ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 409 เจ้ายังมิเทียบเท่าคณิกา
บทที่ 409 เจ้ายังมิเทียบเท่าคณิกา
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าจะพาเยว่หานจากไปอย่างนั้นหรือ?” ฟางจื่อหลานที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้องโถงรับรองพลันขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินคำกล่าวของเมิ่งฉีฮ่วน “ยามนี้เยว่หานยังมิพ้นกำหนดอยู่ไฟ การพานางเดินทางไกลในช่วงนี้ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของนางยิ่งนัก!”
“ระหว่างการเดินทางข้าจะดูแลเยว่หานอย่างสุดกำลังพ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยตอบ “ก่อนหน้านี้ข้าสั่งทำรถม้าขนาดกว้างขวางเป็นพิเศษคันหนึ่ง ซึ่งเพียงพอให้เยว่หานพักผ่อนได้อย่างสบาย อีกทั้งข้าจะเตรียมผู้ติดตามไปให้พร้อมพรั่ง ทั้งคนที่จะคอยปรนนิบัติเยว่หานและคนที่ต้องดูแลบุตรทั้งสอง ข้าจะนำพาไปทั้งหมด”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฟางจื่อหลานนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เหวินจั๋ว เจ้าบอกความจริงแก่ข้าเถิด ว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่”
“ท่านป้าสะใภ้” เมิ่งฉีฮ่วนมิต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องของจงเจิ้งเสียนไปมากกว่านี้ จึงจำเป็นต้องยกเหตุผลอื่นมาอ้าง “ยามนี้ข้ามีตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีกรมอาญา อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพม้าเหล็ก การศึกครั้งนี้ข้าตีแคว้นเสวียนจิ้งจนแตกพ่ายและคุมตัวองค์ชายรองกลับมาดำเนินคดีที่เมืองหลวง
ฝ่าบาทต้องมีความหวาดระแวงในตัวข้าเป็นแน่ หากข้ายังคงพำนักอยู่ในเมืองหลวงต่อไป นอกจากจะรังแต่จะเพิ่มภาระและความยุ่งยากแล้ว ย่อมมิมีผลดีประการใดเลย… อย่างไรเสีย องค์ชายรองก็เป็นพระโอรสแท้ ๆ ของฮ่องเต้”
ประโยคสุดท้ายที่เขากล่าวออกมานั้นช่างตรงไปตรงมาจนฟางจื่อหลานเข้าใจเจตนาของเมิ่งฉีฮ่วนได้ในทันที
จริงแท้แน่นอน ต่อให้จงเจิ้งเซวียนจะกระทำความผิดร้ายแรงเพียงใด เขาก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น การที่เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งเป็นคนนอก กลับเป็นผู้เปิดโปงความชั่วช้าของพระโอรสจนสิ้นไส้พุง ต่อให้ฮ่องเต้จะผิดหวังในตัวพระโอรสเพียงใด แต่ลึก ๆ แล้วย่อมรู้สึกเสียพระพักตร์มิน้อย
หากมิคิดบัญชีกับเมิ่งฉีฮ่วนโดยตรง ก็คงมิยอมปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญาจะเป็นขุนนางขั้นหนึ่งชั้นรอง ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนมิได้มีเพียงตำแหน่งขุนนางฝ่ายพลเรือน เขายังเป็นแม่ทัพม้าเหล็กผู้กุมอำนาจทหารไว้ในมือ มิมผู้ใดในราชสำนักมิหวั่นเกรงเขา มิพักต้องเอ่ยถึงว่าในครานี้เขากลับมาพร้อมกับความดีความชอบล้นพ้นจากการศึก
หากมีการปูนบำเหน็จรางวัลเพิ่มขึ้นอีก เมิ่งฉีฮ่วนย่อมจะกลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจเหนือผู้ใดจนเป็นที่ระแวงระวังของประมุขแผ่นดิน
เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว การสละตำแหน่งลาออกจากราชการและเร้นกายไปจากเมืองหลวงในยามนี้ ย่อมถือเป็นหนทางที่ดียิ่ง
ทว่าฟางจื่อหลานยังคงรู้สึกอาลัยรักในตัวหลี่เยว่หาน “จะรออีกสักหน่อยมิได้เชียวหรือ อย่างน้อยรอให้เยว่หานพ้นกำหนดอยู่ไฟเสียก่อนแล้วค่อยจากไปก็ยังมิสาย”
“คำนวณจากระยะเวลาแล้ว อีกราวสิบวันขบวนรถม้าที่คุมตัวจงเจิ้งเซวียนจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง หากรอจนถึงยามนั้นย่อมสายเกินการณ์ไปเสียแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เราจำเป็นต้องออกเดินทางจากเมืองหลวงก่อนที่จงเจิ้งเซวียนจะมาถึงอย่างน้อยห้าวัน”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้น ฟางจื่อหลานก็ทอดถอนใจยาวและมิได้เอ่ยทัดทานสิ่งใดอีก
