ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 419 ข้าคือ... จงเจิ้งเหวินจั๋ว
บทที่ 419 ข้าคือ… จงเจิ้งเหวินจั๋ว
“ข้าจะเชื่อหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าจะพูด” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยท่าทีสบายอารมณ์ “จะว่าไป ครั้งแรกที่ข้าพบกับนายพลซานจี๋ ข้าเพิ่งอายุได้สิบห้าปี เพิ่งออกจากเกาะถงเซิงได้เพียงปีเดียว และได้ติดตามองค์ชายใหญ่เดินทางไปเยือนแคว้นเลี่ยหลานในฐานะทูต
ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่จงรักภักดีต่อแคว้นตงฮั่นอย่างสุดหัวใจ การที่เจ้าเลือกเปิดเผยชาติกำเนิดให้ข้าทราบในตอนนั้น คงเพราะมีเจตนาแอบแฝงบางอย่างกระมัง”
“แต่ในวันนี้เมื่อเราพบกันอีกครั้ง เจ้ากลายเป็นนักโทษ ส่วนข้าก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้เลือดร้อนคนเดิมอีกต่อไป บางเรื่อง… ข้าย่อมต้องถามให้กระจ่าง” ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและเย็นชา ราวกับว่าเรื่องที่กำลังพูดอยู่เป็นเรื่องของคนอื่น
ซานจี๋จ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนเขม็งอยู่นาน แต่อีกฝ่ายกลับจ้องตอบด้วยสายตาที่สงบนิ่งและกดดันจนซานจี๋เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเชิงอำนาจ
ในที่สุด ซานจี๋ก็ถอนหายใจออกมา “ชาติกำเนิดของเจ้า ข้าไม่ได้ไปรู้มาจากไหนหรอก แต่เป็นจงเจิ้งเสียน องค์ชายใหญ่ของพวกเจ้าเองนั่นแหละที่เป็นคนเปิดเผย ตอนที่เจ้าตามเขาไปแคว้นเลี่ยหลาน เขามาหาข้าแล้วบอกว่าอยากจะยืมมือพวกเรากำจัดเจ้าทิ้งเสียที่นั่น
แต่แคว้นเลี่ยหลานไม่อยากหาเหตุให้แคว้นตงฮั่นเปิดสงคราม เราจึงทำแค่เพียงแสดงละครตบตา ไม่ได้ฆ่าเจ้าจริง ๆ ข้าเห็นเจ้าทุ่มเทปกป้องจงเจิ้งเสียนด้วยความภักดีอย่างบ้าคลั่งในตอนนั้น เลยนึกเวทนาจนต้องแอบส่งคนไปบอกความจริงให้เจ้ารู้”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หัวเราะออกมา “นายพลซานจี๋เห็นข้าหลอกง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? หากองค์ชายใหญ่คิดจะกำจัดข้าทิ้งที่แคว้นเลี่ยหลานจริง ๆ เขาจะบอกเรื่องชาติกำเนิดของข้าให้เจ้ารู้ทำไม แบบนั้นไม่เท่ากับทำให้เจ้าหวาดระแวงข้ามากขึ้นไปอีกหรือไง”
“เจ้าพูดก็ถูก ตอนนั้นพวกข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” ซานจี๋พยักหน้า “เพียงแต่จงเจิ้งเสียนคนนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก การที่เขาบอกชาติกำเนิดเจ้าแล้วขอให้พวกข้าฆ่าเจ้า มันดูไม่สมเหตุสมผลก็จริง แต่ถ้าหากเขาเตรียมแผนรองรับไว้สองทางล่ะ?”
“ว่ามา ข้าฟังอยู่”
“ในปีนั้น เจ้าได้แสดงความสามารถที่โดดเด่นออกมาให้เห็นแล้ว ใคร ๆ ก็มองออกว่าในอนาคตเจ้าต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญ แคว้นเลี่ยหลานย่อมไม่อยากเห็นประเทศแม่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้เจ้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แคว้นเลี่ยหลานก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นหรอก”
“แต่ตอนที่จงเจิ้งเสียนมาชวนร่วมมือให้ฆ่าเจ้า พวกข้ากลับต้องคิดเผื่อไปอีกขั้น หากเจ้าตายในแคว้นเลี่ยหลาน แคว้นตงฮั่นย่อมเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเจ้าทันทีว่าแคว้นเราลอบสังหารท่านอ๋อง
แคว้นเลี่ยหลานจะกลายเป็นผู้ผิดมหันต์ และตงฮั่นจะมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการส่งกองทัพมาเหยียบแผ่นดินเราให้จมดิน!”
