลือคุณภาพดีกลับลอบส่งไปยังแคว้นเลี่ยหลานและแคว้นเสวียนจิ้งเพื่อขายในราคาสูง”
“เหตุผลที่ข้าต้องหลบซ่อนตัว ประการแรกคือกังวลเรื่องคุณไสยของเจ้าสอง ประการที่สองคือต้องการสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเขาให้กระจ่างแจ้ง เพื่อที่จะได้ขุดรากถอนโคนเขาให้สิ้นซาก ำม่เช่นนั้นหากจับกุมได้เพียงตัวเขาคนเดียว ก็ไม่อาจดับไฟแค้นและปัญหาที่ค้างคาได้”
จงเจิ้งเสียนดูจะมีความอดทนเป็นพิเศษ เขาอธิบายเรื่องราวที่จงเจิ้งเซวียนทำตลอดหลายปีมานี้ให้เมิ่งฉีฮ่วนฟัง คล้ายต้องการเพียงให้เมิ่งฉีฮ่วนยอมให้อภัยต่อการปิดบังและหลอกลวงของเขา
“เหตุการณ์สะเทือนขวัญในครานั้น” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ หลังจากรับฟังเรื่องราวมากมาย “การสิ้นชีพของพระชายารัชทายาท… เป็นอุบัติเหตุหรือไม่?”
จงเจิ้งเสียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง “หย่าทั่วแม้จะแต่งให้แก่ข้า แต่ความจริงนางลอบติดต่อกับเจ้าสองมาโดยตลอด”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินเช่นนั้นก็จ้องมองจอกชาตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คืนบุตรสาวให้ข้า”
คำพูดนี้ทำให้อู๋หัวที่ยืนอยู่เบื้องหลังจงเจิ้งเสียนดูจะขัดเคืองยิ่งนัก “นายท่านอุตส่าห์พูดกับท่านตั้งมากมาย เพื่อหวังให้ท่านแสดงจุดยืนออกมา แต่นี่คือท่าทีของท่านอย่างนั้นหรือ!”
“อู๋หัว!” จงเจิ้งเสียนเอ่ยปรามเสียงเบา ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้แก่แม่นมที่อยู่ข้าง ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนรับบุตรสาวมาจากอ้อมแขนของแม่นม เก็บรักษาลัญจกรหยกไว้ในแขนเสื้อตามเดิม จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนและก้มกายคำนับจงเจิ้งเสียนอย่างนอบน้อม เมื่อยืดตัวตรงแล้วเขาจึงกล่าวว่า “ไม่ว่าในอดีตจะเป็นเช่นไร หรือพระองค์จะทรงมีแผนการใด ยามนี้เมิ่งเหวินจั๋วได้รับพระราชโองการให้เป็นที่ปรึกษาแก่รัชทายาทองค์ปัจจุบัน ขอพระองค์ทรงเร่งเตรียมการเถิด”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่รอช้า เดินออกจากห้องรับรองไปในทันที
จงเจิ้งเสียนมองตามแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนพลางถอนใจเบา ๆ “อู๋หัว ข้าทำผิดไปใช่หรือไม่?”
อู๋หัวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า “นายท่านคำนึงถึงใต้หล้า ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของราษฎร ย่อมไม่มีความผิด!”
“ไม่ ข้าผิดเอง” จงเจิ้งเสียนหลุบตาลง “เหวินจั๋วรู้ดีว่าเรื่องของหย่าทั่วนั้น ข้าได้หลอกลวงเขา แต่ในครานั้นข้าก็ไม่รู้ว่าหย่าทั่วจะเกิดอุบัติเหตุ เดิมทีข้าตั้งใจจะหาทางให้นางหลบหนีไป แต่ทว่า… เฮ้อ…”
“นั่นเป็นเพราะพระนางวาสนาน้อยเอง จะโทษนายท่านไม่ได้!” อู๋หัวกล่าวอย่างหนักแน่น
จงเจิ้งเสียนไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาเพียงทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูเมิ่งฉีฮ่วนที่โอบอุ้มทารกน้อยขึ้นหลังม้า แล้วค่อย ๆ ควบม้าไปทางจวนขุนพลช้า ๆ
“หากครานั้นข้าจัดการเรื่องราวให้รอบคอบกว่านี้ หย่าทั่วคงไม่ต้องมีจุดจบเช่นนั้น” จงเจิ้งเสียนกล่าวด้วยสายตาพร่าเลือน คล้ายหวนระลึกถึงอดีต มุมปากปรากฏรอยยิ้มขมขื่นเล็กน้อย
อู๋หัวยืนนิ่งอยู่ด้านข้างไม่ได้สอดคำ
เขาจากเกาะถงเซิงมาเมื่อสี่ปีก่อนและถูกส่งมาอยู่ข้างกายจงเจิ้งเสียนโดยตรง ยามนี้เขามีอายุเพียงสิบหกปี เป็นวัยที่กำลังคึกคะนอง หลายปีมานี้เขาติดตามจงเจิ้งเสียนเดินทางไปทั่วทุกสารทิศในแคว้นตงฮั่น
ในใจเขายึดมั่นเสมอว่าเจ้านายของตนคือผู้ที่มีจิตใจดีที่สุดในใต้หล้า ต่อให้เป็นเรื่องของกงหย่าทั่ว อู๋หัวก็ยังคงเชื่อมั่นเช่นเดิม
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับถึงจวนขุนพล เขาก็นำเด็กไปส่งให้แก่แม่นม
ฟางจื่อหลานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนออกไปเพียงครู่เดียว กลับอุ้มทารกน้อยกลับมาคนหนึ่ง นางถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่ดึงตัวเขามาถามไถ่เป็นการลับว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
เมิ่งฉีฮ่วนไม่สามารถบอกความจริงเรื่องจงเจิ้งเสียนในยามนี้ เขาจึงอ้างว่าระหว่างที่ไปดูสถานที่ฝังเด็กตามที่ฟางจื่อหลานบอก ได้พบกับหญิงชาวนาผู้หนึ่ง นางเล่าว่าคืนนั้นเดินผ่านทางนี้และได้ยินเสียงเด็กร้อง
เมื่อพบว่าเป็นทารกจึงอุ้มกลับบ้านไป แต่เห็นเด็กมีข้าวของเครื่องใช้หรูหราจึงไม่กล้าเก็บไว้เลี้ยงเองเพราะเกรงจะผิดต่อมโนธรรม นางจึงมักจะกลับมาดูที่จุดเดิมอยู่บ่อยครั้ง วันนี้บังเอิญพบกับเมิ่งฉีฮ่วนพอดีจึงได้คืนเด็กให้
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฟางจื่อหลานก็มีความสุขล้นปรี่ แม้แต่สภาพจิตใจของหลี่เยว่หานก็ดูดีขึ้นมาก
เพียงแต่ฟางจื่อหลานไม่ได้สังเกต ทว่าหลี่เยว่หานกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนเล่าเรื่องการพาลูกกลับมานั้น สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองพื้นดินตลอดเวลา
เขากำลังปกปิดความจริง