ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 427 มู่หวังเฟยเสด็จ
บทที่ 427 มู่หวังเฟยเสด็จ
สิ้นเสียงของฟางจื่อหลาน ใบหน้าของจี้ซินเยว่สั่นกระตุกอย่างรุนแรง ทว่านางยังคงฝืนรักษาพยามยามยิ้มพลางเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะได้รับเทียบเชิญหรือไม่ วันนี้เป็นงานเลี้ยงครบเดือนของบุตรท่านอ๋อง จวนฉีอ๋องส่งของกำนัลมามอบให้ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรและถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่มีคำว่าสมควรหรือไม่สมควรทั้งนั้น หลังจากฉีอ๋องหย่าขาดกับเยว่หานบ้านเราแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีเรื่องต้องข้องแวะกันอีก เด็กทั้งสองคนนี้ฉีอ๋องก็เป็นคนส่งมาที่จวนซิงกั๋วกงด้วยตนเอง ในเมื่อแต่แรกเริ่มฉีอ๋องไม่คิดจะยอมรับเด็กสองคนนี้ เช่นนั้นงานครบเดือนของเด็กจะเกี่ยวอะไรกับฉีอ๋องด้วย!” อารมณ์ของฟางจื่อหลานเริ่มพุ่งพล่าน นางโต้กลับอย่างไม่ยอมลดราวาศอกแม้เพียงนิด
ยิ่งเห็นจี้ซินเยว่สวมชุดสีแดงสดมาในวันนี้ ก็เห็นชัดว่าจงใจมาหาเรื่องกันโดยเฉพาะ
“กั๋วกงฟูเหรินกล่าวเช่นนี้ ราวกับต้องการจะเป็นปฏิปักษ์กับจวนฉีอ๋องอย่างนั้นแหละเจ้าค่ะ” จี้ซินเยว่แย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน “ฟูเหรินกำลังแง่งอนพวกเจ้าอยู่น่ะสิ พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบนำของกำนัลไปมอบให้อดีตฮั่นหรงฟูเหรินสิ”
“ขออภัยด้วย” เดิมทีฟางจื่อหลานกำชับหลี่เยว่หานไว้ว่าห้ามเอ่ยปาก ให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของนางจัดการเอง แต่หลี่เยว่หานสุดจะกลั้นไหว นางก้าวเดินไปยืนเคียงข้างพลางคล้องแขนฟางจื่อหลานไว้ แล้วจ้องมองจี้ซินเยว่อย่างไม่เกรงกลัว
“จวนกั๋วกงไม่ได้ขัดสนถึงขนาดต้องรับของกำนัลจากจวนฉีอ๋อง ชายารองฉีอ๋อง ที่นี่คือจวนซิงกั๋วกง รบกวนท่านช่วยรักษากาลเทศะด้วย”
ยามที่หลี่เยว่หานยังไม่ปรากฏตัว จี้ซินเยว่ยังพอจะรักษาท่าทีได้บ้าง แม้ฟางจื่อหลานจะปั้นหน้ายักษ์ใส่ แต่นางก็ยังแสร้งยิ้มทำเป็นใจกว้างได้
ทว่าเมื่อเห็นหลี่เยว่หานยืนอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าอิ่มเอิบมีเลือดฝาด จี้ซินเยว่ที่ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งตัวนานนับชั่วโมงก่อนออกจากจวนก็พลันรู้สึกด้อยกว่าขึ้นมาทันที จนมาดที่รักษาไว้ถึงกับพังทลาย “จุ๊ ๆ ให้ข้าดูหน่อยสิ นี่มิใช่ฮั่นหรงฟูเหรินที่เคยชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงหรอกหรือ ยามนี้ถูกฉีอ๋องทอดทิ้งเสียแล้ว แต่ดูท่าทางจะไม่เสียใจเลยสักนิด หรือว่าเตรียมหาที่พึ่งใหม่ไว้แล้วล่ะ?”
“ชายารองฉีอ๋องช่างล้อเล่นเก่งนัก” หลี่เยว่หานจ้องมองนางด้วยท่าทีสงบสง่างาม “ถึงแม้ตัวข้ากับฉีอ๋องจะหย่าขาดกันแล้ว แต่ตำแหน่งฮั่นหรงฟูเหรินที่ฝ่าบาทพระราชทานมาให้นั้นยังมิได้ถูกเรียกคืน ตามธรรมเนียมแล้ว ชายารองฉีอ๋องเห็นข้าก็ควรจะทำความเคารพและเอ่ยคำทักทายถึงจะถูก”
หลี่เยว่หานเลิกคิ้วขึ้น ไม่เปิดโอกาสให้จี้ซินเยว่ได้ทันตั้งตัวก็นางเอ่ยต่อทันที “แน่นอนว่าหากชายารองไม่เต็มใจจะทำความเคารพก็ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนใจกว้าง ย่อมไม่ถือสาหาความกับชายารองที่เป็นเพียงเมียน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นก็ขอให้ชายารองมองดูให้ดีว่าที่นี่คือที่ไหน อย่ามาทำตัวระรานไปทั่ว!”
