ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 420 แตกหัก
บทที่ 420 แตกหัก
สิ้นคำประกาศนั้น บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรก็พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตกตะลึงไปเนิ่นนาน ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่ได้สนใจสิ่งใด หลังจากทำความเคารพเสร็จเขาก็ยืดตัวขึ้นตรง กลิ่นอายความสูงศักดิ์รอบกายแผ่ซ่านจนยากจะมองข้าม
เนิ่นนานผ่านไป ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงโบกมือไล่คนรับใช้ข้างกายให้ออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงขันทีหรูเพียงคนเดียว ก่อนจะจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนแล้วเอ่ยถามว่า “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ฝ่าบาททรงคิดว่าข้าไม่ควรจะรู้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถามกลับไป
“มันไม่ใช่เช่นนั้น…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพยายามจะอธิบาย แต่พอนึกย้อนไปถึงสิ่งที่ตนเองทำลงไปในช่วงหลายปีมานี้ ก็รู้สึกว่าคำอธิบายนั้นช่างเบาบางและไร้น้ำหนัก จึงได้แต่ลอบถอนหายใจแล้วเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่สนใจในลาภยศสรรเสริญ”
“ดังนั้น เสด็จพี่จึงให้ข้าไปคอยสนับสนุนลูกชายของท่าน ให้ข้ากลายเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานที่ท่านวางไว้เพื่อให้ลูก ๆ ห้ำหั่นกันเอง จนกระทั่งวันหนึ่งที่หมากตัวนี้กลับมีความสามารถเหนือความคาดหมายจนกุมทิศทางของกระดานได้ ท่านจึงเริ่มคิดจะกำจัดหมากตัวนี้ทิ้งเสีย?”
เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มบาง “เดิมทีข้านึกว่าท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะรั้งข้าไว้ในเมืองหลวงเพราะอยากให้ข้าช่วยสนับสนุนองค์ชายใหญ่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าที่ท่านทำไปทั้งหมด เพียงเพราะอยากจะกำจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซากมากกว่า”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไร้คำโต้แย้ง เพราะสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดมานั้นล้วนเป็นความจริง
พระองค์คิดจะกำจัดเมิ่งฉีฮ่วนจริง ๆ เพราะชายหนุ่มเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป แม้ในราชสำนักเขาจะไม่ได้ซ่องสุมพรรคพวกมากนัก แต่หลังจากดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คุมทหารสามแสนนายในค่ายรอบเมืองหลวงได้ไม่นาน เขาก็สามารถซื้อใจทหารทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ
บวกกับชื่อเสียงของหลี่เยว่หานในเมืองหลวงที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้น แถมยังมีจวนซิงกั๋วกงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่อาจละเลยความระแวงได้
“หากเจ้าไม่ได้แต่งงานกับหลี่เยว่หาน ข้าคงไม่มีวันคิดสังหารเจ้า” ฮ่องเต้ถอนหายใจ “ใครจะไปรู้ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลอวี๋จะมีชะตากรรมเช่นนั้นในตอนนั้น และใครจะไปเดาออกว่าลูกสาวของนางจะกลายมาเป็นภรรยาของเจ้า”
“คำพูดของเสด็จพี่ช่างไร้เหตุผลนัก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ต่อให้ข้าไม่ได้แต่งงานกับหลี่เยว่หาน ท่านจะรับประกันได้หรือว่าชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่คิดทะเยอทะยานต่อบัลลังก์?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้ไม่เข้าใจ “ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งจะรู้ชาติกำเนิดของตนเองหรอกหรือ?”
