ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 426 งานเลี้ยงฉลองครบเดือน
บทที่ 426 งานเลี้ยงฉลองครบเดือน
จี้ซินเยว่เป็นสตรีที่ฉลาด นางย่อมรู้ดีว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เมิ่งฉีฮ่วนถึงได้รังเกียจเดียดฉันท์นางนัก แต่จู่ ๆ กลับเปลี่ยนใจรับนางเข้าจวนมาจากตระกูลเฉิน หากบอกว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง นางไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
นางใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลเฉินมานานหลายปี ย่อมรู้ซึ้งดีว่าตระกูลเฉินมีสิ่งใดครอบครองไว้บ้าง
นางถึงขั้นรู้ความลับที่ว่า กองกำลังทหารส่วนตัวสองแสนนายที่อยู่ในความดูแลของจงเจิ้งเซวียนนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นทหารของตระกูลเฉินทั้งสิ้น จงเจิ้งเซวียนเป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูลเฉินเท่านั้น หากวันใดตระกูลเฉินเปลี่ยนใจเพียงชั่วพลิกฝ่ามือ จงเจิ้งเซวียนย่อมไม่เหลืออะไรเลย
เดิมทีจี้ซินเยว่คิดว่าชาตินี้ตนเองคงต้องเน่าตายอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน จึงไม่เคยคิดจะขัดขืน อย่างไรเสียตระกูลเฉินก็เป็นขุนนางคุณูปการผู้ร่วมก่อตั้งแคว้นตงฮั่น แม้ทายาทสายตรงจะเหลือเพียงเฉินเสวี่ยหนิงที่เป็นบุตรสาวคนเดียว แต่รากเหง้าของตระกูลเฉินนั้นกว้างขวางใหญ่โต ขอเพียงจี้ซินเยว่สงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำหน้าที่ฮูหยินตระกูลเฉินบังหน้าให้ดี การจะอยู่อย่างมั่งคั่งไปชั่วชีวิตก็มิใช่เรื่องยาก
ทว่านางรู้ดีว่าคนตระกูลเฉินไม่มีวันพอใจเพียงแค่ตำแหน่งขุนนางผู้มั่งคั่ง พวกเขามีความทะยานอยากอันยิ่งใหญ่ และต้องการเป็นตระกูลที่สามารถกุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ได้
ยามนี้เมื่อจงเจิ้งเซวียนล่มสลาย ภายในตระกูลเฉินต่างก็ถกเถียงกันว่าจะช่วยจงเจิ้งเซวียนอย่างไรดี ในหมู่พวกเขามีไม่น้อยที่คัดค้านและคิดจะสนับสนุนเจ้านายคนใหม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของจงเจิ้งเสียนหรือจงเจิ้งอวี่ ขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างก็แข็งแกร่งจนยากจะแทรกแซงได้
อย่าได้เห็นว่าจงเจิ้งเสียนแสร้งตายและออกสืบข่าวลับมานานหลายปี ทว่าเหล่าผู้ที่เคยสนับสนุนเขาในตอนนั้นกลับไม่มีใครเปลี่ยนพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย ย่อมเห็นได้ชัดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาจงเจิ้งเสียนไม่ได้เพียงแค่ซุ่มรอจังหวะจัดการจงเจิ้งเซวียนเท่านั้น แต่เขาน่าจะใช้การสืบข่าวบังหน้าเพื่อบ่อนทำลายรากฐานของตระกูลเฉินไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้นตระกูลเฉินจึงไม่มีทางเป็นพันธมิตรกับจงเจิ้งเสียนได้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือจงเจิ้งอวี่
เดิมทีตระกูลเฉินยังปวดหัวว่าจะเข้าหาจงเจิ้งอวี่ได้อย่างไร ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ แม่ทัพม้าเหล็กจะกลายเป็นฉีอ๋องไปเสียได้ และไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัว เมิ่งฉีฮ่วนหรือจงเจิ้งมู่ชวนในยามนี้ ก็ได้ส่งคนมาสู่ขอจี้ซินเยว่แม่หม้ายของตระกูลเฉิน
ตระกูลเฉินย่อมยินดีที่จะมอบน้ำใจนี้ให้ จึงรีบส่งตัวจี้ซินเยว่มาทันที ความรวดเร็วนั้นทำให้จี้ซินเยว่เองยังตั้งตัวไม่ติด และทิ้งจี้ฟูเหรินที่อาการร่อแร่ใกล้ตายไว้ที่ตระกูลเฉินเพียงลำพัง
“ถึงจะเป็นเพียงงิ้วฉากหนึ่งแล้วอย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนมองจี้ซินเยว่ที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางน่าสงสารด้วยสายตาเรียบเฉย น้ำเสียงไร้ความรู้สึก “เจ้าคิดว่าหากไม่มีเจ้าแล้ว เปิ่นหวางจะแสดงงิ้วฉากนี้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
“หึ ท่านช่างเก่งกาจนักนะ ถ้าท่านเก่งจริง เหตุใดต้องส่งนังตัวดีหลี่เยว่หานนั่นไปให้พ้นตัวด้วยเล่า!” จี้ซินเยว่แผดเสียงด่าอย่างไม่ยินยอม
เพียะ!