กล่าวจบ หลี่เยว่หานก็ตวัดสายตาคมปลาบไปยังเหล่าบ่าวไพร่ของอดีตจวนแม่ทัพที่ถือของกำนัลยืนอยู่ข้างหลังจี้ซินเยว่ “เอาของพวกนี้กลับไปให้หมด!”
ฟางจื่อหลานเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้เสียขวัญก็ลอบโล่งใจ รีบสมทบต่อทันที “จวนกั๋วกงของข้าเชิญแต่เหล่าฮูหยินและคุณหนูสายตรง ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แม้แต่ชายารองก็สามารถมาร่วมงานเลี้ยงของจวนข้าได้แล้ว เด็ก ๆ! เชิญชายารองฉีอ๋องกลับไป!”
จี้ซินเยว่ถูกฟางจื่อหลานและหลี่เยว่หานเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ชายารองฉีอ๋อง” จนเกือบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่และเกือบจะโต้เถียงออกไปหลายครั้ง
แต่นางรู้ดีอยู่ในใจว่า ตั้งแต่ที่นางแต่งงานใหม่จากตระกูลเฉินเข้าสู่จวนฉีอ๋อง อีผิ่นเก้ามิ่งของนางก็ถูกริบคืนไปแล้ว หากเรียกให้ดูดีนางคือชายารองของฉีอ๋อง แต่หากเรียกให้หยาบคาย ยามนี้นางก็เป็นเพียง “อนุ” คนหนึ่งเท่านั้น
ในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวง ชายารองไม่มีฐานะทางสังคมใด ๆ เลย ยิ่งไปกว่านั้น—
จวนฉีอ๋องไม่ได้รับเทียบเชิญจากจวนซิงกั๋วกงเลยด้วยซ้ำ เป็นจี้ซินเยว่เองที่แอบสืบทราบว่าวันนี้มีงานเลี้ยงครบเดือน จึงจงใจแจ้นมาเพื่ออวดบารมี มิเช่นนั้นนางคงไม่จงใจสวมชุดสีแดงสดมาเช่นนี้ การที่ชายารองสวมชุดสีแดงหรูหราที่เป็นของเมียเอก ย่อมกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวเราะเยาะ!
เมื่อถูกฟางจื่อหลานและหลี่เยว่หานรุมต่อว่าจนหน้าหงาย จี้ซินเยว่ก็ได้แต่ข่มกลั้นความไม่พอใจไว้อย่างสุดความสามารถ นางย่อกายทำความเคารพหนึ่งครั้งก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
หลี่เยว่หานมองตามหลังนางไปด้วยสายตาเย็นเยียบ ฟางจื่อหลานที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะค้อนตามพลางก่นด่า “ไม่เจียมตัวเสียเลยจริง ๆ กล้ามาทำตัวอัปยศถึงในจวนกั๋วกงของข้า!”
