ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 428 ข้าเข้าใจแล้ว
บทที่ 428 ข้าเข้าใจแล้ว
เดิมทีหยวนหลิงเอ๋อร์ก็ไม่ชอบขี้หน้าหลี่เยว่หานอยู่แล้ว แถมในใจยังแอบกระหยิ่มยิ้มย่องที่หลี่เยว่หานหย่าขาดกับเมิ่งฉีฮ่วน นางจึงได้เอ่ยปากเหยียดหยามเช่นนั้นออกมา ด้วยหลงคิดว่าสตรีที่ถูกหย่าเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้จะต้องอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ทว่าคาดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะตอกกลับได้รวดเร็วและเจ็บแสบถึงเพียงนี้…
“คำพูดของเจ้านั่นต่างหากที่น่าขำ ข้าก็แค่พูดความจริง แล้วมันกลายเป็นเรื่องอบรมสั่งสอนบุตรหลานได้น่าผิดหวังไปได้อย่างไร?” หยวนหลิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่หลี่เยว่หานอย่างไม่ยอมลดละ
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อย!” คนของจวนอู่กั๋วกงที่พาหยวนหลิงเอ๋อร์มาร่วมงานเลี้ยง เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฟางจื่อหลานเริ่มมืดมนลง ฮูหยินจากจวนอู่กั๋วกงที่พาหยวนหลิงเอ๋อร์มาร่วมงานก็รีบดึงแขนเจ้านางไว้ทันที
ทว่าหยวนหลิงเอ๋อร์กลับเป็นคนไร้สมองโดยแท้ นางสะบัดมือมารดาออกแล้วแผดเสียงดัง “ข้าพูดผิดที่ไหนกัน! หลี่เยว่หานก็เป็นแค่หญิงที่ถูกทิ้ง ส่วนเด็กสองคนนี้ก็เป็นแค่ลูกนอกคอก จวนซิงกั๋วกงจัดงานเลี้ยงให้คนสามคนนี้ ช่างขายหน้าเหล่าตระกูลขุนนางเก่าแก่เสียจริง!”
“เหอะ นี่มันตัวตลกจากที่ไหนกันเนี่ย ถึงได้ออกมาเต้นแร้งเต้นกาคึกคะนองนัก หรือว่าอยากจะเข้าจวนฉีอ๋องไปเป็นชายารองอีกคนหรือไร?” มู่หวังเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ยามนี้นางได้ยินเรื่องที่จี้ซินเยว่เพิ่งจะมาอาละวาดไปก่อนหน้านี้แล้ว ประกอบกับนางเป็นพวกคลั่งไคล้เรื่องซุบซิบเป็นทุนเดิม ย่อมมองความคิดเล็กคิดน้อยของหยวนหลิงเอ๋อร์ออกทะลุปรุโปร่ง
“มู่หวังเฟยโปรดระวังคำพูดด้วยเพคะ” ฮูหยินใหญ่จวนอู่กั๋วกงเริ่มร้อนรน หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของหยวนหลิงเอ๋อร์ย่อมป่นปี้ แล้ววันหน้าจะออกเรือนได้อย่างไร! “หลิงเอ๋อร์ยังเด็กนักย่อมไม่รู้ความ… นี่… นี่เป็นเพียงคำพูดไม่คิดของเด็ก จะถือเป็นจริงเป็นจังได้อย่างไรกัน…”
“คำพูดนี้ไม่ถูกนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานช่วยซ้ำเติมทันควัน “คุณหนูใหญ่หยวนอายุมากกว่าพี่หลันเอ๋อร์ของข้าตั้งหลายเดือน จะบอกว่ายังเด็กไม่รู้ความได้อย่างไร”
เหล่าสตรีในเมืองหลวงมักจะออกเรือนค่อนข้างช้า อวี๋หลันอายุมากกว่าหลี่เยว่หานไม่กี่เดือนทว่ายังไม่ได้หมั้นหมาย แต่หยวนหลิงเอ๋อร์คนนี้อายุมากกว่าอวี๋หลันถึงสองเดือน และได้ยินว่ากำลังอยู่ในช่วงเจรจาสู่ขอแล้วด้วยซ้ำ
“ฮั่นหรงฟูเหริน ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่พอใจเพราะคำพูดของหลิงเอ๋อร์ แต่หลิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้พูดอะไรผิด เจ้าอย่าได้หาเรื่องเติมเชื้อไฟเลย” เมื่ออู่กั๋วกงฟูเหรินเห็นหลี่เยว่หานเอ่ยปาก นางก็ปั้นหน้ายักษ์ตวาดตำหนิทันที
“การอบรมสั่งสอนของจวนอู่กั๋วกงมันเป็นยังไงกันแน่” มู่หวังเฟยเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อบุตรสาวบ้านตัวเองพูดจาไม่รู้จักกาลเทศะจนเจ้าภาพไม่พอใจ แทนที่จะสำนึก กลับมาต่อว่าเจ้าภาพว่าหาเรื่องเติมเชื้อไฟอย่างนั้นหรือ?”