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงบนใบหน้าของจี้ซินเยว่อย่างแรง “เจ้าจำใส่หัวไว้เสียว่า ยามนี้เจ้าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น หากทำให้เปิ่นหวางไม่พอใจขึ้นมา ต่อให้ฆ่าเจ้าทิ้ง ตระกูลเฉินก็คงไม่ว่าอะไร อย่างไรเสียเจ้าก็บอกเองมิใช่หรือว่าตระกูลเฉินยังมีคุณหนูใหญ่เฉินเสวี่ยหนิงอยู่อีกคน ซึ่งเหมาะที่จะคู่กับองค์ชายสามพอดี”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น จี้ซินเยว่ก็เบิกตากว้าง มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่าน… ท่านไร้น้ำใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“กับเจ้า เหตุใดข้าต้องมีน้ำใจด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเสียงเรียบ “คนอื่นไม่รู้ แต่ในใจเจ้าคงรู้ดีที่สุดมิใช่หรือว่า ใต้เท้าเฉินในปีนั้นตายได้อย่างไร?”
จี้ซินเยว่ปิดปากเงียบสนิททันที ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
ใช่แล้ว ความตายของใต้เท้าเฉินในปีนั้น นางมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก หากนางไม่ลอบส่งคนไปเอาเสื้อผ้าของคนป่วยวัณโรคมาซ่อนไว้ในห้องหนังสือของเฉินเหอหยวน เฉินเหอหยวนย่อมไม่มีทางติดโรคร้ายนั่นได้
ในตอนนั้น เฉินเหอหยวนรู้สึกว่าตนเองอายุมากเกินไป การได้แต่งกับจี้ซินเยว่ถือว่าทำให้นางต้องลำบาก ดังนั้นแม้จะแต่งงานกันมาหลายปี ทั้งสองกลับแยกห้องนอนกันเสมอ ทุกวันที่เฉินเหอหยวนกลับถึงจวน เขามักจะหมกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพราะเป็นคนบ้าตำรา
จี้ซินเยว่อาศัยจุดนี้ วางแผนให้เฉินเหอหยวนติดวัณโรค และในยามที่เขาป่วยหนักนอนซมอยู่บนเตียง นางยังพาแม่ของเฉินเหอหยวนมาที่ข้างเตียงเขาด้วย สุดท้ายเฉินเหอหยวนจึงต้องสิ้นใจไปด้วยความคับแค้นใจ และหลังจากนั้นไม่นานเฉินฟูเหรินผู้เฒ่าก็ตรอมใจตายตามไป
เรื่องทั้งหมดนี้จี้ซินเยว่คิดว่าตนเองทำได้อย่างแนบเนียนมาโดยตลอด หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสงสัยเลยสักนิด
แต่เมิ่งฉีฮ่วนและคนตระกูลเฉินกลับรู้เรื่องนี้ดี
จี้ซินเยว่เพิ่งจะมารู้ในยามนี้เองว่า ที่เฉินเหอหยวนถูกนางจัดการได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น เป็นเพราะความคิดของเขาขัดแย้งกับคนทั้งตระกูลเฉิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ความตายของเฉินเหอหยวนคือสิ่งที่คนตระกูลเฉินปรารถนาอยู่แล้ว เพียงแต่คนที่ลงมือกลับกลายเป็นจี้ซินเยว่ ทำให้นางมีชนักติดหลังจนล้างตัวไม่สะอาดตลอดไป
“หากในใจท่านไม่มีข้า เหตุใดในตอนแรกถึงได้ทำให้ข้าต้องฝันไปไกลเช่นนั้น” จี้ซินเยว่ที่หมดเรี่ยวแรงจะอาละวาด ได้แต่มองตามหลังเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังจะเดินจากไปพลางพึมพำถามออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนหยุดชะงักฝีเท้าที่หน้าประตูแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เคยให้ความหวังใด ๆ แก่เจ้า ในสายตาเจ้าตอนนั้น ข้าก็เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่งในเมืองหลวงเหมือนคนอื่น ๆ ที่เจ้าให้ความสนใจข้า ก็เพียงเพราะข่าวลือเรื่องของเราที่แพร่สะพัดไปทั่วเท่านั้น ความรักของเจ้าน่ะ มันมาจากเรื่องซุบซิบหลังมื้ออาหารของชาวบ้าน เป็นภาพลักษณ์ที่เจ้าดิ้นรนอยากจะเป็นให้ได้เองต่างหาก”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