จวนซิงกั๋วกงผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนานหลายปี เหตุผลอันเรียบง่ายเพียงเท่านี้มีหรือที่ฟางจื่อหลานจะมิเข้าใจ นางมิอาจเห็นแก่ความรู้สึกส่วนตัวจนฉุดรั้งให้เมิ่งฉีฮ่วนต้องตกอยู่ในอันตรายที่เมืองหลวงแห่งนี้ เพราะนางทราบดีว่านั่นมิใช่ผลดีต่อผู้ใดเลย
เนื่องจากเมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจจะออกเดินทางแล้ว ในช่วงสองสามวันนี้ฟางจื่อหลานจึงมิได้กลับไปยังจวนกั๋วกง
ในระหว่างนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นส่งราชโองการมาเพื่อแต่งตั้งเมิ่งฉีฮ่วนเป็นแม่ทัพปกปักแผ่นดิน ขุนนางขั้นหนึ่งชั้นเอก ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับปฏิเสธมิยอมรับราชโองการ ชั่วพริบตาเดียวเรื่องนี้ก็กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้อฉาว
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนกลับถึงเมืองหลวงได้เพียงสองวัน จี้ซินเยว่ก็ได้ล่วงรู้ข่าวคราวนี้
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง จี้ซินเยว่ยังทราบข่าวว่าหลี่เยว่หานคลอดบุตรแล้ว อีกทั้งสถานการณ์ยังคับขันยิ่งนัก นางต้องเผชิญกับอาการตกเลือดอย่างรุนแรงจนเกือบจะเอาชีวิตมิรอด
“จี้ซินเยว่ลอบยินดีในใจอยู่นานวัน พร้อมทั้งแช่งชักหักกระดูกขอให้หลี่เยว่หานสิ้นใจไปเสียเร็ว ๆ
ทว่าเมื่อได้ยินข่าวว่าเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธราชโองการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพปกปักแผ่นดิน จี้ซินเยว่ก็มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป
แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสในตระกูลเฉินจะออกคำสั่งเตือนมิให้จี้ซินเยว่ไปมาหาสู่กับจวนขุนพลอีก แต่จี้ซินเยว่หาใช่สตรีที่จะยอมศิโรราบโดยง่าย ในความคิดของนาง นางได้อุทิศวัยเยาว์และแรงกายแรงใจให้แก่ตระกูลเฉินมามากพอแล้ว ตระกูลเฉินย่อมต้องปรนนิบัตินางให้ดีที่สุดเป็นการตอบแทน
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาถึงเมืองหลวงและมาตรการอารักขาที่เข้มงวดถูกยกเลิกไป จี้ซินเยว่ก็มิสนคำทัดทานของผู้อาวุโสตระกูลเฉิน นางยืนกรานจะรับตัวมารดาที่เหลือลมหายใจเพียงครึ่งเดียวกลับมาคอยดูแลปรนนิบัติอย่างดีภายในจวนเฉิน
ยามนี้เมื่อทราบว่าเมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธราชโองการ นางก็ร้อนรุ่มใจจนนั่งมิติด ครั้นท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว นางก็รีบสวมเสื้อคลุมตัวยาวเพื่อพรางกายและเร่งรัดออกจากจวน มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เมิ่งในทันที
ในขณะนั้นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังป้อนอาหารให้หลี่เยว่หานอยู่ เฮ่อเจิ้งเทียนก็เข้ามารายงานว่ามีผู้มาขอพบ เมื่อถามว่าเป็นผู้ใด เฮ่อเจิ้งเทียนก็ตอบว่ามิทราบหน้าค่าตา เมิ่งฉีฮ่วนเดิมทีมิคิดจะออกไปพบ ทว่าหลี่เยว่หานกลับเกลี้ยกล่อมให้เขาไปดูเสียหน่อย เผื่อว่าจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
เมิ่งฉีฮ่วนจึงจำใจวางถ้วยและตะเกียบลงอย่างมิต็มใจนัก แล้วสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนนำทางแขกไปยังห้องโถงรับรอง ส่วนตนเองจะตามไปในภายหลัง
เดิมทีห้องโถงรับรองแห่งนี้เคยใช้เป็นที่พักรักษาตัวของเหล่าสตรีกลุ่มหนึ่ง ทว่าหลังจากเมืองหลวงสงบลง ครอบครัวของพวกนางต่างก็มารับตัวกลับไปแล้ว ห้องโถงจึงถูกจัดแต่งจนสะอาดสะอ้านและกลับมาเป็นระเบียบดังเดิม
จี้ซินเยว่นั่งรออยู่ในห้องโถงเป็นเวลานาน นางจิบชาไปจนหมดสองสามถ้วยแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนจึงปรากฏกายขึ้น
“เหวินจั๋ว!” จี้ซินเยว่คลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส ในสายตาของนาง การที่เมิ่งฉีฮ่วนยอมออกมาพบ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าในใจของเขายังคงมีนางอยู่
ทันทีที่เห็นว่าผู้มาเยือนคือจี้ซินเยว่ เมิ่งฉีฮ่วนก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน พลางหันไปมองเฮ่อเจิ้งเทียนด้วยสายตาตำหนิ “เจ้ามิรู้จักฮูหยินสกุลเฉินหรืออย่างไร?”
