ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 418 หิมะโปรยปราย
บทที่ 418 หิมะโปรยปราย
ไม่รู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนกินยาผิดสำแดงมาหรืออย่างไร วันนี้เขาจึงดูขยันขันแข็งเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ ทั้งช่วยหลี่เยว่หานเลี้ยงลูก ทั้งคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้นาง
พอหลี่เยว่หานทานอิ่มแล้ว เขายังเป็นฝ่ายสั่งให้คนไปหยิบแปรงสีฟันที่นางทำขึ้นมาเองมาให้ พร้อมแต้มเกลือหยาบเตรียมไว้ให้นางแปะฟัน มิหนำซ้ำยังไปตักน้ำร้อนมาล้างเท้าให้เรียบร้อย
แม้เรื่องพวกนี้เมิ่งฉีฮ่วนจะเคยทำมาก่อนบ้าง ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด หลี่เยว่หานกลับรู้สึกว่าวันนี้เขามีท่าทีผิดปกติไปจากเดิม
หลังจากทานข้าว แปรงฟัน ล้างหน้า และล้างเท้าเสร็จสิ้น หลี่เยว่หานก็ถูกเมิ่งฉีฮ่วนกดตัวให้นอนลงในผ้าห่มผืนหนา
“วันนี้เจ้าดูแปลก ๆ นะคะ” หลี่เยว่หานนอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของเขา โผล่มาเพียงศีรษะพลางจ้องมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายสีนิล
“แปลกตรงไหนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากของนางเบา ๆ “เมื่อก่อนข้าบอกว่ารักเจ้า แต่กลับไม่เคยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเจ้าให้ดีจริง ๆ เลย วันนี้เห็นเจ้าต้องเหนื่อยดูแลอานิ่ง ข้าเลยรู้สึกว่าเจ้าลำบากเกินไป จึงอยากจะช่วยทำเพื่อเจ้าให้มากขึ้นก็เท่านั้น”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ปากผู้ชายนี่เชื่อถือไม่ได้จริง ๆ เอาเถอะ ข้ารู้ว่าถ้าเรื่องไหนเจ้าไม่อยากพูด ต่อให้ถามยังไงเจ้าก็ไม่บอกหรอก เอาเป็นว่าไม่ว่ายังไงเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็หาวออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะขยับตัวหามุมสบาย ๆ ในอ้อมกอดของเขาแล้วผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากตอนคลอดลูกนางเสียเลือดมาก ร่างกายของหลี่เยว่หานจึงอ่อนแอมาโดยตลอด แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะเคยใช้น้ำพุวิญญาณช่วยปรับธาตุในร่างกายให้นางแล้ว ทว่ารากฐานที่บอบช้ำย่อมต้องใช้เวลาเยียวยาอย่างช้า ๆ นางจึงมักจะเหนื่อยง่ายและหลับลึกอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อเห็นใบหน้ายามนิทราที่แสนสงบของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็ทอดถอนใจออกมาเบา ๆ เขาหยิบขวดกระเบื้องที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา เทตัวยาเม็ดเล็ก ๆ สองเม็ดแอบป้อนเข้าปากของนาง จากนั้นจึงลุกจากเตียง
“ส่งฟูเหรินและลูก ๆ ไปที่จวนกั๋วกงเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดคลุมสีดำสนิท เขามองดูเฮ่อเจิ้งเทียนสั่งการให้คนรับใช้หามเกี้ยวเล็กที่บรรทุกร่างที่ยังหลับใหลของหลี่เยว่หานออกจากห้องอุ่นไป ก่อนจะยืนส่งนางขึ้นรถม้า และเหลือบมองลูกน้อยทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่จวนแม่ทัพอย่างเด็ดเดี่ยว
ความสงบทั้งมวลล้วนเป็นไปเพื่อรอวันปะทุ เมิ่งฉีฮ่วนอดทนมานานหลายปี เดิมทีเขานึกว่าจะได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นอย่างแท้จริง จึงทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อช่วยสนับสนุนโอรสของพระองค์ และเต็มใจก้าวเข้าสู่แผนลวงนั้น
บางทีหากหลี่เยว่หานยังไม่ปรากฏตัว เมิ่งฉีฮ่วนคงยังคงเฉยเมยต่อชีวิตที่ถูกบงการเช่นนี้ต่อไป
ทว่าหลังจากนางก้าวเข้ามา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันกลับกลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นและสว่างไสวที่สุดในชีวิตอันมืดมนของเขา
