ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 411 ศีรษะของข้าส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแล้ว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 411 ศีรษะของข้าส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแล้ว
บทที่ 411 ศีรษะของข้าส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวแล้ว
วันนี้แสงแดดเจิดจ้า หลี่เยว่หานต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องอุ่นมานานครึ่งเดือน เมื่อเห็นว่าอากาศภายนอกดีถึงเพียงนี้ นางจึงอดมิได้ที่จะรบเร้าขอให้เมิ่งฉีฮ่วนพานางออกไปรับแสงแดดบ้าง
“เมื่อวานเจ้าเพิ่งอ้อนวอนขออาบน้ำ ข้าก็ยอมตามใจไปแล้ว วันนี้เจ้ายังจะออกไปตากแดดอีก หากเกิดต้องลมจนล้มป่วยจะทำอย่างไร!” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูหลี่เยว่หานที่ดึงรั้งชายเสื้อเขาไว้ไม่ยอมปล่อย พลางถอนหายใจอย่างจนปัญญา ทว่าแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูยิ่ง
“ท่านดูสิ ข้างนอกไม่มีลมเลยสักนิด อีกทั้งข้ายังสวมเสื้อผ้ามิดชิดถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีทางต้องลมแน่นอนเจ้าค่ะ!” หลี่เยว่หานยังคงรบเร้าเมิ่งฉีฮ่วน พยายามทำสีหน้าแววตาให้ดูน่าเวทนาขึ้นอีกหลายส่วน
สุดท้ายเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้แต่ทอดถอนใจและยอมตามใจนางจนได้
เขามักจะแพ้ทางลูกอ้อนของหลี่เยว่หานเสมอ…
เมิ่งฉีฮ่วนหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนามาห่อหุ้มร่างกายของหลี่เยว่หานจนมิดชิด แล้วอุ้มนางออกไปยังลานบ้าน วางลงบนเก้าอี้เอนหลังที่ปูทับด้วยหนังสัตว์ถึงสองชั้น จากนั้นจึงกำชับให้คังโหรวและหมิงจูดูแลนางให้ดีก่อนจะขอตัวจากไป
การตัดสินใจออกจากเมืองหลวงในครั้งนี้ค่อนข้างกะทันหันและเวลาก็เหลืออยู่น้อยนิด เมิ่งฉีฮ่วนจึงต้องรีบไปสะสางเรื่องราวที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเดินลับตาไปแล้ว หลี่เยว่หานก็รีบกวักมือเรียกหมิงจูและคังโหรวให้ไปเตรียมน้ำร้อนทันที นางต้องการจะสระผม
“ท่านหญิง ท่านยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟนะเจ้าคะ ช่วงเวลานี้ห้ามสัมผัสน้ำหรือต้องลมเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะเกิดโรคเรื้อรังตามมาในภายหลังได้” คังโหรวเอ่ยทัดทานด้วยความลำบากใจ “เมื่อคืนที่ท่านแม่ทัพอนุญาตให้ท่านอาบน้ำได้ก็เพราะภายในห้องอุ่นนั้นอบอุ่นยิ่งนัก แต่เส้นผมนี้มิใช่ว่าจะแห้งได้ง่าย ๆ ในเวลาอันสั้นนะเจ้าคะ”
ได้ฟังดังนั้น หลี่เยว่หานก็เกาศีรษะพลางขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เพราะรู้สึกว่าเส้นผมของตนเริ่มมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จนทนไม่ไหว นางจึงเอ่ยกล่อมคังโหรวอย่างใจเย็น
“คังโหรว เจ้าดูสิ วันนี้อากาศดีออกปานนี้ แสงแดดก็แรง อีกทั้งจวนเราก็มีผ้าแห้งตั้งมากมาย ต่อให้ข้าสระผม ประเดี๋ยวเดียวก็คงแห้งแล้ว อีกอย่างข้าอาบน้ำไปแล้วแต่ไม่ได้สระผม ก็เท่ากับว่าอาบไปเสียเปล่า หากไม่เชื่อเจ้าลองมาดมศีรษะข้าดูสิ มันส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจนข้าแทบทนไม่ไหวแล้ว!”