เฮ่อเจิ้งเทียนรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง “นายท่านโปรดประทานอภัย! เป็นเพราะท้องฟ้ามืดค่ำ อีกทั้งฮูหยินสกุลเฉินยังสวมเสื้อคลุมคลุมศีรษะมิดชิดและจงใจดัดเสียงให้ต่ำลง ข้าน้อยจึงมิอาจจำนางได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ในระหว่างนั้น จี้ซินเยว่ได้ก้าวเข้าหาเมิ่งฉีฮ่วนและยื่นมือหมายจะเกาะกุมลำแขนของเขาอย่างสนิทสนม “ท่านจะไปดุเขาทำไมกัน ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นเช่นไร!”
เมิ่งฉีฮ่วนสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของจี้ซินเยว่ในทันที เขาถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อรักษาระยะห่างก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินสกุลเฉินโปรดสำรวมวาจาด้วย ระหว่างเจ้ากับข้ามิอาจใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ร่วมกันได้ และเราสองคนก็มิได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกันทั้งสิ้น”
จี้ซินเยว่รู้สึกโกรธแค้นจนแทบคลั่ง ทว่านางยังคงกังวลว่าเฮ่อเจิ้งเทียนยังยืนอยู่ข้างกาย อีกทั้งมิต้องการทำลายภาพลักษณ์อันดีในสายตาของเมิ่งฉีฮ่วน นางจึงพยายามข่มอารมณ์นั้นไว้แล้วเอ่ยต่อว่า “เอาเถิด ท่านจะว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ข้ามาหาท่านในครานี้เพราะมีธุระสำคัญจริง ๆ”
“ข้ามิมีเรื่องอันใดจะสนทนากับฮูหยินสกุลเฉิน” สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนเย็นชาถึงขีดสุด เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที “เฮ่อเจิ้งเทียน ส่งแขก! หากมีคราวหน้าอีก ข้าจักมิละเว้นเจ้าแน่!”
เฮ่อเจิ้งเทียนสะดุ้งสุดตัว รีบก้าวเข้าไปขวางเบื้องหน้าจี้ซินเยว่พลางเอ่ยว่า “ฮูหยินสกุลเฉิน โปรดอย่าทำให้ข้าน้อยต้องลำบากใจเลยขอรับ”
จี้ซินเยว่ถึงกับหน้าเสีย นางตะโกนไล่หลังเมิ่งฉีฮ่วนด้วยเสียงอันดัง “เมิ่งเหวินจั๋ว! ระหว่างเรามิมีสิ่งใดต่อกันจริงๆ หรือ! หากมิมีสิ่งใดติดค้างในใจ เหตุใดท่านจึงมิกล้าสบตาข้า! เมิ่งเหวินจั๋ว! ในใจท่านมีข้าอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่ท่านหวาดกลัวนางหลี่เยว่หานสตรีขี้อิจฉาผู้นั้นจนมิกล้าแสดงออกมา! เมิ่งเหวินจั๋ว ท่านมันบุรุษขี้ขลาดที่กลัวเมีย!”
เพียะ!
ฝ่ามือหนักหน่วงฟาดเข้าที่ใบหน้าของจี้ซินเยว่อย่างเต็มแรง แรงปะทะนั้นส่งให้นางล้มลงไปกองกับพื้น นางมองดูเมิ่งฉีฮ่วนที่พุ่งเข้ามาเบื้องหน้าและกำลังจ้องมองลงมาที่นางด้วยสายตาอันเย็นเยียบ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตกตะลึง “ท่าน… ท่านถึงกับกล้าตบข้าอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าเป็นตัวอันใด เหตุใดข้าจะมิกล้าลงมือกับเจ้า?” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลง แววตาคมกริบประดุจน้ำแข็ง “สตรีแพศยาเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรมากล่าววาจาให้ร้ายฮูหยินของข้าต่อหน้าเช่นนี้ ใครเป็นคนมอบความกล้าให้แก่เจ้า!”
สตรีแพศยา…
จี้ซินเยว่มิเคยนึกฝันเลยว่า วันหนึ่งนางจะได้ยินคำประณามเช่นนี้จากปากของเมิ่งฉีฮ่วน “เหวินจั๋ว… ท่านว่าอย่างไรนะ? ท่านหาว่าข้าเป็น… สตรีแพศยาอย่างนั้นหรือ?”
“หรือว่ามิใช่?” เมิ่งฉีฮ่วนมองจี้ซินเยว่ที่นั่งกองอยู่บนพื้นด้วยสายตาดูแคลน “เลี้ยงดูบุรุษบำเรอไว้ในจวน รังแกบุตรสาวที่หลงเหลือไว้ของใต้เท้าเฉิน อีกทั้งยังคอยทอดสะพานให้ข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลังจากที่ข้ากลับถึงเมืองหลวง จี้ซินเยว่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการที่ผู้คนยกย่องเจ้าว่าเป็นยอดหญิงผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของเมืองหลวง แล้วเจ้าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ?”
“ในสายตาของข้า แม้แต่คณิกาในหอโคมแดง เจ้าก็ยังมิอาจเทียบเทียมได้เลย!”