“แต่ถ้าหากความจริงแล้วจงเจิ้งเสียนไม่ได้อยากให้เจ้าตายล่ะ? แต่เขาอยากยืมมือพวกข้าเพื่อทดสอบความซื่อสัตย์ของเจ้าแทน?” ซานจี๋จ้องหน้าเมิ่งฉีฮ่วนนิ่ง “เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่า หลังจากกลับมาจากแคว้นเลี่ยหลานในคราวนั้น ความสัมพันธ์ของเจ้ากับจงเจิ้งเสียนก็ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นไปอีก?”
คำพูดนี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกปั่นป่วนอยู่ในอก แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย “วิเคราะห์ได้ดี พูดต่อสิ”
“ต่อหรือ?” ซานจี๋ชะงักไป “เจ้ายังอยากรู้อะไรอีก?”
“ด้วยความฉลาดของจงเจิ้งเสียน เขาต้องระวังไม่ให้เจ้าเปิดเผยความลับเรื่องชาติกำเนิดกับข้าแน่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถาม “เจ้าใช้วิธีไหนถึงรอดพ้นหูตาเขาไปได้?”
“ฮ่า ๆ ๆ…” ซานจี๋ระเบิดหัวเราะออกมา “เมิ่งฉีฮ่วน เจ้ามันฉลาดจนน่าขนลุกจริง ๆ! ใช่แล้ว พวกข้าอาศัยจังหวะที่รอดพ้นหูตามาได้ แต่มันไม่ใช่หูตาของจงเจิ้งเสียนหรอก แต่เป็นจงเจิ้งเซวียนต่างหาก ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าแคว้นเลี่ยหลานจะยอมก้มหัวทำงานให้องค์ชายรองไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรากุมความลับเดียวกันไว้”
“เมิ่งฉีฮ่วน เจ้าคงยังไม่เข้าใจจนถึงป่านนี้ว่าในสายตาของครอบครัวฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เจ้าก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่หยิบมาใช้ยามต้องการก็เท่านั้นเอง!” นายพลซานจี๋หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูเขาด้วยสีหน้านิ่งสงบ ไม่นานนักซานจี๋ก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศผิดปกติจึงหยุดหัวเราะแล้วถามว่า “อะไรกัน? หรือว่าเจ้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว?”
“นายพลซานจี๋” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย “ในเส้นทางแห่งอำนาจ คนที่สามารถเอาตัวรอดมาได้ล้วนไม่ใช่คนโง่ แต่ข้าก็ยังอยากขอบคุณเจ้าที่บอกเรื่องชาติกำเนิดให้ข้าทราบในตอนนั้น ตอนนี้ในเมื่อข้ารู้แล้วว่าเจ้ากับจงเจิ้งเซวียนเริ่มสมคบคิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้าก็หมดประโยชน์สำหรับข้าแล้ว”
เมื่อได้ยิน ซานจี๋ก็หน้าถอดสี “เจ้าไม่ได้มาเพื่อคุยเรื่องชาติกำเนิดของตัวเองหรอกหรือ?!”