ระหว่างที่พูด หลี่เยว่หานพยายามจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เอนหลัง หมายจะมุดศีรษะเข้าไปให้คังโหรวดมพิสูจน์ให้ชัดเจน…
คังโหรวและหมิงจูได้แต่ทำหน้าปั้นยาก
เส้นผมของหลี่เยว่หานนั้นทั้งดกและหนา ยามคลอดบุตรนางเสียเหงื่อไปมาก ทั้งยังต้องนอนซมอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน เส้นผมจึงเริ่มส่งกลิ่นอับชื้น ทำให้นางรู้สึกอึดอัดอับชื้นจนสุดจะทน
คังโหรวและหมิงจูเกรงว่าหลี่เยว่หานจะจับไข้ จึงไม่เพียงแต่เตรียมน้ำร้อนจัดมาให้เท่านั้น แต่ยังหอบผ้าแห้งสำหรับเช็ดผมมาอีกเป็นตั้งใหญ่
เดิมทีคังโหรวคิดจะสระผมให้นางเพียงลวก ๆ เพื่อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่หลี่เยว่หานกลับไม่ยินยอม นางคอยสั่งให้คังโหรวใช้สมุนไพรสระผมถูไถไปตามจุดต่าง ๆ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และกลางศีรษะจนสะอาดหมดจด แล้วจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำ
หลังจากสระผมเสร็จ แสงแดดเริ่มแผดเผาแรงขึ้น หลี่เยว่หานที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหนาเตอะเริ่มรู้สึกร้อน นางจึงอาศัยช่วงที่คังโหรวและหมิงจูกำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดผมให้นั้น แอบสอดแขนทั้งสองข้างออกมานอกเสื้อคลุม
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ นางก็ค่อย ๆ แอบยื่นขาออกมาอีกข้างหนึ่ง
เมิ่งฉีฮ่วนจัดการธุระมาตลอดทั้งเช้า เมื่อกลับมายังเรือนหลัง เขาก็แวะไปดูลูก ๆ ทั้งสองคนก่อน แล้วจึงค่อยมาหาหลี่เยว่หาน
ทันทีที่เห็นหลี่เยว่หานเผยแขนขาออกมาท้าลม ทั้งยังเพิ่งสระผมเสร็จและยังไม่แห้งสนิท ใบหน้าของเขาก็พลันเย็นเยียบลงทันที “หลี่เยว่หาน!”
หลี่เยว่หานไม่เคยเห็นเมิ่งฉีฮ่วนทำสีหน้าดุเช่นนี้มาก่อน นางรีบหดแขนขาเข้าไปในเสื้อคลุมโดยสัญชาตญาณ เหลือเพียงศีรษะเล็ก ๆ ที่โผล่ออกมา แล้วมองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร “คือว่า… มันร้อนจริง ๆ นะเจ้าคะ… แล้ว… ผมข้าก็เหม็นมากด้วย…”
เมิ่งฉีฮ่วนพยายามตีหน้าเคร่งขรึมแสดงความไม่พอใจ เขาโบกมือส่งสัญญาณให้คังโหรวและหมิงจูถอยออกไป
เมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่เอ่ยคำใด เขาเดินไปยืนด้านหลังหลี่เยว่หานแล้วเริ่มลงมือเช็ดผมให้นางด้วยตนเอง
โชคดีที่แสงแดดแรงจัด ประกอบกับคังโหรวและหมิงจูเช็ดผมให้นางจนเกือบแห้งแล้ว เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนมาบรรจงเช็ดซ้ำให้อีกรอบ เส้นผมของนางจึงแห้งสนิทในที่สุด
หลี่เยว่หานขดตัวอยู่ใต้เสื้อคลุมอย่างสงบเสงี่ยม นางถูกความเงียบขรึมของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้หวาดเกรงจนเหงื่อซึม และไม่กล้าขยับเขยื้อนมือเท้าออกมาอีกเลย เมื่อเห็นว่าผมแห้งแล้ว นางตั้งใจจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นนางกลับรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เมิ่งฉีฮ่วนช้อนร่างนางขึ้นมาอุ้มไว้ เมื่อรู้ตัวอีกที นางก็กลับมานอนอยู่บนเตียงภายในห้องอุ่นเสียแล้ว…
หลี่เยว่หานเอ่ยอย่างจนใจ “ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ ศีรษะข้าส่งกลิ่นเหม็นมาก ข้าทนไม่ไหวจริง ๆ”
“ต่อให้เหม็นเพียงใดข้าก็ไม่รังเกียจ เจ้าจะอดทนอีกสักสองสามวันมิได้เชียวหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนจัดการห่มผ้าให้นางจนมิดชิดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านไม่รังเกียจ แต่ข้ารังเกียจตัวเองนี่นา!” หลี่เยว่หานทอดถอนใจ “แค่คิดว่าทุกคืนท่านต้องโอบกอดสตรีที่ร่างกายส่งกลิ่นเหม็นเช่นข้านอน ข้าก็รู้สึกรำคาญตัวเองจะแย่อยู่แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็พลันแดงซ่านขึ้นมา เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “รออีกแค่สองวันก็ไม่ต่างกันหรอก”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกออกว่าเขาสื่อถึงเรื่องใด นางก็เขินอายจนหน้าแดง คว้าหมอนปาใส่เขาในทันที “คนไร้ยางอาย!”