เมื่อก่อน เขาอาจจะยอมให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นบงการเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอด ต่อให้รู้ชาติกำเนิดของตนเอง เขาก็ยังยินดีจะทำตัวเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็คือพี่ชาย คือญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในโลกใบนี้ ดังนั้นไม่ว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะสั่งอะไร เขาก็พร้อมจะทำด้วยความเต็มใจ
ต่อให้วันหนึ่งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นสั่งให้เขาตาย ขอเพียงในมือเขามีดาบ เขาก็คงจะปลิดชีพตัวเองโดยไม่ลังเล
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขามีหลี่เยว่หาน มีเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง เขามีครอบครัวแล้ว ไม่ใช่ผีเร่ร่อนที่ไร้ที่พึ่งพิงอีกต่อไป
ตั้งแต่วินาทีที่พระองค์ขัดขวางไม่ให้เขาออกจากเมืองหลวง เจตนาสังหารของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ชัดเจนยิ่งนัก เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
มิฉะนั้น เขาคงต้องส่งทั้งแม่และลูกทั้งสามคนลงนรกไปพร้อมกัน
“ช่วงนี้พวกเจ้าลำบากดูแลฟูเหรินมามากแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งอยู่หน้าห้องโถง ในมือถือผ้ากำมะหยี่คอยเช็ดดาบที่เปล่งประกายเย็นเยียบ เบื้องหน้าของเขาคือคังโหรว หมิงจู และเหล่าคนรับใช้ที่คุกเข่าอยู่
“ท่านแม่ทัพ แม้พวกข้าจะเป็นคนที่ฝ่าบาทและองค์ชายสามส่งมา แต่พวกข้าไม่เคยมีจิตใจเป็นอื่นต่อจวนแม่ทัพเลย ขอท่านแม่ทัพโปรดตรวจสอบด้วย!”
คังโหรวสมกับที่เป็นคนของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ในสถานการณ์เช่นนี้นางยังคงรักษาความสงบไว้ได้บ้าง “อีกอย่าง พวกข้าปรารถนาจะติดตามรับใช้ฟูเหรินด้วยใจจริง ขอท่านแม่ทัพโปรดเห็นแก่ความภักดีของพวกข้าไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หยุดมือที่เช็ดดาบ เขาหรี่ตาลงครู่ใหญ่โดยไม่เอ่ยคำใด
บรรยากาศกดดันเสียจนทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เนิ่นนานกว่าที่เมิ่งฉีฮ่วนจะลดสายตาลง เขาแบมือออกแล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา “หิมะตกแล้ว”
สิ้นคำนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืน ประกายเย็นวาบพาดผ่าน คนสิบกว่าคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าก็ล้มลงสิ้นใจพร้อมกัน เมิ่งฉีฮ่วนยืนไพล่มืออยู่ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ดาบในมือยังมีเลือดหยดติ๋ง ชุดคลุมสีดำดูเข้มขึ้นจนน่ากลัว
“ท่านแม่ทัพ” เฮ่อเจิ้งเทียนเดินฝ่าหิมะกลับมาอย่างรีบร้อน “ส่งฟูเหรินถึงจวนกั๋วกงอย่างปลอดภัยแล้วครับ ด้วยความช่วยเหลือของกั๋วกงฟูเหริน เจ้าหนูและเจ้าชายน้อยทั้งสองได้รับการดูแลเป็นอย่างดี”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะขว้างดาบทิ้งไป เขาหยิบผ้ากำมะหยี่มาเช็ดคราบเลือดที่กระเซ็นโดนมืออย่างใจเย็น แล้วจึงเอ่ยช้า ๆ ว่า “ไปกันเถอะ ไปดูซานจี๋หน่อย”
…
เรือนรับรอง
แม่ทัพซานจี๋นอนอยู่บนเตียง มือทั้งสองยังคงถูกพันธนาการด้วยตรวนเหล็ก ริมฝีปากซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าอาการป่วยหนักหนาไม่น้อย
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนผลักประตูเข้าไป ซานจี๋ลืมตาขึ้นมองแวบหนึ่งก่อนจะหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
“ท่านแม่ทัพซานจี๋” เมิ่งฉีฮ่วนลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียงพลางเอ่ยเรียบ ๆ “หวังว่าท่านคงจะยังสบายดีนะ!”