“ย่อมไม่ใช่แน่นอน” เมิ่งฉีฮ่วนยอมรับอย่างเปิดเผย ในเมื่อจงเจิ้งเซวียนยังรู้ เรื่องนี้ฮ่องเต้จะรู้ช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน “ข้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดตามองค์ชายใหญ่ไปเยือนแคว้นเหลี่ยหลานแล้ว”
“…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พระองค์เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองทำพลาดไปมหันต์เพียงใด แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว…
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะลงมือกับหลี่เยว่หานหรือ?” ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หัวเราะเย็น “หากเสด็จพี่อยากจะลงมือกับนางก็เชิญตามสบายเถิด อย่างไรเสียข้ากับนางก็หย่าขาดจากกันแล้ว ตอนนี้ทะเบียนบ้านของนางถูกย้ายเข้าไปอยู่ในจวนซิงกั๋วกงเรียบร้อย คนตระกูลอวี๋ให้ความสำคัญกับเยว่หานมากเพียงใด เสด็จพี่คงพิจารณาเองได้ หากท่านอยากจะแตกหักกับจวนซิงกั๋วกง ก็เชิญทำร้ายนางได้ตามใจชอบ”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่ใช่ไม่เคยคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะใช้ไม้นี้ แต่ไม่นึกว่าเขาจะลงมือได้รวดเร็วปานนั้น ประกอบกับวันนี้เป็นวันที่หิมะแรกตกซึ่งเป็นวันหยุดราชการ หากเมิ่งฉีฮ่วนส่งคนไปจัดการเรื่องทะเบียนบ้านที่ศาลาว่าการก่อนเข้าวัง ป่านนี้ทุกอย่างคงเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
เดิมทีนึกว่าวันหยุดเช่นนี้เมิ่งฉีฮ่วนจะทำอะไรไม่สะดวก ที่ไหนได้ เขากลับอาศัยจังหวะวันหยุดราชการนี้เองพลิกสถานการณ์ทั้งหมดกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ
แน่นอนว่าฮ่องเต้ย่อมไม่อาจหมางเมินกับจวนซิงกั๋วกงได้ และในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนหย่ากับหลี่เยว่หานแล้ว นางจึงกลายเป็นคนของตระกูลอวี๋ ฮ่องเต้ไม่สามารถใช้ตัวนางมาข่มขู่เขาได้อีกต่อไป เมิ่งฉีฮ่วนในตอนนี้จึงไร้ซึ่งจุดอ่อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้ก็ลอบถอนหายใจ “หากเจ้ามีความคับแค้นใจในอก ก็จงระบายมาที่ข้าโดยตรงเถิด ไยต้องทำให้หลานชายทั้งสามคนของเจ้าต้องวุ่นวายปั่นป่วนกันไปหมดเช่นนี้!”
“คำกล่าวของเสด็จพี่ เหวินจั๋วไม่ค่อยเข้าใจนัก” เมิ่งฉีฮ่วนโต้กลับอย่างตรงไปตรงมา “องค์ชายใหญ่ฟื้นคืนชีพกลับมา นับเป็นเรื่องมงคลยิ่ง องค์ชายรองทำความผิดจริง ต่อให้ข้าไม่เปิดโปงในราชสำนัก ใต้หล้านี้ก็ย่อมได้รับรู้ ส่วนองค์ชายสามเป็นคนเที่ยงธรรม ซื่อตรง และมีผลงานการรบ ถือเป็นแบบอย่างของชายชาตรีในแผ่นดิน แล้วจะเรียกว่าวุ่นวายได้อย่างไร”
“ตามที่เจ้าว่ามา ตอนนี้หากบวกเจ้าเข้าไปอีกคน บัลลังก์ของข้านี้ ลูก ๆ ของข้าจะยังมีโอกาสอยู่อีกหรือ?” ฮ่องเต้ทอดถอนใจ “เจ้าอยากเป็นฮ่องเต้ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“ข้าไม่อยากเป็น” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย “เพียงแต่ต่อให้ข้าบอกว่าไม่อยาก พวกท่านก็คงไม่มีใครเชื่อ นอกจากองค์ชายสามแล้ว พวกท่านพ่อลูกจะมีใครบ้างที่ไม่พยายามสูบผลประโยชน์จากข้าไปพร้อมกับระแวงข้าเยี่ยงโจร?”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าตั้งใจจะสนับสนุนเจ้าสามขึ้นสู่อำนาจงั้นรึก?”