บรรดาฮูหยินที่มีความสนิทสนมกับฟางจื่อหลานต่างก็ช่วยกันตำหนิอีกสองสามคำ ก่อนจะหันมาปลอบโยนหลี่เยว่หาน
เป็นจริงดังที่หลี่เยว่หานกล่าว แม้นางจะหย่ากับเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว แต่ฐานะฮั่นหรงฟูเหรินและอีผิ่นเก้ามิ่งยังคงอยู่ อีกทั้งนางยังมีจวนซิงกั๋วกงคอยหนุนหลัง ต่อให้มีคนแอบนินทาลับหลังเรื่องที่นางถูกหย่านั้นน่าอับอายเพียงใด แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกตัวเป็นศัตรูกับนางอย่างเปิดเผย
เพราะอย่างไรเสียฐานะของนางในแวดวงสตรีชั้นสูงของเมืองหลวงก็ยังถือเป็นระดับแนวหน้าอยู่ดี
เดิมทีคิดว่าเรื่องวุ่น ๆ ของจี้ซินเยว่จะเป็นฉากเด็ดของงานแล้ว
ทว่าหลังจากนั้น ของพระราชทานที่หลั่งไหลมาจากวังหลวงดั่งสายน้ำกลับยิ่งทำให้ทุกคนงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก อีกทั้งท่าทีของมู่หวังเฟยที่ติดตามของพระราชทานมาด้วยนั้นก็น่าแปลกใจยิ่งนัก
“เยว่หานเอ๋ย สิ่งของเหล่านี้ข้ากับฮองเฮาช่วยกันคัดมาจากคลังหลวงเชียวนะ เจ้าลองดูสิว่ามีชิ้นไหนไม่ถูกใจบ้าง จะได้ส่งคืนแล้วพวกเราจะไปเลือกมาให้ใหม่!” ทันทีที่มู่หวังเฟยปรากฏตัว นางก็เข้าไปคล้องแขนหลี่เยว่หานอย่างสนิทสนม และทักทายปราศรัยกับฟางจื่อหลานอย่างเป็นกันเอง
หลี่เยว่หานยามนี้รู้แล้วว่าเหตุใดมู่หวังเฟยถึงได้กระตือรือร้นกับนางนัก คาดว่านางกับฮองเฮาคงรู้ฐานะที่แท้จริงของเมิ่งฉีฮ่วนมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ถึงได้ปฏิบัติต่อตนอย่างเมตตาเช่นนั้น
เพียงแต่ตอนนี้ตนหย่ากับเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว มู่หวังเฟยยังมีเหตุผลอะไรที่ต้องมาตีสนิทกับนางอีกล่ะ?
“ขอบพระทัยมู่หวังเฟยที่เมตตาเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานย่อกายทำความเคารพ ฟางจื่อหลานนั้นมีฐานะเป็นกั๋วกงฟูเหริน อีกทั้งยังเป็นผู้อาวุโส จึงไม่จำเป็นต้องทำความเคารพมู่หวังเฟยมากนัก แต่หลี่เยว่หานไม่กล้าเสียมารยาท
“ของที่เบื้องบนประทานมาให้ย่อมต้องเป็นของดีทั้งสิ้น เยว่หานไม่มีสิ่งใดไม่ชอบเจ้าค่ะ ขอบพระทัยมู่หวังเฟยและฮองเฮา ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาท”
คำพูดของนางฟังดูรื่นหูไร้ที่ติ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเว้นระยะห่างจากมู่หวังเฟยและฮองเฮาไปในตัว
มู่หวังเฟยย่อมรู้ดีว่าหลี่เยว่หานมีความกังวลใจ จึงไม่รบเร้าอยู่ที่หน้าประตูนานนัก นางสั่งให้คนรีบขนของเข้าไปด้านใน ก่อนจะเดินตามฟางจื่อหลานเข้าไปในงานเลี้ยง
งานเลี้ยงจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเสียที
งานเลี้ยงครบเดือนย่อมขาดการอุ้มเด็ก ๆ ออกมาอวดโฉมไม่ได้ ทุกคนต่างรู้ว่าหลี่เยว่หานคลอดฝาแฝดชายหญิง ซึ่งในแคว้นตงฮั่นถือเป็นนิมิตหมายอันมงคลยิ่ง แขกเหรื่อจึงพากันเอ็นดูอาอี้และอาหนิงตัวน้อยทั้งสองเป็นอย่างมาก ผลัดกันเข้ามาหยอกล้ออย่างสนุกสนาน
ทว่าจิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง มักจะมีคนบางพวกที่ไม่ยอมเห็นหลี่เยว่หานมีความสุข
“มีอะไรน่าดูนักหนา ก็แค่ลูกนอกคอกสองคนที่เกิดจากหญิงที่ถูกทิ้ง ไม่รู้จริง ๆ ว่าจวนซิงกั๋วกงจะจัดงานเลี้ยงให้เสียใหญ่โตทำไม!” เสียงที่ขัดหูและไม่เป็นมงคลดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หลี่เยว่หานที่กำลังอุ้มอาหนิงหยอกล้อให้ยิ้มอยู่นั้น เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ สายตาของนางก็จับจ้องไปยังผู้พูดในทันที—หยวนหลิงเอ๋อร์ คุณหนูใหญ่แห่งจวนอู่กั๋วกง
“คุณหนูใหญ่หยวนกล่าววาจาได้แปลกประหลาดนัก” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในเมื่อดูแคลนข้าและลูก ๆ เหตุใดจึงต้องมาร่วมงานเลี้ยง แต่ในเมื่อมาแล้ว เหตุใดจึงเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้คนครหาว่า จวนอู่กั๋วกงอบรมสั่งสอนบุตรหลานได้น่าผิดหวังยิ่งนัก”