ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 430 องค์ชายใหญ่มาเยือนจวนฉีอ๋อง
บทที่ 430 องค์ชายใหญ่มาเยือนจวนฉีอ๋อง
“ไม่ต้องตกใจไป ข้าได้มันมาจากจี้ซินเยว่น่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนมองเห็นแววตาที่เหลือเชื่อของจงเจิ้งอวี่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “แม้ข้าจะรู้ว่าเจ้าจงใจยั่วความโกรธจี้ซินเยว่ให้นางไปหาเรื่องเยว่หาน เพื่อให้คนภายนอกมั่นใจว่าข้ากับเยว่หานแตกหักกันจริง ๆ แต่เรื่องเช่นนี้วันหน้าอย่าทำอีก จี้ซินเยว่นั้นฉลาดฉ้อฉลและมีจิตใจไม่เที่ยงธรรม หากนางคิดจะวางแผนเล่นงานเจ้าขึ้นมา เจ้าจะมีแต่เสียกับเสีย”
จงเจิ้งอวี่นึกอยากจะโต้แย้งคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน แต่เมื่อก้มมองตราประทับส่วนตัวในมือ เขาก็ได้แต่อ้าปากค้างและไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้เลย
“กลับไปเถิด วันหน้าก็หัดใส่ใจและระแวดระวังให้มากขึ้น” นานทีปีหนที่เมิ่งฉีฮ่วนจะมีความอดทนพูดกับจงเจิ้งอวี่เช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขารับรู้ได้ว่าจงเจิ้งอวี่นั้นมีความปรารถนาดีและเป็นห่วงเขากับหลี่เยว่หานจากใจจริง
หลังจากลาเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว จงเจิ้งอวี่ก็เดินออกจากจวนฉีอ๋องไปด้วยความรู้สึกที่สับสนและซับซ้อน
เมื่อส่งจงเจิ้งอวี่กลับไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็นั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องโถงเพียงลำพัง จนกระทั่งความมืดมิดมาเยือน เขาจึงเอ่ยขึ้นลอย ๆ ไปยังทิศทางหนึ่งว่า “ในเมื่อมาถึงแล้ว ไม่คิดจะดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนค่อยไปหรือ”
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เฝ้าอารักขาอยู่ข้างกายเมิ่งฉีฮ่วนพลันตื่นตัวระวังภัย ทว่ากลับเห็นร่างในชุดสีขาวนวลค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มละไม ดูเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างามราวกับหยกสลัก “พี่เหวินจั่วยังคงมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเหมือนเมื่อก่อนไม่เปลี่ยน”
“เจ้าควรเรียกเปิ่นหวังว่าท่านอาถึงจะถูก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย “คนที่ออกมาจากเกาะถงเซิงได้ จะมีสักกี่คนที่ประสาทสัมผัสไม่เฉียบคม เจ้าพูดเช่นนี้ดูเหมือนกำลังหัวเราะเยาะข้าเสียมากกว่า”
จงเจิ้งเสียนไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาขยับเข้าไปนั่งลงตรงข้ามกับเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเป็นธรรมชาติ เมิ่งฉีฮ่วนหยิบถ้วยชาที่จงเจิ้งอวี่เคยใช้แยกออกมาวางไว้ด้านข้าง แล้วจุ่มลงในอ่างน้ำข้างกายพร้อมกับถาดรอง จากนั้นจึงหยิบถาดรองใบใหม่ขึ้นมาวาง ใช้ที่คีบหยิบถ้วยชาจากน้ำเดือดจัดมาวางลงบนถาด สุดท้ายจึงยกกาน้ำชาขึ้นรินน้ำเดือดล้างถ้วยชาทั้งด้านในและด้านนอกจนทั่ว
“กิริยาการเตรียมน้ำชาของท่านในยามนี้ ช่างแตกต่างจากในอดีตราวกับเป็นคนละคน” จงเจิ้งเสียนมองถ้วยชาที่ถูกน้ำเดือดราดซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลันอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ท่วงท่าของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นเนิบนาบสม่ำเสมอ ทุกหยิบหย่งดูไหลลื่นดุจสายน้ำ สบายตาชวนมองยิ่งนัก “นับจากนี้พวกเราอยู่กันคนละฝ่าย หากข้าไม่ล้างถ้วยชาด้วยน้ำเดือดให้เห็นกับตาถึงสามรอบ เกรงว่าเจ้าคงไม่กล้าดื่มน้ำชาของเปิ่นหวัง”
ได้ยินเช่นนั้น ท่าทีสุภาพบุรุษผู้ถ่อมตัวของจงเจิ้งเสียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ท่านยังชอบล้อเล่นเหมือนเดิม”
“เมื่อก่อนอาจจะล้อเล่น แต่ยามนี้ไม่ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางใช้ช้อนตักใบชาใหม่ใส่ลงไป การปลุกชาและรินชาทำได้อย่างต่อเนื่องเพียงชั่วอึดใจ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำชาอบอวลไปทั่วห้องโถงและขจรขจายออกไปไกล
“เหวินจั๋ว” จงเจิ้งเสียนมองน้ำชาตรงหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงคงเดิม “เหตุใดเราไม่มาร่วมกันครองแผ่นดินเล่า?”