พูดจบ มู่หวังเฟยก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมาว่า “อู่กั๋วกงฟูเหริน ข้าขอสมมติว่าหากท่านปู่ของบ้านท่านเพิ่งจะสิ้นลม ทุกคนในจวนกำลังโศกเศร้าอย่างหนัก แล้วข้าไปร่วมงานไว้อาลัยพลางพูดกับท่านว่า ยังไงคนเราก็ต้องตาย ตายช้าตายเร็วก็เหมือนกันนั่นแหละ อย่าเสียใจไปเลย… ท่านจะโกรธไหมล่ะ?”
อู่กั๋วกงฟูเหรินคาดไม่ถึงว่ามู่หวังเฟยจะยกเรื่องอดีตท่านโหวผู้วายชนม์มาเปรียบเปรย นางโกรธจนหน้าซีดเผือด “โปรดระวังคำพูดด้วยหวังเฟย ผู้ตายถือเป็นใหญ่ พ่อสามีของข้าล่วงลับไปหลายปีแล้ว มิควรนำมาล้อเล่นเช่นนี้”
“อ้อ ท่านก็รู้หลักการนี้ดีนี่นา แล้วเหตุใดพอนำไปใช้กับคนอื่น ท่านกลับบอกว่าเขาหาเรื่องล่ะ?” มู่หวังเฟยแค่นยิ้ม “จวนอู่กั๋วกงช่างเก่งเรื่องเลือกปฏิบัติเสียจริง”
ฟางจื่อหลานที่อยู่ข้าง ๆ แม้จะรู้สึกว่าการเปรียบเปรยของมู่หวังเฟยดูรุนแรงไปนิด แต่ด้วยความที่จวนซิงกั๋วกงและจวนอู่กั๋วกงก็ถือเป็นญาติห่าง ๆ กัน ไม่อยากให้เรื่องราวอื้อฉาวไปมากกว่านี้ จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย “วันนี้อากาศกำลังดี จวนของข้าได้เชิญคณะอวิ๋นไหลมาแสดงงิ้วด้วย การแสดงเริ่มแล้ว เชิญทุกท่านไปฟังงิ้วกันเถิด”
เมื่อฟางจื่อหลานตัดบทเช่นนี้ คนของจวนอู่กั๋วกงจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก หยวนหลิงเอ๋อร์ถูกฮูหยินหยวนกดตัวลงให้นั่งบนที่นั่งพลางกระซิบบ่นบางอย่าง ทว่าอยู่ไกลเกินกว่าจะจับใจความได้
หลี่เยว่หานไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้น นางไม่ได้ต้องการให้มู่หวังเฟยมาช่วยออกหน้า จึงไม่ได้เอ่ยขอบคุณมู่หวังเฟยแต่อย่างใด แต่นางกลับก้มลงมองอานิ่งตัวน้อยในอ้อมแขนพลางบีบแก้มสีชมพูระเรื่อนั้นเบา ๆ วางท่าทีราวกับไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องทางโลก
แม้ในงานเลี้ยงครบเดือนจะมีเหตุปะทะกันหลายครา ทว่าในที่สุดงานก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยามที่ฟางจื่อหลานส่งแขก มู่หวังเฟยเป็นคนสุดท้ายที่ยอมกลับ นางยังคงรั้งรออยู่ที่ที่นั่งไม่ยอมลุกไปไหน เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับหลี่เยว่หาน
จนกระทั่งผู้คนเกือบจะกลับหมดแล้ว มู่หวังเฟยจึงถอนหายใจยาวพลางถือไหสุราเล็ก ๆ เดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เยว่หาน “ข้ารู้ว่าในใจเจ้ามีความอัดอั้น แต่เจ้าต้องเชื่อในตัวบุรุษของเจ้านะ เขาไม่ใช่คนไร้น้ำใจเช่นนั้นหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้มู่หวังเฟย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า “ยามนั้นมู่หวังเย่ทรงเป็นผู้สนับสนุนของฝ่าบาท แล้วเหตุใดหลังจากฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ จึงยังทรงส่งคนมาลอบสังหารมู่หวังเย่ล่ะเจ้าคะ?”