หิมะในเมืองหลวงตก ๆ หยุด ๆ ไม่ยอมสิ้นสุดเสียที
หลังจากหลี่เยว่หานกลับมาจากโรงเตี๊ยมปาเซียนมายังจวนซิงกั๋วกง นางก็ถูกฟางจื่อหลานตำหนิขนานใหญ่ และถูกบังคับให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องนานถึงสองวัน จนกระทั่งพ้นช่วงอยู่ไฟพอดี เดิมทีจวนซิงกั๋วกงตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงฉลองครบเดือน แต่หลี่เยว่หานปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ายามนี้อากาศหนาวเหน็บ การจัดงานเลี้ยงจะทำให้เด็ก ๆ ลำบากเปล่า ๆ
ทว่าฟางจื่อหลานไม่ยอม นางยืนกรานจะจัดงานเลี้ยงนี้ให้ได้ เพื่อต้องการให้ทุกคนในเมืองหลวงเห็นชัด ๆ ว่า ถึงแม้หลี่เยว่หานจะตัดขาดกับจวนฉีอ๋องไปแล้ว แต่นางยังคงเป็นแก้วตาดวงใจของจวนซิงกั๋วกงเสมอ
ด้วยเหตุนี้ ท่านโหวผู้เฒ่าถึงกับมาเกลี้ยกล่อมหลี่เยว่หานด้วยตนเอง นางจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมตกลง
ในวันจัดงานเลี้ยงฉลองครบเดือน ท้องฟ้าในเมืองหลวงกลับมาแจ่มใสอย่างน่าประหลาด ฟางจื่อหลานตื่นแต่เช้ามาเลือกชุดใหม่ที่สั่งตัดให้หลี่เยว่หาน โดยเลือกชุดกระโปรงนวมสีอ่อนที่ดูหรูหราสง่างามที่สุด จากนั้นยังคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอก คาดผ้าพันหน้าผากกันลมหนาว และเกล้าผมอย่างประณีตดูอ่อนหวาน ก่อนจะพานางเข้าสู่งานเลี้ยง
งานเลี้ยงของจวนซิงกั๋วกงย่อมมีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนต่างพากันกล่าวคำอวยพรที่เป็นมงคลแก่หลี่เยว่หาน ซึ่งนางก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนดูไม่ออกเลยว่ามีความโศกเศร้า ราวกับว่าเรื่องการหย่าร้างกับฉีอ๋องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
“ของกำนัลจากจวนฉีอ๋องมาถึงแล้ว—” จู่ ๆ คนเฝ้าประตูก็ขานชื่อด้วยเสียงอันดัง ทำให้ทุกคนในงานเหมือนถูกกดปุ่มหยุดนิ่ง คำพูดที่ค้างอยู่ในปากต่างถูกกลืนลงคอ และพร้อมใจกันหันไปมองที่ประตูใหญ่
ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีแดงสดใสเดินนวยนาดเข้ามาโดยมีสาวใช้คอยพยุง แขกผู้มาเยือนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจี้ซินเยว่
“หม่อมฉันคารวะท่านโหว คารวะกั๋วกงฟูเหริน” จี้ซินเยว่คลุกคลีอยู่ในวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงมานาน กิริยามารยาทจึงไร้ที่ติ “จวนฉีอ๋องได้รับเทียบเชิญจากจวนซิงกั๋วกง ท่านอ๋องจึงสั่งให้หม่อมฉันนำของกำนัลมามอบให้ค่ะ”
พูดจบ จี้ซินเยว่ก็โบกมือเรียกให้บ่าวรับใช้ขนของเข้ามาในจวน
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของฟางจื่อหลานก็มืดมนลงทันที นางเอ่ยปากขัดขึ้นมาในทันใด “ช้าก่อน! จวนซิงกั๋วกงของข้าไม่เคยส่งเทียบเชิญไปที่จวนฉีอ๋อง และไม่กล้ารับของกำนัลจากจวนฉีอ๋องด้วย ชายารองฉีอ๋องเชิญกลับไปเสียเถิด!”