ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 408 ลาออกจากราชการ คืนลัญจกรหยก
บทที่ 408 ลาออกจากราชการ คืนลัญจกรหยก
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนพาทารกน้อยกลับมาส่งถึงมือภรรยา เขาก็รีบมุ่งหน้าเข้าวังหลวงในทันที
ก่อนที่จะคลอด หลี่เยว่หานทราบดีว่าตนเองตั้งครรภ์แฝด ทว่าไม่นึกฝันว่าจะเป็นแฝดชายหญิง ถึงกระนั้นนางก็ตั้งชื่อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว บุตรชายให้ชื่อว่า เมิ่งสืออี้ ส่วนบุตรสาวให้ชื่อว่า เมิ่งอิงหนิง
ยามนี้เมื่อบุตรสาวกลับมาสู่อ้อมอกอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แม้หลี่เยว่หานจะทราบดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังปกปิดความจริง ทว่านางก็ไม่ได้ถามซักไซ้ให้ความจริงกระจ่าง
นางสลับอุ้มบุตรสาวทีบุตรชายที พลางเอ่ยเรียก ‘อาอี้’ ‘อาหนิง’ ไม่ขาดปาก แววตาฉายชัดถึงความปิติยินดีอย่างสุดซึ้ง
ฝ่ายฟางจื่อหลานแม้จะรู้สึกว่าเรื่องราวมีเงื่อนงำชวนสงสัย ทว่านางก็ไม่คิดจะเอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ แม้เมิ่งอิงหนิงจะหายไปนานถึงครึ่งเดือน แต่ฟางจื่อหลานที่เคยเวทนาทารกผู้นี้อย่างสุดหัวใจได้จดจำรูปพรรณสัณฐานของนางไว้จนติดตา
นางจำได้แม่นยำว่าที่ข้อมือของทารกน้อยมีปานแดงรูปขนนกอยู่ เมื่อตรวจเช็กดูแล้วพบว่าเป็นเด็กคนนี้จริง ๆ นางจึงไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องอีกต่อไปว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร
ณ พระราชวังหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงานในห้องอักษร ลัญจกรหยกที่เขาพกติดตัวมาถูกวางลงเบื้องหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ทั้งสองต่างนิ่งเงียบตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันครู่ใหญ่ ไม่มีผู้ใดเอ่ยสัจจะวาจาออกมา
เนิ่นนานผ่านไป ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงทอดถอนหฤทัยออกมา “เรายอมรับว่าในเรื่องของเสียนเอ๋อร์ เราได้วางแผนหลอกใช้เจ้าจริง ทว่าเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องลาออกจากราชการเพราะเหตุนี้กระมัง! ยามนี้เสียนเอ๋อร์ก็กลับมาแล้ว อวี่เอ๋อร์ก็กำลังจะยกทัพกลับสู่ราชสำนัก เจ้าจะรออีกสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?”
“รอหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนยกมุมปากขึ้นคล้ายจะยิ้มทว่ากลับไม่อาจฝืนยิ้มออกมาได้ “เดิมทีข้าเป็นขุนนางในสังกัดของจงเจิ้งเสียน ต่อมาก็รับราชโองการจากพระองค์ให้ไปเป็นที่ปรึกษาแก่จงเจิ้งอวี่ ยามนี้คนหนึ่งเป็นอดีตรัชทายาท อีกคนหนึ่งเป็นรัชทายาทองค์ปัจจุบัน
เหตุผลที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าอยู่ต่อ ก็เพียงเพื่อต้องการให้ข้าเป็นผู้ทดสอบพวกเขาทั้งสอง ว่าผู้ใดกันแน่ที่เหมาะสมจะสืบทอดบัลลังก์อย่างนั้นหรือ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่กระด้างกระเดื่องเช่นนี้
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่คาดคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะระเบิดโทสะออกมาเช่นนี้ อีกทั้งตนเองเป็นฝ่ายวางอุบายก่อน จึงทรงรู้สึกผิดและออมชอมลงหลายส่วน “หากเจ้าไม่ปรารถนาจะช่วยเราทดสอบพวกเขาทั้งสอง จะอยู่อย่างขุนนางที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานเมืองก็ได้ เหตุใดจึงต้องยืนกรานจะลาออกให้จงได้!”