“ร่วมกันครองแผ่นดิน?” เมิ่งฉีฮ่วนราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันที่สุด เขาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาต่อหน้าจงเจิ้งเสียน “องค์ชายใหญ่คงจะลืมไปแล้วกระมัง หากจะมีการสืบทอดบัลลังก์ตามลำดับ เปิ่นหวังนี่แหละคือผู้ที่มีสิทธิ์สืบทอดเป็นอันดับหนึ่ง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งของจงเจิ้งเสียนก็เริ่มปรากฏรอยร้าว “หากเป็นเช่นนั้น แล้วสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ในยามนี้คืออะไรกัน?”
“ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เปิ่นหวังกำลังรักษาตัวรอดอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยท่าทางผ่อนคลาย “หรือองค์ชายใหญ่คิดว่าเปิ่นหวังเพียงแค่อยากจะสนับสนุนองค์ชายสามให้ขึ้นสู่ตำแหน่งโอรสสวรรค์เท่านั้น?”
“แต่นั่นไม่เห็นจะจำเป็น…” จงเจิ้งเสียนเริ่มมีท่าทีร้อนรน
“ไม่จำเป็นเรื่องอะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนมองจงเจิ้งเสียนด้วยสายตารู้ทัน “ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวรอด หรือไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับองค์ชายสามวางแผนใหญ่? ในเมื่อองค์ชายใหญ่สามารถใช้ละครฉากนั้นตบตาผู้คนจนรอดพ้นมาได้ แล้วเปิ่นหวังจะมั่นใจได้อย่างไรว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มขององค์ชายใหญ่ในยามนี้ จะไม่มีแผนการร้ายซ่อนอยู่?”
ความสง่างามของจงเจิ้งเสียนถูกเมิ่งฉีฮ่วนทำลายลงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขาเก็บงำความอ่อนโยนบนใบหน้าแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ท่านรู้ดีว่าเสด็จพ่ออยู่ข้างข้า ท่านแน่ใจแล้วหรือที่จะร่วมมือกับเจ้าสามมาเป็นศัตรูกับข้า?”
“องค์ชายใหญ่ดูจะมั่นใจในตนเองเกินไปเสียหน่อย หากฝ่าบาทมีพระทัยให้เจ้าจริง เหตุใดจึงแต่งตั้งองค์ชายสามเป็นรัชทายาท” เมิ่งฉีฮ่วนจิบน้ำชาจนหมดถ้วย แล้วถือถ้วยชาใบเล็กลงพินิจพิจารณาอย่างละเอียด “อย่ามาอ้างว่าก่อนหน้านี้เจ้าตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นจนไม่อาจปรากฏตัวได้ เจ้าลองตรองดูเถิด เจ้าเร้นกายหายไปถึงสองปี ตำแหน่งรัชทายาทกลับว่างเว้นไว้ตลอด เหตุใดพอมาถึงต้นปีนี้ จู่ ๆ ฝ่าบาทจึงแต่งตั้งองค์ชายสามขึ้นมา”
“นั่นก็เพราะท่านกลับมาที่เมืองหลวงในตอนนั้นอย่างไรเล่า!” จงเจิ้งเสียนเริ่มเผยแววตาที่ดุร้าย “หากท่านยังรั้งอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เสด็จพ่อก็ย่อมไม่แต่งตั้งรัชทายาท! พูดกันตามตรง เสด็จพ่อเพียงแค่ต้องการรั้งตัวท่านไว้เท่านั้น!”
“โอ้? เช่นนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างใจเย็น “ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องที่ข้าอยู่ที่หมู่บ้านแถบตะวันตกเฉียงเหนือ เช่นนั้นฝ่าบาทก็ย่อมต้องทราบเช่นกัน แต่เหตุใดเจ้าไม่ลองคิดดูเล่าว่า เพราะเหตุใดข้าถึงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาได้ตั้งสองปี แต่กลับจงใจกลับมาเมืองหลวงในปีนี้? เพียงเพราะองค์ชายสามสืบหาเบาะแสของข้ากับลูกทั้งสองของเจ้าจนเจออย่างนั้นหรือ?”