สีหน้าของมู่หวังเฟยแข็งค้างไปในทันที ไหสุราหลุดมือร่วงลงพื้นเสียงดัง “เคร้ง” ริมฝีปากที่แต่งแต้มอย่างประณีตขยับสั่นเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา นางได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
เมื่อมองตามหลังมู่หวังเฟยที่เดินจากไปด้วยท่าทางอ้างว้าง หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจขึ้นมา
เรื่องที่มู่หวังเย่เป็นผู้สนับสนุนของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นนั้นเป็นเพียงสิ่งที่หลี่เยว่หานคาดเดาเอาเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางสังเกตการปฏิบัติของมู่หวังเฟยและฮองเฮา เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีหม้ายของหวังเย่ท่านอื่น มู่หวังเฟยได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
นั่นย่อมมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว คือยามนั้นมู่หวังเย่เป็นคนของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ทว่าหลังจากขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้กลับกังวลว่ามู่หวังเย่จะใช้บุญคุณที่มีต่อตนเพื่อทวงถามอำนาจ จึงตัดสินใจส่งคนไปลอบสังหารมู่หวังเย่เสีย และเพื่อเป็นการชดเชยให้แก่ครอบครัว ฮ่องเต้จึงให้ฮองเฮาคอยเชิดชูฐานะของมู่หวังเฟยให้สูงเด่นเป็นการทดแทน
คิดมาถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ลอบถอนหายใจ
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นได้ชัดว่าอยู่ฝ่ายจงเจิ้งอวี่ องค์ชายสาม แต่ไม่รู้ว่าเมื่อจงเจิ้งอวี่ขึ้นครองราชย์แล้ว เขาจะโหดเหี้ยมเหมือนฮ่องเต้หลิงอวิ๋นผู้เป็นบิดาที่ลงมือสังหารขุนนางผู้มีพระคุณอย่างเลือดเย็นหรือไม่…
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด แขกเหรื่อในจวนก็ทยอยกลับจนหมด หลี่เยว่หานรู้สึกล้าเต็มที นางจึงแจ้งฟางจื่อหลานก่อนจะเดินกลับไปยังเรือนของตน
เด็กทั้งสองถูกแม่นมรีบอุ้มไปอยู่เป็นเพื่อนท่านโหวผู้เฒ่าแล้ว เมื่อหลี่เยว่หานกลับถึงห้องจึงให้สาวใช้ช่วยล้างหน้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ พอเอนตัวลงบนเตียงนางก็ผล็อยหลับไปทันที
…
จวนฉีอ๋อง
เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมองจี้ซินเยว่ที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนแทบจะจับเป็นน้ำแข็ง
“ถ่ายทอดคำสั่งของเปิ่นหวาง ตั้งแต่วันนี้ไป ให้กักบริเวณชายารองจี้อยู่แต่ในห้อง หากไม่มีคำสั่งจากเปิ่นหวาง ห้ามใครปล่อยนางออกมาเด็ดขาด!” กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ทิ้งคำสั่งไว้เพียงเท่านั้นแล้วเดินจากไป
เมื่อมองตามหลังเมิ่งฉีฮ่วน จี้ซินเยว่รู้สึกโล่งใจในคราแรก ทว่าหลังจากนั้นกลับถูกความเศร้าโศกเข้าจู่โจม
“เมิ่งฉีฮ่วน!” นางตะโกนขึ้นมาสุดเสียง “อย่าคิดว่าหย่ากับหลี่เยว่หานแล้วจะปกป้องนางได้! ข้าจะบอกให้! บนเส้นทางแห่งการแย่งชิงอำนาจนั้นอันตรายยิ่งนัก ตราบใดที่นางเคยเป็นคนของท่าน นางก็จะเป็นคนของท่านไปตลอดกาล! ต่อให้พวกท่านหย่าขาดกัน นางก็สลัดมลทินที่เคยเป็นคนของท่านไม่หลุดหรอก!”
สิ้นเสียงนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็สะบัดมือซัดหินก้อนหนึ่งเข้าใส่แก้มของจี้ซินเยว่อย่างแม่นยำ ราวกับถูกตบเข้าอย่างแรงจนจี้ซินเยว่ต้องเงียบเสียงลงเพราะความเจ็บปวด ทว่าดวงตายังคงจับจ้องแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนไม่วางตา
จงเจิ้งอวี่ที่รออยู่ด้านนอกเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างจนปัญญา “ท่านอา จริง ๆ ที่นางพูดก็มีส่วนถูก ยิ่งท่านแสดงออกว่าตัดขาดอย่างไร้เยื่อใยกับฮั่นหรงฟูเหรินมากเท่าไหร่ ในสายตาของผู้ที่มีเจตนาร้าย มันกลับยิ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วงนางมากเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบพลางจ้องเขม็งไปที่จงเจิ้งอวี่ ครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ เอ่ยออกมาว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
วันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงก็พากันซุบซิบนินทากันให้แซ่ดว่า เมื่อคืนนี้ฉีอ๋องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อราตรีอันสำเริงสำราญกับ ‘ยอดบุปผางาม’ แห่งเมืองหลวง…