“ไม่มีเหตุผลอันใดขอรับ” สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนเด็ดเดี่ยว “เพียงแต่รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน อยากกลับบ้านไปใช้ชีวิตสงบสุขกับลูกและภรรยาก็เท่านั้น”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็แตะลงบนลัญจกรหยก ทันใดนั้น มู่ชวน และ หลิงซี สองพี่น้องพร้อมด้วย ต้าไป๋ ก็ถูกส่งออกมาจากมิติในชั่วพริบตา หลิงซียังคงนั่งแหมะอยู่บนพื้น สองพี่น้องต่างพากันมองไปรอบข้างด้วยความงุนงง
“มู่ชวน หลิงซี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านผู้นี้คือเสด็จปู่ของพวกเจ้า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงพำนักอยู่ในวังหลวงเถิด อีกอย่าง เสด็จพ่อของพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่นานพวกเจ้าก็คงจะได้พบเขาแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หมุนตัวเดินออกจากห้องอักษรไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
หลิงซีมีปฏิกิริยาโต้ตอบโดยฉับพลันด้วยการจะวิ่งตามเมิ่งฉีฮ่วนไป ทว่ากลับถูกมู่ชวนฉุดรั้งมือไว้เสียก่อน
สองพี่น้องกุมมือกันไว้แน่น ก่อนจะก้มกายทำความเคารพฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่นั่งนิ่งขรึมอยู่บนเก้าอี้พลางเอ่ยประสานเสียง “ขอเสด็จปู่ทรงพระเจริญขอรับ/เพคะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง
เมื่อก้าวออกจากวังหลวงและกลับถึงจวนขุนพล เมิ่งฉีฮ่วนก็สั่งให้คนปลดป้ายชื่อ ‘จวนแม่ทัพเหล็ก’ ลงทันที แล้วแทนที่ด้วยป้ายที่เขาเตรียมมาคือคฤหาสน์เมิ่ง ราวกับเป็นการประกาศให้ใต้หล้ารับรู้โดยมิอ้อมค้อมว่าเขาได้สละตำแหน่งขุนนางเสียแล้ว
แน่นอนว่าการลาออกอย่างกะทันหันเช่นนี้สร้างความงุนงงให้แก่ทุกคนในจวนยิ่งนัก แม้แต่ฟางจื่อหลานก็อดไม่ได้ที่จะซักถามถึงเหตุผลเบื้องหลัง
เมิ่งฉีฮ่วนยังคงปกปิดเรื่องของจงเจิ้งเสียนไว้เช่นเดิม เขาเพียงอธิบายว่ารู้สึกเหนื่อยกับการเป็นขุนนาง อีกทั้งยังไม่อาจดูแลหลี่เยว่หานได้อย่างเต็มที่ จึงตัดสินใจลาออกเสีย
ฝ่ายฟางจื่อหลานแม้จะมีฐานะเป็นถึงฮูหยินท่านโหว ทว่านางก็เป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นนางจึงเก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วเอ่ยชมเมิ่งฉีฮ่วนว่าเป็นบุรุษที่รักและห่วงใยครอบครัวยิ่งนัก
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องอบอุ่น เมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานกำลังหยอกล้อกับบุตรทั้งสองด้วยรอยยิ้ม พลันรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เยว่หาน เจ้าลองตักน้ำพุจิตวิญญาณมาให้เจ้ายอดขมิ้นอาอี้ดื่มดูสักหน่อยเถิด เผื่อว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายของเขาบ้าง” เมิ่งฉีฮ่วนจงใจหาข้ออ้างเช่นนี้เพื่อให้หลี่เยว่หานสังเกตเห็นว่ามู่ชวนและหลิงซีไม่ได้อยู่ในมิติอีกต่อไปแล้ว
ในความจริง ยามที่เขาตรวจร่างกายให้เมิ่งสืออี้ครั้งแรก เขาก็ได้นำน้ำพุจิตวิญญาณป้อนให้เจ้าตัวน้อยดื่มไปแล้ว ยามนี้สุขภาพของเมิ่งสืออี้จึงแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งนัก
หลี่เยว่หานไม่ได้สงสัยสิ่งใด หลังจากป้อนน้ำพุจิตวิญญาณให้อาอี้ดื่มแล้ว นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าอยากจะให้มู่ชวนและหลิงซีออกมาพบกับน้องชายน้องสาว จึงได้พบว่าสองพี่น้องไม่ได้อยู่ในมิติเสียแล้ว
“ท่านส่งมู่ชวนและหลิงซีเข้าวังไปแล้วหรือ?” สิ่งแรกที่หลี่เยว่หานถามคือเมิ่งฉีฮ่วน “ก่อนหน้านี้ท่านยังบอกอยู่เลยว่าในวังไม่ปลอดภัย ให้ข้าช่วยดูแลสองพี่น้องให้ดีมิใช่หรือ?”