“เสด็จพี่คิดผิดแล้ว ข้ามาในวันนี้เพียงเพื่อจะบอกท่านว่า คดีการซ่องสุมพรรคพวกขององค์ชายรองนั้นเริ่มมีเบาะแสแล้ว ขอเพียงตรวจสอบย้อนไปตั้งแต่ครั้งแรกที่จงเจิ้งเสียนไปเยือนแคว้นเหลี่ยหลาน ใครก็ตามที่มีการติดต่อกับองค์ชายรองและตระกูลชุย คนผู้นั้นย่อมเป็นสมัครพรรคพวกของเขาอย่างแน่นอน”
“เจ้า…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่นึกว่าเขาจะวกกลับมาพูดเรื่องคดีของจงเจิ้งเซวียนอีก “เจ้าอยากจะเห็นข้าสั่งประหารลูกชายตัวเองขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“อำนาจชี้เป็นชี้ตายล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของเสด็จพี่ จะประหารหรือไม่ ข้าที่เป็นผู้น้อยย่อมไม่มีสิทธิ์ตัดสิน” พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ยื่นฎีกาให้ขันทีหรูที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปโดยไม่เอ่ยคำลา
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเปิดฎีกาอ่านทวนอยู่หลายรอบด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะเรียกขันทีหรูแล้วเอ่ยว่า “ไปถ่ายทอดคำสั่งของข้า ให้ร่างราชโองการประกาศฐานะของเมิ่งฉีฮ่วน… ไม่ใช่สิ ประกาศฐานะของจงเจิ้งเหวินจั๋วให้คนทั่วหล้าได้รับรู้ เขาคือองค์ชายลำดับที่เก้า ในอดีตเขามีราชทินนามว่า ‘ฉี’ ต่อไปนี้เขาคือฉีอ๋อง”
“ฝ่าบาท… นี่…” ขันทีหรูมีท่าทีลำบากใจ “ข้าน้อยขอประทานอภัยที่ต้องทูลตามตรง ตอนที่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ก็เคยประกาศตามหาตัวฉีอ๋องไปทั่ว แต่ข่าวที่ส่งกลับมาล้วนบอกว่าฉีอ๋องสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์แล้ว หากตอนนี้อยู่ ๆ ก็มีราชโองการออกมา เกรงว่าจะทำให้ผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงคิดฟุ้งซ่านไปได้…”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็หัวเราะขื่น “ข้ารู้ดี แต่เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินเขาพูดแล้ว เขารู้ชาติกำเนิดของตนเองมาตั้งแต่ตอนที่เสียนเอ๋อร์ไปแคว้นเหลี่ยหลานครั้งแรก นี่ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว เขายังไปใช้ชีวิตเป็น ‘ท่านเก้า’ อยู่ในแถบอำเภอหย่งอัน นั่นพิสูจน์ได้ว่าเขารู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นใคร แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยนับว่าตนเองเป็นคนตระกูลจงเจิ้ง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจในอำนาจเลยจริง ๆ”
“แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม เขาเริ่มรู้ถึงเจตนาสังหารของข้า จึงได้หย่าขาดกับหลี่เยว่หานและกล้ามาเปิดเผยตัวตนต่อหน้าข้า เขาไม่ใช่เมิ่งเหวินจั๋วคนเดิมที่ตั้งใจจะช่วยเหลือฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถอีกต่อไปแล้ว”
“จะว่าไป ชื่อเหวินจั๋วนี้ ข้าก็เป็นคนฝากให้เสียนเอ๋อร์ไปบอกเขาเอง เมื่อครู่ยามที่เขาเรียกแทนตนเองว่าจงเจิ้งเหวินจั๋ว เสี่ยวหรูจื่อเอ๋ย ในใจของข้ามันวุ่นวายสับสนไปหมดแล้วจริง ๆ”
ขันทีหรูได้ฟังก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “ฝ่าบาท หรือว่าพวกเราจะรอดูไปก่อนดีพ่ะย่ะค่ะ ไม่แน่ว่าฉีอ๋องอาจจะไม่ได้คิดชิงอำนาจจริง ๆ ก็ได้”
“รอไม่ได้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถอนหายใจยาว “ราชโองการฉบับนี้ต้องส่งถึงมือเขาให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นกองทัพสามแสนนายที่ค่ายทหารนั่น อาจจะยกทัพมาประชิดเมืองหลวงเมื่อใดก็ได้!”