ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 410 ท้องฟ้าแห่งเมืองหลวง ในที่สุดก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 410 ท้องฟ้าแห่งเมืองหลวง ในที่สุดก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยน
บทที่ 410 ท้องฟ้าแห่งเมืองหลวง ในที่สุดก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยน
“เมิ่งเหวินจั๋ว!” จี้ซินเยว่แผดเสียงตะโกนอย่างเสียสติ “ท่านกล้าหมิ่นเกียรติข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
“เหตุใดข้าจะมิกล้า?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถาม มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มหยัน “จี้ซินเยว่ เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเรื่องคาว ๆ ที่เจ้าทำไว้จะไม่มีใครล่วงรู้? ในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวง เจ้ามันก็แค่โคลนตมที่เน่าเฟะนานแล้ว ยังจะมาแสร้งทำตัวเป็นสตรีผู้รักษาพรหมจรรย์ต่อหน้าข้าไปเพื่ออะไร?”
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้ใบหน้าของจี้ซินเยว่ซีดเผือดราวกับกระดาษ
สิ่งที่เขากล่าวมามีหรือที่นางจะไม่รู้ เพียงแต่นางหลอกตัวเองมาตลอดว่า ในใจของเมิ่งฉีฮ่วนนั้น นางยังคงเป็นยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งผู้สูงส่งดั่งดอกกล้วยไม้เช่นในวันวาน มิใช่ฮูหยินสกุลเฉินที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่
นางจึงปักใจเชื่อว่า ต่อให้นางเป็นฝ่ายเข้าหาเขา เมิ่งฉีฮ่วนก็คงไม่กล้าใช้ถ้อยคำรุนแรงนัก ที่ผ่านมาแม้เขาจะปฏิเสธแต่มักจะรักษามารยาทไว้อย่างครบถ้วนเสมอ
ทว่านางไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ปฏิบัติต่อนางเช่นนั้นเพียงผู้เดียว แต่เขารักษามารยาทกับทุกคนอย่างเท่าเทียม สาเหตุที่เขาไม่เคยกล่าววาจาร้ายกาจใส่เธอ นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมาจี้ซินเยว่ไม่เคยดูถูกหลี่เยว่หานต่อหน้าเขาในยามที่เจ้าตัวไม่อยู่
แต่คราวนี้นางเพียงหลุดปากเรียกหลี่เยว่หานว่าสตรีขี้อิจฉา กลับต้องแลกมาด้วยฝ่ามือของเมิ่งฉีฮ่วน หากนางยังขืนปากพล่อยกล่าวโทษหลี่เยว่หานอีก ไม่แน่ว่าเขาอาจถึงขั้นชักกระบี่ออกมาสังหารนางก็เป็นได้…
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ จี้ซินเยว่ถึงกับตัวสั่นสะท้าน แววตาที่เคยลุกโชนด้วยโทสะมลายหายไป แทนที่ด้วยท่าทางน่าเวทนาและเสียงอ้อนวอน
“เหวินจั๋ว ข้าเพียงแค่ชั่ววูบด้วยอารมณ์จึงเผลอกล่าววาจาไม่ดีถึงน้องหญิงเยว่หาน ข้าขอโทษ… ข้าเสียใจจริง ๆ”
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ใส่ใจคำขอโทษเหล่านั้น เขาเพียงปรายตาไปทางเฮ่อเจิ้งเทียน องครักษ์หนุ่มสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบก้าวเข้าไปพยุงจี้ซินเยว่ให้ลุกขึ้นจากพื้นทันที
จี้ซินเยว่กลับตีความไปเองว่าเมิ่งฉีฮ่วนคงรู้สึกว่าตนเองลงมือหนักเกินไป แต่ด้วยความทิฐิจึงไม่อาจเอ่ยปากขอโทษนางด้วยตนเองได้ จึงสั่งให้ลูกน้องมาพยุง
นางมิต้องรอให้เฮ่อเจิ้งเทียนเอ่ยปาก ก็รีบคิดเข้าข้างตัวเองไปไกล “ไม่เป็นไรหรอกเหวินจั๋ว ข้าไม่ถือโทษท่าน ข้ารู้ว่าช่วงนี้ท่านอารมณ์ไม่ดี ต่อให้ท่านจะลงมือกับข้าบ้างก็มิเป็นไร ขอเพียงท่านระบายโทสะจนพอใจก็พอแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนทราบดีว่าสตรีผู้นี้ช่างเป็นพวกชอบหลงละเมอเพ้อพก แต่สำหรับเฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งเคยเผชิญหน้ากับความหลงตัวเองระดับนี้เป็นครั้งแรก ถึงกับหลุดขำออกมา
“ฮูหยินสกุลเฉิน ท่านคิดมากไปแล้วขอรับ นายท่านของข้าหมายความว่า หากข้ามิรีบเชิญท่านออกไปตามคำสั่ง ข้าเองนั่นแหละที่จะต้องรับโทษอาญาจากนายท่าน ดังนั้นโปรดเห็นใจบ่าวผู้น้อยอย่างข้าเถิด เชิญท่านกลับไปเสียเดี๋ยวนี้”
“หุบปาก!” จี้ซินเยว่ตวาดลั่น “เจ้าก็รู้ตัวว่าเป็นแค่บ่าว! นายจะสนทนากัน บ่าวมีสิทธิ์อะไรมาสอดปาก!”
