ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 429 จงเจิ้งอวี่ เจ้าช่วยใส่ใจหน่อยเถิด
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 429 จงเจิ้งอวี่ เจ้าช่วยใส่ใจหน่อยเถิด
บทที่ 429 จงเจิ้งอวี่ เจ้าช่วยใส่ใจหน่อยเถิด
จงเจิ้งอวี่มองเมิ่งฉีฮ่วนที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า อีกฝ่ายยังคงตีหน้าตายไร้ความรู้สึกและดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด หลังจากเนิ่นนานผ่านไป เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา “ท่านอา เรื่องที่ท่านก่อครานี้มันออกจะใหญ่โตไปเสียหน่อย ท่านไม่กลัวหรือว่าวันหน้าจะยากเกินกว่าจะแก้ไขให้กลับมาเป็นดังเดิมได้?”
“ไม่กลัว” ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเมิ่งฉีฮ่วนกลับฉายแววความมั่นใจอย่างประหลาด “เยว่หานเชื่อใจข้า”
ได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็ได้แต่ยกมือกุมขมับ “จะเชื่อใจอย่างไรมันก็ต้องมีขอบเขตบ้าง ท่านเคยเป็นคนที่ใส่ใจฮั่นหรงฟูเหรินมากมิใช่หรือ เหตุใดพอส่งนางไปให้พ้นตัวแล้ว สติปัญญาของท่านถึงเหมือนถูกบั่นทอนหายไปส่วนหนึ่งเช่นนี้?”
“หืม?” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาพลางตวัดสายตามองจงเจิ้งอวี่
จงเจิ้งอวี่ถึงกับสะดุ้งโหยง รีบยืดตัวนั่งตรงทันที “ข้าหมายถึง… ท่านคิดอ่านไม่รอบคอบขอรับ”
“ไม่รอบคอบอย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนถามกลับโดยสัญชาตญาณ
“ฮั่นหรงฟูเหรินอย่างไรก็เป็นเพียงสตรี อีกทั้งเพิ่งจะคลอดบุตรได้ไม่นาน ข้าเคยได้ยินเสด็จแม่กล่าวว่า สตรีหลังคลอดภายในครึ่งปีอารมณ์จะแปรปรวนได้ง่าย
ดังนั้นท่านอา การที่ท่านจงใจป่าวประกาศเรื่องคืนวันอันสำเริงสำราญกับแม่นางเยว่เซ่อ (ยอดบุปผางาม) หากฮั่นหรงฟูเหรินรู้เข้า นางอาจจะโกรธจัดจนขาดสติก็ได้…”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนฉายความวิตกกังวลออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะฝืนกดความกังวลนั้นลงไป และฝืนทำเป็นสงบนิ่งพลางเอ่ยว่า “นางโกรธน่ะดีแล้ว หากนางโกรธ คนอื่นถึงจะเชื่อจริงๆ ว่าข้าหมดสิ้นเยื่อใยต่อนางแล้ว”
จงเจิ้งอวี่มองเมิ่งฉีฮ่วนแล้วรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเมิ่งฉีฮ่วนที่ชาญฉลาดรอบรู้ ถึงได้ใช้วิธีที่โง่เขลาและดื้อดึงเช่นนี้ในการปกป้องหลี่เยว่หาน ทั้งที่ผู้ที่มีใจระแวดระวังเพียงพิจารณาเหตุผลสักนิด ย่อมมองแผนการของเมิ่งฉีฮ่วนออกทะลุปรุโปร่ง
หากมิใช่เพราะจงเจิ้งอวี่แอบยุยงให้จี้ซินเยว่ไปหาเรื่องหลี่เยว่หานอยู่หลายครั้ง ป่านนี้ปัญหาคงพุ่งเป้าไปที่หลี่เยว่หานก่อนแล้ว แม้จวนซิงกั๋วกงจะมีรากฐานที่มั่นคง แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคพวกของจงเจิ้งเสียนหรือจงเจิ้งเซวียน ต่างก็เป็นพวกมือหนักใจคอโหดเหี้ยมกันทั้งนั้น
หากคนพวกนั้นคิดจะจัดการหลี่เยว่หานอย่างจริงจัง แม้จวนซิงกั๋วกงจะระวังตัวจากอาวุธในที่แจ้งได้ แต่ก็ยากจะป้องกันลูกธนูลับในที่มืด
ในยามที่เมิ่งฉีฮ่วนดูเหมือนคนสติเลอะเลือนเช่นนี้ จงเจิ้งอวี่จึงต้องเป็นฝ่ายใส่ใจให้มากขึ้น ประกอบกับจี้ซินเยว่เป็นคนวู่วาม เพียงให้สาวใช้คนสนิทเป่าหูไม่กี่ประโยค นางก็กระโจนออกไปเป็นทัพหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