“เปิ่นหวังนึกว่าหลังจากผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำมาสองปี เจ้าควรจะเฉลียวฉลาดขึ้นกว่านี้” เมิ่งฉีฮ่วนเผยสีหน้าผิดหวัง “ไม่นึกเลยว่าเวลาผ่านไปสองปี เจ้าก็ยังคงวู่วามและถือดีเหมือนเดิม”
“…” จงเจิ้งเสียนรู้ตัวว่าตนเองคุมสติไม่อยู่ ถูกเมิ่งฉีฮ่วนยั่วความโกรธได้โดยง่าย คราวนี้เขาจึงไม่รีบร้อนโต้ตอบ แต่กลับหยิบถ้วยชาของเมิ่งฉีฮ่วนขึ้นมาจิบเบา ๆ แล้วยิ้มเอ่ยว่า “ชาหลงจิ่งอวิ๋นอู้ ชาดีจริง ๆ!”
“มันคือชาหลงจิ่งซีหูต่างหาก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มพลางหักหน้าอีกฝ่าย “จวนฉีอ๋องเล็ก ๆ ของข้า จะมีปัญญาหาชาดีอย่างหลงจิ่งอวิ๋นอู้มาดื่มได้อย่างไร”
จงเจิ้งเสียนถูกฉีกหน้าต่อหน้าต่อตาจนเริ่มจะทนไม่ไหว “ยามนี้ท่านดูแหลมคมกว่าแต่ก่อนมากนัก”
“ก็เพราะฐานะมันต่างไปจากเดิมแล้วอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มไม่ถึงดวงตา “เมื่อก่อนข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า แต่ยามนี้ข้าเป็นอาของเจ้า”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้นมาก เขาวางถ้วยชาลงบนถาดแล้วเริ่มหมุนแหวนหยกบนหัวแม่มือเล่น
จงเจิ้งเสียนที่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนขัดคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็หมดความอดทน “จงเจิ้งเหวินจั๋ว สรุปแล้วยามนี้ท่านต้องการอะไรกันแน่? หรือท่านคิดจะรับช่วงต่อบัลลังก์จากมือเสด็จพ่อจริง ๆ?”
“หากใช่แล้วจะทำไม?” เมิ่งฉีฮ่วนยอมรับอย่างไม่ปิดบัง “อำนาจที่เป็นหนึ่งในใต้หล้า เจ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนที่ปฏิเสธมันได้ลง?”
“ที่แท้ท่านก็หลอกใช้เจ้าสาม?” จงเจิ้งเสียนแสดงสีหน้าอำมหิต
“เจ้าจะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้ แม้ข้าอาจจะไม่ทำเช่นนั้นจริง ๆ ก็ตาม” เมื่อต้องเผชิญกับคำซักไซ้ของจงเจิ้งเสียน เมิ่งฉีฮ่วนกลับยังคงนิ่งสงบ สีหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“ท่านไม่กลัวหรือว่าข้าจะใช้มู่ชวนกับหลิงซีมาข่มขู่ท่าน?” จงเจิ้งเสียนโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าก็เป็นเดรัจฉานตัวจริงที่กล้าสังเวยได้แม้กระทั่งลูกในไส้ของตัวเอง” เมิ่งฉีฮ่วนตอกกลับอย่างจริงจัง
“…” จงเจิ้งเสียนถึงกับไปไม่เป็น
เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะตกต่ำถึงขั้นเลือกไปเข้าพวกกับจงเจิ้งอวี่ จึงเฝ้าหาโอกาสลอบเจรจาเป็นการส่วนตัวมาตลอด วันนี้อุตส่าห์หาโอกาสได้ ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะลื่นไหลราวกับปลาไหลเช่นนี้
จงเจิ้งเสียนพยายามหยั่งเชิงเมิ่งฉีฮ่วนอยู่นาน นอกจากจะเปิดเผยจุดประสงค์ของตนเองจนหมดเปลือกแล้ว เขายังไม่สามารถหยั่งรู้ท่าทีที่แน่ชัดของเมิ่งฉีฮ่วนได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“ท่านอาพูดได้ถูกต้องยิ่งนัก” จงเจิ้งเสียนข่มความโกรธในใจอย่างสุดกำลัง พยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด “วันนี้ตอนที่ข้าไปเยี่ยมฮั่นหรงฟูเหรินที่จวนซิงกั๋วกง เห็นนางมีสีหน้าไม่ค่อยดี ดูเหมือนจะล้มป่วย ท่านอาไม่คิดจะไปเยี่ยมนางบ้างหรือ?”
“เหอะ” เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองจงเจิ้งเสียนปราดหนึ่ง “เจ้านี่นับวันยิ่งอยู่ไปก็ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง อุตส่าห์มาหาถึงที่เพื่อจะบอกข้าเพียงเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”