“จี้ซินเยว่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไสหัวไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้!”
“เหวินจั๋ว…” จี้ซินเยว่รีบอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว ท่านยกโทษให้ข้าสักครั้งมิได้เชียวหรือ?”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับจนปัญญาในความหน้าหนาของนาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าจี้ซินเยว่จะเป็นสตรีที่หลงตัวเองได้โล่ถึงเพียงนี้ “เฮ่อเจิ้งเทียน โยนฮูหยินสกุลเฉินผู้นี้ออกไป ต่อไปห้ามให้นางเหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีกเด็ดขาด! แล้วสั่งคนในเมืองให้กระจายข่าวเรื่องที่นางเลี้ยงบุรุษบำเรอไว้ในจวนออกไป พรุ่งนี้ข้าต้องการได้ยินคนทั่วทุกตรอกซอกซอยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่รักนวลสงวนตัวของนางให้หนาหู!”
สิ้นคำกล่าว ใบหน้าของจี้ซินเยว่ซีดเผือดไปถึงลำคอ “เหวิน… เหวินจั๋ว ท่านจะทำอะไร… ข้า… แม้ข้าจะเลี้ยงบุรุษหน้าตาดีไว้ในจวนบ้าง แต่… แต่ข้าไม่เคยมีสัมพันธ์เกินเลยกับพวกเขานะ ท่านอย่าโกรธเลยได้หรือไม่… บรรดาชายบำเรอเหล่านั้นข้าปล่อยตัวไปหมดแล้ว ไม่เหลือไว้แม้แต่คนเดียว!”
“ฮูหยินสกุลเฉิน” เฮ่อเจิ้งเทียนเริ่มหมดความอดทน “นายท่านของข้ามิได้สนใจเรื่องของท่านเลยแม้แต่น้อย หากท่านยังคงดื้อดึงรบเร้าไม่เลิกราเช่นนี้ เกรงว่านายท่านมิเพียงจะกระจายข่าวเรื่องชายบำเรอให้คนทั้งเมืองรู้เท่านั้น แต่อาจจะกดดันหัวหน้าตระกูลเฉินให้สั่งหย่าท่านด้วย”
เมื่อได้ฟัง จี้ซินเยว่รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ทว่าวงจรความคิดของนางกลับบิดเบี้ยวไปไกลจนกู่ไม่กลับ “เช่นนั้นหมายความว่า เหวินจั๋ว… ท่านมีใจคิดจะแต่งข้าเข้าจวนอย่างนั้นหรือ?” นางเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี
“ตกลง! ข้าจะกลับไปบอกหัวหน้าตระกูลเฉินให้คืนอิสระแก่ข้า ขอเพียงได้อยู่กับเหวินจั๋ว ต่อให้ต้องเป็นเมียน้อยข้าก็ยอม ข้าทนได้หากจะต้องถูกนังบ้านนอกหลี่เยว่หานขี่คอ!”
สิ้นเสียงนั้น เมิ่งฉีฮ่วนเหลืออดจนถึงขีดสุด เขาพุ่งเข้าไปเหยียบจี้ซินเยว่ลงกับพื้นอย่างแรง “ข้าหยิบยื่นเกียรติให้แล้ว แต่เจ้ากลับโยนมันทิ้งเอง จี้ซินเยว่ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เจ้ากลายเป็นคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้? ข้าบอกไปหลายครั้งแล้วว่าข้ามิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อเจ้าเลยแม้แต่น้อย เลิกหลงละเมอเพ้อพกเสียที!”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ถีบจี้ซินเยว่ตกบันไดไปคราหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปทันที
สำหรับเขา การเสียเวลาให้กับสตรีผู้นี้ สู้กลับไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนหลี่เยว่หานยังจะมีค่าเสียกว่า!