เมิ่งฉีฮ่วนรับหมอนเอาไว้ได้และแย้มยิ้มออกมา “สามีภรรยากัน จะพูดเรื่องอายไปทำไม”
เห็นเขายังทำหน้าระรื่น หลี่เยว่หานจึงพลิกตัวหันเข้าหาฝาผนังและแสร้งไม่สนใจเขาอีก
“เอาละ เจ้าอย่าได้งอนไปเลย” เมิ่งฉีฮ่วนยื่นมือไปบีบติ่งหูของนางเบา ๆ “เจ้าเคยเล่าให้ข้าฟังว่าที่บ้านเกิดของเจ้านั้น สตรีหลังคลอดมีการดูแลร่างกายอย่างไร ข้าเองก็รู้ว่าวิธีของเจ้านั้นมิได้ผิด เพียงแต่ข้าเป็นห่วงสุขภาพของเจ้า เจ้าดูสิ ห้องอุ่นแห่งนี้ก็อุ่นสบายตลอดเวลา ข้าก็มิได้บังคับให้เจ้านอนนิ่ง ๆ อยู่แต่บนเตียงเสียหน่อยมิใช่หรือ?”
“อย่างไรเสียผมข้าก็สระไปแล้ว ท่านอยากจะโกรธก็โกรธไปเถิดเจ้าค่ะ!” หลี่เยว่หานเอ่ยเสียงอู้อี้ “อย่างมากท่านก็แค่รับอนุเพิ่มอีกคน ข้าก็พอจะทำใจยอมรับได้ ในเมื่อท่านกำลังโกรธอยู่นี่นา”
“โยงไปเรื่องรับอนุได้นี่ เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะตัวน้อยเสียจริง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางแกล้งออกแรงที่มือ
หลี่เยว่หานร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นไปดึงหูของเมิ่งฉีฮ่วนกลับบ้าง
หลังจากหยอกล้อกันอยู่พักใหญ่ หลี่เยว่หานก็พิงแอบแนบอกเมิ่งฉีฮ่วน พลางเล่นนิ้วมือของเขาแล้วเอ่ยถามว่า “พวกเราต้องจากเมืองหลวงไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ การเดินทางในช่วงเวลานี้จะส่งผลกระทบอันใดหรือไม่?”
เมิ่งฉีฮ่วนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า “ไปไม่ได้แล้ว”
“เอ๊ะ?” หลี่เยว่หานตกใจ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“จงเจิ้งเซวียนเข้าเมืองหลวงมาแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ “ข้าคำนวณทุกอย่างมาเสียดิบดี แต่กลับลืมคิดไปว่าฮ่องเต้จะทรงรั้งตัวข้าไว้ ถึงขั้นใช้อินทรีสื่อสารสั่งการลับให้เร่งการเดินทาง ขบวนรถม้าที่คุมตัวจงเจิ้งเซวียนนั้นเดินทางมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อเข้าเมืองมาได้ก็มุ่งตรงเข้าวังทันที ยามนี้จงเจิ้งเซวียนถูกขังอยู่ในคุกหลวงแล้ว และข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง”
“เช่นนั้น…” หลี่เยว่หานทอดถอนใจ “ก็คงไปไม่ได้จริง ๆ แม้ข่าวที่ท่านลาออกจากราชการจะแพร่กระจายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในสายตาคนนอก จงเจิ้งเซวียนก็ยังถูกจับกุมมาด้วยน้ำมือของท่าน หากพวกเราจากไปในยามนี้ ผู้อื่นคงจะมองว่าท่านคิดคดทรยศแผ่นดินเป็นแน่”
“ใช่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “เดินหมากพลาดไปเพียงก้าวเดียวจริง ๆ”
หลี่เยว่หานสัมผัสได้ถึงความผิดหวังในน้ำเสียงของเขา นางจึงยันตัวขึ้น ประคองใบหน้าของเขาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกั้น อย่างไรเสียพวกเราก็มิเคยคิดร้ายต่อแคว้นตงฮั่น ต่อให้ท่านจะมีความดีความชอบล้นพ้นจนเป็นที่ระแวง แต่พวกเราก็ยังมีใจที่บริสุทธิ์!”
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกอบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ เขาจับมือนางไว้แล้วเอ่ยออกมาคล้ายต้องมนต์ “เจ้ารู้หรือไม่… เสด็จพ่อของมู่ชวนและหลิงซียังไม่ตาย เขากลับมาแล้ว”
“หา?” คราวนี้หลี่เยว่หานถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก…