ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 421 ฉีอ๋อง
บทที่ 421 ฉีอ๋อง
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสไม่ผิดเลยแม้แต่นิด เมิ่งฉีฮ่วนกุมอำนาจในการระดมพลจากค่ายทหารรอบนอกเข้าปิดล้อมเมืองหลวงได้ทุกเมื่อจริง ๆ
การเข้าวังในวันนี้ นอกเหนือจากการยื่นฎีกาเพื่อกดดันให้ฮ่องเต้สืบสวนจงเจิ้งเซวียนอย่างถอนรากถอนโคนแล้ว จุดประสงค์หลักอีกประการคือการทวงคืนฐานะที่แท้จริงของตนเอง ฐานะนี้… หากเขาไม่ต้องการเขาก็สามารถละทิ้งมันไปได้ แต่เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนหยิบฉวยมันไปเหยียบย่ำเล่นตามใจชอบ
ในอดีตเขาไม่เคยใส่ใจ เพราะมองว่ามันเป็นเพียงชื่อนอกกาย หากคนในตระกูลจงเจิ้งยังพอมีดีอยู่บ้าง การช่วยสนับสนุนหลานชายผู้ปรีชาสามารถขึ้นครองบัลลังก์แล้วตนเองปลีกวิเวกไปใช้ชีวิตตามป่าเขาก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย
ทว่าตอนนี้เขาไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป ในเมื่อทั้งผู้ที่กุมอำนาจอยู่และผู้ที่กำลังตะเกียกตะกายขึ้นสู่อำนาจต่างก็คิดจะเอาชีวิตเขา และขยาดกลัวเขาประหนึ่งสัตว์ร้าย เช่นนั้นเขาก็จำเป็นต้องทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของตนเองกลับมา
หากเขาจะต้องตาย เขาก็ไม่ได้ห่วงอาลัยชีวิตตัวเองนัก แต่เขาไม่ต้องการให้หลี่เยว่หานต้องมีชะตากรรมเหมือนพระชายา ที่ต้องกลายเป็นหม้ายตั้งแต่ยังเยาว์และต้องกัดฟันเลี้ยงลูกมาเพียงลำพัง โดยมีเพียงยศถาบรรดาศักดิ์ว่างเปล่าคอยค้ำคอไปชั่วชีวิต เรื่องนั้นมันช่างโหดร้ายต่อนางเกินไป
เขาทนเห็นนางเป็นเช่นนั้นไม่ได้จริง ๆ
เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพ เมิ่งฉีฮ่วนได้เชิญนายพลซานจี๋ที่วันนี้ดูมีสง่าราศีขึ้นมากมานั่งดื่มชาที่ห้องโถง เพียงครู่เดียวคนจากในวังก็เดินทางมาถึงเพื่อประกาศราชโองการ
ใจความระบุอย่างชัดแจ้งว่า เมิ่งฉีฮ่วนคือพระโอรสองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้ บัดนี้ได้กลับคืนสู่ราชวงศ์ตามระเบียบแบบแผน และได้รับพระราชทานราชทินนามว่า ‘ฉี’ ต่อไปนี้คือ ‘ฉีอ๋อง’ แม้แต่จวนแม่ทัพเหล็กแห่งนี้ ก็ไม่ต้องเรียกว่าจวนแม่ทัพอีกต่อไป แต่ให้เปลี่ยนเป็น ‘จวนฉีอ๋อง’ แทน
สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนยังคงนิ่งสงบไร้ความตื่นเต้น เขาขานรับราชโองการอย่างเรียบเฉย ก่อนจะให้เฮ่อเจิ้งเทียนมอบรางวัลแก่ขันทีผู้เชิญราชโองการ จากนั้นจึงยอมให้ช่างหลวงวัดตัวเพื่อตัดเย็บฉลองพระองค์ลายมังกรคาบแก้ว พอเสร็จสิ้นธุระ เขาก็กลับไปนั่งจิบชากับนายพลซานจี๋ต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เจ้าไม่อยากพูดอะไรหน่อยหรือ?” ซานจี๋มองชายหนุ่มที่ยังคงสงบนิ่งด้วยความฉงน
“จะให้พูดอะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนถามกลับเสียงเรียบ “จะให้ข้าบอกความรู้สึกในตอนนี้งั้นหรือ? ข้าไร้ความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น สำหรับข้าแล้ว การได้เป็นอ๋องหรืออัครเสนาบดีหาใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดีแต่อย่างใด”
ซานจี๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เมื่อเช้านี้ข้าได้ยินมาว่า เจ้าส่งภรรยาออกจากจวนไปอยู่บ้านเดิมตั้งแต่เมื่อคืน? ทำไมกัน… เจ้ากลัวว่าภัยจะมาถึงครอบครัวงั้นหรือ?”
“นายพลซานจี๋คิดว่า ในเมื่อข้าตัดสินใจทวงคืนฐานะของตนเองแล้ว ข้ายังจะยอมให้สตรีบ้านป่ามาเป็นพระชายาอยู่อีกหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางเผยรอยยิ้มที่มุมปาก “ยามนี้ข้าคือฉีอ๋อง ฐานะสูงส่งยิ่งกว่าองค์ชายทั้งสามเสียด้วยซ้ำ ข้าจะเลือกหญิงสาวสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่คนไหนก็ได้ เหตุใดข้าต้องยกย่องเชิดชูหญิงชาวบ้านนางหนึ่งให้มาเป็นหน้าเป็นตาด้วยเล่า?”
เขาพูดพลางส่ายหน้าเบา ๆ “นั่นมันช่างเสื่อมเสียเกียรติเกินไป”
นายพลซานจี๋หรี่ตามองเขา ในใจกลับไม่เชื่อคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
แม้เขาจะไม่ได้คลุกคลีอยู่ในเมืองหลวง แต่ก็พอได้ยินมาบ้างว่าเมิ่งฉีฮ่วนให้ความสำคัญกับหลี่เยว่หานมากเพียงใด ผู้ชายเช่นนี้หรือจะยอมทอดทิ้งสตรีที่เคยประคับประคองไว้ในกลางฝ่ามือเพียงเพราะได้ดีมีอำนาจ
ซานจี๋จึงค่อนข้างมั่นใจว่า การที่เมิ่งฉีฮ่วนส่งตัวนางไปและหย่าขาดจากกันนั้น เป็นเพียงการกระทำเพื่อปกป้องหลี่เยว่หานเท่านั้น
เพราะเขารู้ดีว่า เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาดำรงตำแหน่งอ๋อง อำนาจต่อรองในราชสำนักจะเพิ่มพูนมหาศาล แม้แต่บัลลังก์ทองนั่น เขาก็ดูจะมีสิทธิ์ครอบครองมากกว่าองค์ชายคนอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ
อีกทั้งเขายังเคยเป็นที่ปรึกษาให้รัชทายาทมาถึงสองพระองค์ และในช่วงเวลานั้นเขาก็สร้างผลงานใหญ่ไว้มากมาย ทั้งจงเจิ้งเสียนและจงเจิ้งเซวียนต่างก็ได้รับอานิสงส์จากเขา
ยังไม่นับว่าตัวเมิ่งฉีฮ่วนเองเป็นคนจัดการจงเจิ้งเซวียนจนสิ้นฤทธิ์ เปิดโปงความผิดทั้งหมด แถมยังถอนคุณไสยให้ผู้คนมากมาย เพียงแค่ความดีความชอบเรื่องถอนคุณไสยอย่างเดียว ก็มีผู้คนพร้อมใจกันกระโดดเข้าร่วมเป็นพรรคพวกของเขาโดยไม่ต้องร้องขอแล้ว
ขอเพียงเมิ่งฉีฮ่วนมีใจปรารถนา การจะบีบให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นสละราชสมบัติให้นั้น คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นายพลซานจี๋ก็เริ่มมีความระแวดระวังมากขึ้น
“นายพลซานจี๋ไม่ต้องคิดมากไปหรอก อย่างไรเสียเมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงเป็นเมิ่งฉีฮ่วน ต่อให้โลกภายนอกจะเรียกข้าว่าจงเจิ้งเหวินจั๋ว แต่ข้าก็ยังเป็นคนเดิม” เมิ่งฉีฮ่วนดูเหมือนจะอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก เขาชงชาใหม่แล้วยกขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
“เจ้าไม่อยากเป็นฮ่องเต้งั้นหรือ?” อยู่ ๆ ซานจี๋ก็ถามโพล่งออกมา
“แล้วเจ้าล่ะ อยากเป็นฮ่องเต้ไหม?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถามทันควัน
ซานจี๋ถึงกับอึ้งไป
เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นหมายความว่าเมิ่งฉีฮ่วนเองก็ไม่เคยคิดเช่นกันใช่ไหม?
“ขอเพียงเจ้ามีใจปรารถนา ข้ากล้ารับประกันว่าแคว้นเลี่ยหลานจะยอมเป็นกองหนุนให้เจ้าเอง!” ซานจี๋ลดเสียงลงต่ำ
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะเบา ๆ วางถ้วยชาลงแล้วมองซานจี๋ด้วยสายตาล้ำลึก “แคว้นเลี่ยหลานใกล้จะล่มสลายอยู่รอมร่อ จะเอาปัญญาที่ไหนมาเป็นกองหนุนให้ข้า? ดินแดนเล็ก ๆ เพียงแค่นั้น มีแต่จงเจิ้งเซวียนเท่านั้นแหละที่เห็นพวกเจ้าเป็นของล้ำค่า ส่วนเจ้าเองก็ดันหลงเชื่อว่าตัวเองวิเศษวิโสจริง ๆ งั้นรึ?”