เมิ่งฉีฮ่วนปลอบประโลมว่า “ยามนี้องค์ชายรองถูกลงทัณฑ์ตามกฎหมาย ไม่นานก็จะถูกคุมตัวเข้าคุกหลวง ไม่มีผู้ใดลอบทำร้ายสองพี่น้องได้อีกแล้ว อีกทั้งยังมีฮ่องเต้คอยคุ้มครอง การที่เราจะเก็บสองพี่น้องไว้ข้างกายต่อไปดูจะไม่เหมาะสมนัก”
เมื่อได้ฟังดังนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้าเห็นพ้อง “เช่นนั้นท่านก็อย่าลืมคืนลัญจกรหยกไปด้วยเล่า”
เมื่อหลี่เยว่หานเอ่ยถึงลัญจกรหยก เมิ่งฉีฮ่วนจึงถามขึ้นว่า “เยว่หาน ยามนี้เจ้าคือผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลัญจกรหยกที่สุด เจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่ามีผู้ใดเคยหรือกำลังควบคุมลัญจกรหยกอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น การเข้าออกมิติ หรือการนำน้ำพุจิตวิญญาณออกมาใช้?”
“ข้าจะไปหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรขนาดนั้นได้อย่างไร” หลี่เยว่หานตอบโดยไม่เงยหน้า นิ้วมือยังคงสะกิดแก้มบุตรชายเบาๆ “อีกอย่าง เรื่องมิติน้ำพุจิตวิญญาณในลัญจกรหยกนี้ ข้าก็รับรู้มาจากการที่ท่านพาสอบสำรวจ มันเดิมทีก็ไม่ใช่สิ่งของของข้าอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาพลันนึกถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกะทันหันยามที่เขาอยู่ที่แคว้นเสวียนจิ้ง จึงเอ่ยว่า “ยามที่ข้าอยู่แคว้นเสวียนจิ้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าฝันถึงเจ้า ในฝันข้ายืนอยู่ในห้องที่แปลกประหลาดร่วมกับเจ้า ที่นั่นยังมีหลี่ต่าเฉิงและหวังเฟิ่งอยู่ด้วย เพียงแต่การแต่งกายของพวกเขานั้นแปลกตายิ่งนัก คล้ายกับผู้คนในยุคสมัยที่เจ้าจากมา”
หลี่เยว่หานชะงักงันไปในทันที นางเงยหน้าขึ้นสบตาเมิ่งฉีฮ่วน “ท่านฝันถึงอย่างนั้นหรือ?”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า เมื่อนึกถึงภาพในความฝัน หัวใจเขาก็รู้สึกบีบคั้น “ข้าคิดว่านั่นอาจจะเป็นเรื่องจริง”
คำพูดนี้ทำเอาหลี่เยว่หานรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ นางนึกถึงยามที่ได้เห็นความตายของหลี่ต่าเฉิง และการที่หวังเฟิ่งถูกตัดสินประหารชีวิต มือของหลี่เยว่หานเริ่มสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
“นั่นคือเรื่องจริง… เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน… หลังจากข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าเคยเห็นเหตุการณ์ในศตวรรษที่ 21 อยู่หลายครั้ง ทั้งงานศพของข้า ทั้งการทะเลาะวิวาทของหลี่ต่าเฉิงและหวังเฟิ่ง ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปตามครรลองของมัน…”
“นั่นหมายความว่า…” หลี่เยว่หานหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไร้เสียง “พ่อของข้าเสียชีวิตแล้วจริง ๆ หวังเฟิ่งเองก็ได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายที่ควรจะเป็น แต่เหตุใดกัน… เหตุใดข้าจึงไม่มีวามสุขเลยสักนิด ข้าทั้งที่ควรจะเกลียดชังพ่อที่สุด ทว่า… พอเขาตายจากไปจริง ๆ ข้ากลับยังรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ…”
อาจเป็นเพราะเพิ่งจะผ่านการคลอดบุตร สภาวะอารมณ์จึงยังไม่คงที่ ประกอบกับความกังวลที่สั่งสมมานาน อารมณ์ของหลี่เยว่หานจึงปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานนางก็ร้องไห้จนหมดสติไปในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูสตรีในอ้อมกอดที่ใบหน้ายังคงอาบด้วยคราบน้ำตา เขาถอนหายใจเบา ๆ พลางหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วป้อนเข้าปากหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นนางหลับสนิทและจังหวะลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ เขาจึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องอบอุ่นเพื่อไปหาฟางจื่อหลาน