ซานจี๋แค่นเสียงหัวเราะ “สบายดีกับผีน่ะสิ ข้าใกล้จะตายอยู่แล้ว! เจ้ามาเพื่อหัวเราะเยาะข้าหรือไง!”
“จะเป็นไปได้ยังไง” เมิ่งฉีฮ่วนเหยียดยิ้มเย็น “ตอนนั้นท่านแม่ทัพซานจี๋มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ข้าไว้ขนาดนั้น ข้าจะใจจืดใจคอปล่อยให้ท่านนอนป่วยอยู่บนเตียงโดยไม่มาดูแลได้อย่างไร”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ชูสองนิ้วขึ้นโบกเบา ๆ เฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบนำขวดกระเบื้องก้าวเข้ามา บีบคางของซานจี๋แล้วกรอกยาลงไปหลายเม็ดอย่างรุนแรง
“แค่ก แค่ก แค่ก… แก… แกให้ข้ากินอะไรลงไป… แค่ก แค่ก…” เมื่อยาลงสู่กระเพาะ ซานจี๋ก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเขาก็ผุดลุกขึ้นแล้วกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต
“นี่คือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ข้ามอบให้ท่านแม่ทัพซานจี๋” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางบุ้ยปากให้มองไปที่กองเลือดสีดำบนพื้น
เมื่อซานจี๋ตั้งสติได้และก้มลงมอง เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว “ข้า… ทำไมข้าถึงไอออกมาเป็นหนอนได้!”
“ท่านแม่ทัพซานจี๋ใกล้ชิดกับองค์ชายสอง ย่อมต้องรู้ว่าองค์ชายสองเชี่ยวชาญวิชากู่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บวกกับองค์ชายสองเป็นคนระแวดระวัง การที่ท่านถูกลอบวางยากู่โดยไม่รู้ตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนแรกที่องค์ชายสามบอกว่าท่านป่วยหนักข้าก็สงสัยแล้ว พอมาเห็นวันนี้ ดูท่าท่านจะถูกวางกู่จริงๆ”
ได้ยินเช่นนั้น ซานจี๋ก็จ้องหน้าเมิ่งฉีฮ่วนอย่างดุร้าย เขาฝืนยันตัวขึ้นพิงหัวเตียง หอบหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าอยากรู้อะไร ขอเพียงไม่เกี่ยวกับเรื่องภายในของแคว้นเหลี่ยหลาน ข้าบอกเจ้าได้ทุกอย่าง!”
“ท่านแม่ทัพคิดมากไปแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างใจเย็น “ยามนี้ท่านเป็นเพียงนักโทษ เรื่องภายในแคว้นเหลี่ยหลานจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับท่านอีก ที่ข้ามาวันนี้ แค่อยากถามท่านว่า… เรื่องที่ท่านเคยบอกข้าเมื่อตอนนั้น ท่านไปรู้มาจากไหนกันแน่”
ซานจี๋ขมวดคิ้วหันไปจ้องเมิ่งฉีฮ่วน “นี่เจ้าเชื่อเรื่องนั้นจริง ๆ งั้นเหรอ?”