“ก็ใช่… และไม่ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนลุกขึ้นยืนพลางปัดเสื้อคลุม “ข้าแค่โยนช่วงเวลาที่น่าสงสัยออกไปเพียงอย่างเดียว แต่เจ้ากลับคายเรื่องที่เจ้าร่วมมือกับจงเจิ้งเซวียนออกมาจริง ๆ ในเมื่อรู้จุดเริ่มต้นที่พวกเจ้าร่วมมือกันแล้ว
การจะตามขุดรากถอนโคนพรรคพวกขององค์ชายรองจากจุดนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการสร้างอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว จงเจิ้งเซวียนวางแผนมาหลายปี ย่อมต้องมีจุดหักเหที่ทำให้งานของเขาราบรื่น ขอบคุณมากที่บอกจุดหักเหนั้นให้ข้าทราบ… พักรักษาตัวให้ดี อีกไม่นานเจ้าก็จะได้กลับบ้านแล้ว”
พูดจบเมิ่งฉีฮ่วนก็หันหลังเดินออกจากเรือนรับรอง ทิ้งให้ซานจี๋นั่งอึ้งอยู่บนเตียง เขาตามความคิดของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ทันจนยังงงว่าตนเองถูกหลอกถามจนหมดเปลือกไปได้อย่างไร
เป็นจริงอย่างที่เมิ่งฉีฮ่วนว่าไว้ หากคราวนั้นแคว้นเลี่ยหลานไม่ทำตามแผนกดดันของจงเจิ้งเสียนที่ต้องการสร้างสถานการณ์ลอบสังหารปลอม ๆ คนขององค์ชายรองที่แทรกซึมอยู่ในคณะทูตก็คงไม่มีโอกาสเข้าถึงตัวซานจี๋
จงเจิ้งเซวียนต้องการกำจัดจงเจิ้งเสียนเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ เขาแอบสร้างอิทธิพลและสะสมความมั่งคั่งมานานปี แต่การจะยึดอำนาจนั้นมีเพียงเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกองกำลังหนุนหลังที่แข็งแกร่งด้วย
ในตอนนั้นเขายังไม่อยู่ในสายตาของตระกูลชุย ดังนั้นคนของเขาจึงฉวยโอกาสนั้นบรรลุข้อตกลงกับแคว้นเลี่ยหลาน และแอบส่งข่าวเรื่องชาติกำเนิดให้เมิ่งฉีฮ่วนทราบ หวังว่าจะสร้างความร้าวฉานระหว่างเขากับองค์ชายใหญ่ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า
และการที่จงเจิ้งเซวียนได้รับการสนับสนุนจากแคว้นเลี่ยหลาน ก็ทำให้เขามีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของตระกูลชุย
เมิ่งฉีฮ่วนคิดถูกแล้ว จงเจิ้งเซวียนวางแผนมานาน และแคว้นเลี่ยหลานก็คือ ‘จุดหักเห’ สำคัญนั้น เมื่อไล่เรียงจากช่วงเวลานั้นย่อมไม่ยากที่จะตามหาเบี้ยทุกตัวที่เขาวางไว้ เพราะหลังจากได้รับการสนับสนุนจากตระกูลชุย แผนการของเขาก็ยิ่งเปิดเผยและอุกอาจมากขึ้น
เมิ่งฉีฮ่วนเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดลงในสมุดจนเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างรำไร
หิมะตกโปรยปรายมาตลอดทั้งคืน ยามเช้าตรู่ทั่วทั้งเมืองหลวงจึงดูราวกับภาพฝันที่งดงาม ชาวบ้านต่างออกมาถือไม้กวาด สวมชุดหนาเตอะเพื่อกวาดหิมะที่ทับถมอยู่หน้าบ้านพลางบ่นพึมพำว่าปีนี้หิมะมาช้ากว่าปกติ ยามอากาศยังไม่ทันหนาวจัด หิมะก็ชิงตกลงมาเสียแล้ว
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เมิ่งฉีฮ่วนเดินทางออกจากจวนแม่ทัพและก้าวขึ้นรถม้าเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่พระราชวัง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมานานหลายปี วันที่หิมะแรกตกลงมาจะไม่มีการเข้าเฝ้าเช้า หิมะแรกเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลที่ต้องเฉลิมฉลอง ดังนั้นแม้จะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เหล่าขุนนางต่างก็รู้ดีว่าไม่ต้องเข้าวังในวันนี้
ดังนั้นเมื่อขันทีหรูเข้ามาแจ้งว่าเมิ่งฉีฮ่วนขอเข้าพบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงทอดถอนลมหายใจ วางพู่กันในมือลงแล้วเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ให้เขาเข้ามา”
ภายในห้องทรงพระอักษรมีการจุดเตาทำความร้อนใต้ดินและเตาถ่านอีกสองเตา บรรยากาศจึงอบอุ่นยิ่งนัก
เมิ่งฉีฮ่วนเดินเข้ามาและทำความเคารพตามระเบียบแบบแผน ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในนั้นถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
“ข้าคือจงเจิ้งเหวินจั๋ว ขอนอบน้อมเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”