คำพูดของเขาทำให้นายพลซานจี๋หน้าเสียจนหาทางลงไม่ได้ ได้แต่แค่นเสียงฮึดฮัด “เจ้าอย่าได้ลำพองไปนัก การที่เจ้าถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องกะทันหันเช่นนี้ ย่อมมีคนมากมายจ้องจะหาเรื่องเจ้าแน่!”
“ข้าเองก็รออยู่เหมือนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนตอบเสียงเบา ก่อนจะเงียบเสียงลงและตั้งใจชงชาต่อไป โดยรั้งให้ซานจี๋นั่งอยู่เป็นเพื่อนโดยที่ฝ่ายหลังไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่
—
ทางด้านจวนซิงกั๋วกง
ข่าวเรื่องเมิ่งฉีฮ่วนได้รับแต่งตั้งเป็นฉีอ๋องแพร่กระจายมาถึงจวนอย่างรวดเร็ว อวี๋เจ๋อฟางและภรรยาต่างพากันถอนหายใจด้วยความกังวล ส่วนหลี่เยว่หานยังคงนอนหลับสนิทไม่ยอมตื่น
“เยว่หานเป็นอย่างไรบ้าง” อวี๋เจ๋อฟางเดินเข้าออกห้องนอนลูกสาวมาหลายรอบแล้ว “ดูเหมือนคนถูกวางยาให้นอนหลับ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่!”
“เด็กคนที่มาส่งบอกว่า พ่อหนุ่มเมิ่งเป็นคนป้อนยาให้เยว่หานกินเอง คาดว่าคงจะหลับไปสักสองสามวัน” ฟางจื่อหลานเองก็ถอนหายใจเช่นกัน “ไม่รู้ว่าหากนางตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองหย่ากับเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว แถมเขายังกลายเป็นฉีอ๋องไปอีก นางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร”
“ฮูหยิน เจ้าต้องคอยดูแลเยว่หานให้ดีนะ” อวี๋เจ๋อฟางมองภรรยาด้วยแววตาแน่วแน่ “พ่อหนุ่มเมิ่งไม่ใช่คนไร้น้ำใจ แม้ข้าจะแปลกใจที่จู่ ๆ เขากลายเป็นฉีอ๋อง แต่การที่เขาส่งเยว่หานกลับมาก่อนที่เรื่องจะเกิดขึ้น แสดงว่าทางที่เขากำลังจะเดินนั้นอันตรายยิ่งนัก การส่งนางกลับมาก็เพื่อปกป้องนางนั่นแหละ!”
“ข้าเข้าใจดี” ฟางจื่อหลานพยักหน้า แต่อดไม่ได้ที่จะมองไปยังร่างที่นอนนิ่งบนเตียงด้วยความห่วงใย “ข้าแค่กลัวว่า หากพ่อหนุ่มเมิ่งเป็นอะไรไป เยว่หานนางคงจะ…”
“เรื่องนั้นยังไม่สำคัญที่สุดในตอนนี้” อวี๋เจ๋อฟางเอ่ย “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องเยว่หาน เท่าที่ข้ารู้จักนิสัยของฝ่าบาท ต่อให้พ่อหนุ่มเมิ่งจะเป็นฉีอ๋องที่หายตัวไปจริง ๆ เขาก็ต้องมีปากเสียงกับฝ่าบาทอย่างรุนแรงแน่ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คืออย่าให้ฝ่าบาทพาลมาลงความโกรธแค้นกับเยว่หาน”
ฟางจื่อหลานได้ยินดังนั้นก็กุมมือสามีด้วยความตื่นตระหนก “แล้ว… แล้วเราควรทำอย่างไรดี? หรือว่าเราควรส่งคนไปยืนด่าหน้าจวนฉีอ๋องสักสองสามวันดีไหม? อย่างน้อยก็เพื่อให้ฝ่าบาทเห็นจุดยืนของจวนกั๋วกงเรา…”
อวี๋เจ๋อฟางขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่จำเป็น เพียงแค่ประกาศให้คนภายนอกรับรู้ว่าจวนซิงกั๋วกงกับเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปก็พอ เพราะในเมื่อเราเปิดตัวยอมรับเยว่หานอย่างเอิกเกริกไปแล้ว หากยามนี้ส่งคนไปด่าทอหน้าจวนกะทันหัน มันจะดูเหมือนเป็นการแสดงละครตบตาจนเกินไป”