แม้จะสร้างความรำคาญใจให้หลี่เยว่หานบ้าง แต่ก็เป็นเพราะยามที่จี้ซินเยว่ไปหาเรื่องนั้น เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ออกหน้ามาปกป้องหลี่เยว่หานเลยแม้แต่นิดเดียว จึงทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่เคยสงสัยว่าสามีภรรยาคู่นี้แกล้งทำเป็นบาดหมางกันเริ่มมีความลังเลใจ
เพราะอย่างไรเสีย แค่รับมือกับเมิ่งฉีฮ่วนเพียงคนเดียวก็ตึงมือพอแล้ว หากต้องบีบคั้นจนจวนซิงกั๋วกงไปยืนฝั่งตรงข้ามด้วย ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลย
“นอกจากวิธีที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าข้ากับเยว่หานหมดสิ้นวาสนาต่อกันแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใดที่ดีกว่านี้ที่จะทำให้นางปลีกตัวออกจากความขัดแย้งนี้ได้อีก” เมิ่งฉีฮ่วนทอดถอนใจเบา ๆ “เดิมทีทุกอย่างอยู่ในความควบคุม แต่ข้าคาดไม่ถึงว่าจงเจิ้งเสียนจะยังไม่ตาย”
จงเจิ้งอวี่ลอบค่อนขอดความเศร้าสร้อยที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาของเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ในใจ ก่อนจะถามว่า “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
“รอ” เมิ่งฉีฮ่วนตอบ “คดีขององค์ชายสองค้างคามานานแล้ว ต่อให้เสด็จพ่ออยากจะรักษาชีวิตของจงเจิ้งเซวียนไว้เพียงใด แต่จนถึงบัดนี้หากพระองค์ยังไม่ตรัสถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ก็พิสูจน์ได้ว่าพระองค์ยังหาเหตุผลที่สมควรมาช่วยชีวิตจงเจิ้งเซวียนไม่ได้”
“แต่หากมีเสด็จพี่ใหญ่คอยประกันให้ บางทีเสด็จพี่รองอาจจะรักษาชีวิตไว้ได้” จงเจิ้งอวี่วิเคราะห์ด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะเสด็จพี่ใหญ่มีผลงานความดีความชอบ เสด็จพ่ออาจจะลดตัวเสด็จพี่รองลงเป็นสามัญชน แล้วให้เสด็จพี่ใหญ่ออกหน้ารับรองชีวิตไว้”
เมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบพลางจ้องเขม็งไปที่จงเจิ้งอวี่โดยไม่เอ่ยคำใด
จงเจิ้งอวี่ถูกจ้องจนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ เขาคลำหน้าตัวเองพลางถาม “หน้าข้ามีสิ่งสกปรกติดอยู่หรือ?”
“เปล่า ข้าเพียงรู้สึกว่าเจ้าเติบโตขึ้นมาก” เมิ่งฉีฮ่วนฝืนยิ้มออกมา “ตอนที่ข้ามาถึงเมืองหลวงใหม่ ๆ เจ้ายังคิดอะไรไม่ได้มากขนาดนี้ แม้จะมีพละกำลังล้นเหลือแต่กลับรู้จักแต่การใช้กำลังหักหาญ ไม่รู้กระบวนยุทธวิธีใด ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิเคราะห์สถานการณ์เช่นตอนนี้เลย”
เมื่อได้รับคำชมจากเมิ่งฉีฮ่วน จงเจิ้งอวี่ก็เริ่มรู้สึกขัดเขินขึ้นมา “ก็เป็นเพราะมีอาจารย์ดีอย่างไรเล่าขอรับ”
“การเดินทางไปทางใต้ครานี้ทำให้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนมีความอดทนขึ้นมาอย่างหาได้ยาก “เดิมทีข้านึกว่าเจ้าเป็นเพียงท่อนไม้ผุ ยามนี้ดูท่าคงพอจะขุนขึ้นมาได้บ้าง”
แม้คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนจะฟังดูระคายหูไปบ้าง แต่จงเจิ้งอวี่กลับรู้สึกยินดียิ่งนัก “จริงหรือขอรับ! ข้ารู้ว่าตอนแรกท่านอามายืนอยู่ข้างข้าเพราะรับคำสั่งจากเสด็จพ่อ แต่การที่ได้รับคำยืนยันจากท่านเช่นนี้ พิสูจน์ได้ว่าข้าเองก็มีความสามารถพอที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นได้!”
“เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งคู่ต่อสู้ของเจ้าจะกลายเป็นข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลง “หากจะว่ากันตามลำดับศักดิ์ ข้าเป็นท่านอาของพวกเจ้า ย่อมมีความชอบธรรมมากกว่า”
สิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวนั้นไม่ผิด หากวันหนึ่งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะส่งต่อราชบัลลังก์ ตัวเขาที่เป็นฉีอ๋องย่อมเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง รองลงมาจึงจะเป็นบรรดาองค์ชายทั้งหลาย นี่คือกฎมณเฑียรบาลที่ปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นตงฮั่นทรงบัญญัติไว้
“ท่านจะทำหรือ?” จงเจิ้งอวี่มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยท่าทางผ่อนคลาย “ท่านอาไม่ต้องมาขู่ข้าหรอก ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้คบหากันอย่างลึกซึ้ง แต่ข้ารู้ดีว่าภายในใจของท่านนั้นคะนึงถึงชีวิตในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นกับฮั่นหรงฟูเหรินมากเพียงใด หากท่านนั่งบนบัลลังก์ ท่านจำต้องแยกทางกับนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นท่านไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยกยิ้มบาง ๆ “เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือว่าข้าจะยอมทิ้งปฐพีและอำนาจเหนือผู้คนเพื่อสตรีเพียงนางเดียว?” เมิ่งฉีฮ่วนเปลี่ยนท่าทางนั่งด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายยิ่งขึ้น “เพราะหากมีอำนาจล้นฟ้าแล้ว อยากจะได้สตรีเช่นไรย่อมได้ทั้งสิ้น”
“หากท่านอาต้องการจริง ๆ ท่านไม่จำเป็นต้องมาประจบเอาใจข้าเช่นนี้ ท่านสามารถบีบบังคับเสด็จพ่อให้สละราชย์ได้ทันที เพราะในมือของท่านถือครองตราพยัคฆ์อยู่มิใช่หรือ” จงเจิ้งอวี่ฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส “แต่ท่านอาไม่ได้ทำเช่นนั้น และเฝ้ารอให้ทางเสด็จพี่ใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด นั่นพิสูจน์ได้ว่าท่านอาไม่ได้ปรารถนาในตำแหน่งนั้นเลย”
“จงเจิ้งอวี่” เมิ่งฉีฮ่วนมองเขา สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน “ใครกันที่ให้ความมั่นใจแก่เจ้าเช่นนี้? เจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือว่า ที่ข้ายังไม่ก่อการในตอนนี้ เพียงเพราะไม่อยากแบกรับชื่อว่าเป็นกบฏเท่านั้น?”
“เอ่อ…” จงเจิ้งอวี่ที่เดิมทีกำลังลำพองใจ ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกเมิ่งฉีฮ่วนย้อนกลับมาเช่นนั้น
“เป็นคนหนุ่มอย่าได้มองโลกตื้นเขินนัก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเบือนหน้าไปจิบน้ำชา ไม่สนใจจงเจิ้งอวี่อีก
เรื่องนี้ทำให้จงเจิ้งอวี่ได้แต่คลำจมูกอย่างเก้อเขิน “เช่นนั้นท่านอาจะอธิบายเรื่องยอดบุปผางามให้ฮั่นหรงฟูเหรินฟังเสียหน่อยไหมขอรับ? ข้าเกรงว่าหากท่านไม่อธิบาย ท่านอาสะใภ้อาจจะเข้าใจท่านผิดไปจริง ๆ”
“ไม่พูด” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่ได้คิดจะขัดขวางไม่ให้นางเข้าใจผิดอยู่แล้ว ข้าเชื่อมั่นในความรักระหว่างเรา เยว่หานฉลาดกว่าเจ้านัก สิ่งที่เจ้าคาดการณ์ได้ นางย่อมมองออกเช่นกัน”
“เอาเถิดขอรับ” จงเจิ้งอวี่รู้ว่าตนคงเตือนได้เพียงเท่านี้ “ในเมื่อวันนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”
“เดี๋ยวก่อน” ยามที่เห็นจงเจิ้งอวี่กำลังจะเดินจากไป เมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยรั้งไว้ ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนใส่ตักของจงเจิ้งอวี่ “หากไม่มีธุระก็อย่าไปตอแยจี้ซินเยว่นัก สตรีนางนี้ค่อนข้างประหลาด”
จงเจิ้งอวี่ชะงักไป เขาเลื่อนสายตาลงมองของบนตักแล้วก็ต้องตกใจสุดขีด ของที่เมิ่งฉีฮ่วนโยนมาให้นั้น ที่แท้กลับเป็น ตราประทับส่วนตัว ที่เขามักจะพกติดกายไว้นั่นเอง!