เฮ่อเจิ้งเทียนไม่รอช้า รีบเข้าไปคว้าตัวจี้ซินเยว่ลากไปที่ประตูคฤหาสน์เมิ่ง แล้วโยนนางออกไปข้างนอกก่อนจะปิดประตูลงกลอนเสียงดังสนั่น
วันต่อมา ข่าวเรื่องที่จี้ซินเยว่เลี้ยงชายบำเรอและคอยตามตื๊อเมิ่งฉีฮ่วน ทั้งยังเที่ยวไปปั้นเรื่องใส่ร้ายหลี่เยว่หาน ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหงในเมืองหลวงภายในชั่วพริบตา
ณ หอสุราแปดเซียน
“เจ้าว่าเรื่องเหล่านี้มีคนจงใจปล่อยข่าวออกมาอย่างนั้นหรือ?” จงเจิ้งเสียนหมุนถ้วยหยกขาวในมือเล่นพลางเอ่ยถามอู๋หัวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“สายข่าวรายงานมาเช่นนั้นขอรับ” อู๋หัวตอบ “เพียงแต่ข้าน้อยไม่เข้าใจว่า เหตุใดใต้เท้าเมิ่งที่เป็นบุรุษอกสามศอก ถึงต้องรังแกสตรีผู้อ่อนแอ เช่นนั้นด้วย”
“สตรีผู้อ่อนแอ? จี้ซินเยว่มิใช่สตรีอ่อนแอหรอก” จงเจิ้งเสียนวางถ้วยหยกขาวลงบนโต๊ะ “ในอดีตเพื่อที่จะได้โดดเด่นเหนือใคร นางเคยปั่นหัวเหล่าบัณฑิตในเมืองหลวงมานักต่อนัก สตรีผู้นี้ในใจมีแต่เรื่องผลประโยชน์ ไม่เคยมีใจจริงให้ผู้ใด”
“แต่ที่บ่าวเคยได้ยินมา ท่านเคยบอกว่าใต้เท้าเมิ่งกับแม่นางจี้เคยเป็นคู่กิ่งทองใบหยกที่คนทั้งเมืองยกย่องมิใช่หรือขอรับ?” อู๋หัวยังคงสงสัย
“คนหนึ่งคือยอดบัณฑิตอันดับหนึ่ง อีกคนคือยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่ง ทั้งสองเคยพบปะกันในงานประชันบทกวีหลายครา และเคยโต้เถียงกันเรื่องบทกวีเพียงบทเดียว ในสายตาคนนอก ย่อมมองว่าเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างอย่างไม่ต้องสงสัย” จงเจิ้งเสียนรินน้ำชาลงในถ้วยหยกขาวแล้วจิบเบา ๆ
“เพียงแต่ในตอนนั้น เมิ่งเหวินจั๋วไม่เคยมีใจให้สตรีผู้นี้เลยแม้แต่น้อย แต่เพื่อรักษาน้ำใจไม่ให้สตรีต้องเสียหน้าจนเกินไป เขาจึงยอมเออออไปตามน้ำเพื่อให้นางได้มีที่ยืนในสังคมเท่านั้นเอง”
อู๋หัวฟังแล้วก็ได้แต่เกาหัวด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจในความซับซ้อนนี้
จงเจิ้งเสียนมิได้อธิบายต่อ เขาเพียงจิบชาเงียบ ๆ มองดูความวุ่นวายบนท้องถนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยชาลงแล้วทอดถอนใจ “ท้องฟ้าแห่งเมืองหลวง ในที่สุดก็ถึงคราวผลัดเปลี่ยน เหวินจั๋วเอ๋ย… เจ้าคำนวณมาพันครั้งหมื่นหน แต่สุดท้ายก็ยังพลาดไปก้าวหนึ่งจนได้”
อู๋หัวมองตามสายตาของจงเจิ้งเสียนไป เห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งเอื่อย ๆ ผ่านท้องถนน มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของพระราชวัง
“นั่นมัน…” อู๋หัวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
จงเจิ้งเสียนถอนหายใจอีกครา “เสด็จพ่อเพื่อให้เหวินจั๋วอยู่ต่อ ถึงกับต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ… อู๋หัว ไปเตรียมรถม้าเถอะ พวกเราเองก็ถึงเวลาต้องกลับเข้าวังแล้ว”