ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 431 ความจริงที่ซับซ้อน
บทที่ 431 ความจริงที่ซับซ้อน
“แม้ท่านอาจะแสดงออกว่าไม่แยแสฮั่นหรงฟูเหรินแม้แต่น้อย แต่ข้ากลับรู้จักนิสัยใจคอของท่านดี ท่านมิใช่คนที่จะรังเกียจชาติกำเนิดของนางจริง ๆ หรอก” จงเจิ้งเสียนกลับมามีท่าทีสงบนิ่งดังเดิม “การที่ท่านจงใจส่งฮั่นหรงฟูเหรินกลับไปที่จวนกั๋วกง ในใจของท่านก็คงจะรู้สึกไม่ดีไม่น้อยเลยใช่ไหมเล่า”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแต่มองจงเจิ้งเสียนด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพื่อรอให้อีกฝ่ายพูดต่อไป
“ถึงแม้ท่านอาจะพยายามตัดขาดความสัมพันธ์กับท่านอาสะใภ้อย่างสุดกำลัง แต่หลานผู้นี้รู้ดีว่าท่านมิใช่คนไร้น้ำใจ” เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนนิ่งเงียบ จงเจิ้งเสียนก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น “ช่วงเวลานี้ในใจของท่านอาคงจะทุกข์ทรมานมากสินะ?”
ได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนกลับทำราวกับจนปัญญา เขาหัวเราะพลางส่ายหน้า “องค์ชายใหญ่ยังคงเหมือนเมื่อก่อน ชอบคาดเดาผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า ข้าแกล้งทำเป็นหย่าขาดกับหลี่เยว่หานจริง เหตุใดข้าต้องส่งนางกลับไปที่จวนกั๋วกงด้วยเล่า?
สู้ส่งนางกับลูกกลับไปที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือไม่ดีกว่าหรือ การรั้งนางไว้ในเมืองหลวงมีแต่จะทำให้ผู้คนหยิบยกไปนินทาจนเสื่อมเสีย”
“นี่แหละคือความเหนือชั้นของท่านอา ท่านจงใจทำให้แผนการดูมีช่องโหว่มากมาย เหมือนกับจงใจทำให้คนอื่นคิดว่าท่านแค่ตบตา และก็ทำให้คนคิดซ้อนไปอีกว่าท่าน ‘ตั้งใจ’ แกล้งทำเป็นตบตา” จงเจิ้งเสียนเอ่ยพลางรินน้ำชาให้ตนเองอย่างไม่เกรงใจ “แต่ข้ารู้จักท่านดี ท่านก็แค่แกล้งทำจริง ๆ นั่นแหละ”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “ต้องยอมรับว่าเจ้าพูดได้ถูกเป๊ะเลย”
“เดิมทีข้าก็ไม่ค่อยมั่นใจนักหรอก จนกระทั่งท่านอารับจี้ซินเยว่เข้าจวนมาเป็นพระชายารอง ข้าถึงได้มั่นใจในสิ่งที่คิด” จงเจิ้งเสียนกลับมาวางท่าทางเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างามอีกครั้ง “ท่านอา… ท่านทำเกินไปจนเผยพิรุธออกมาเสียแล้ว”
แปะ แปะ แปะ— เมิ่งฉีฮ่วนตบมือชื่นชม แต่กลับไม่เอ่ยคำใดเพิ่มเติม เขาเพียงแต่รินน้ำชาเติมลงในถ้วยที่ว่างเปล่าของจงเจิ้งเสียนจนเต็ม
“ท่านอาไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือ?” จงเจิ้งเสียนเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเสียเอง
เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว “ข้าไม่มีอะไรจะพูดนี่ ในเมื่อเจ้าเดาการกระทำของข้าถูกหมดแล้ว ข้าจะยังมีอะไรให้พูดอีก”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น จงเจิ้งเสียนก็ขมวดคิ้ว “ท่านทำเช่นนี้ เพราะมั่นใจว่าจวนกั๋วกงจะปกป้องฮั่นหรงฟูเหรินได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้ม “รากฐานของจวนกั๋วกงนั้นกว้างขวางใหญ่โตนัก หากเจ้าอยากจะลองดี ก็เชิญตามสบายเถิด”
“…” จงเจิ้งเสียนเริ่มจับทิศทางไม่ถูก เขาคิดว่าตนเองเดาถูกมาตลอด แต่เมื่อเห็นท่าทีของเมิ่งฉีฮ่วนในตอนนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดไว้
และสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดก็ถูก หากเมิ่งฉีฮ่วนต้องการจะปกป้องหลี่เยว่หานจริง การส่งนางออกไปให้พ้นจากเมืองหลวงย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังเตือนให้เขาระลึกได้ว่า จวนซิงกั๋วกงมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วใต้หล้า ย่อมไม่ใช่ตระกูลที่จะไปตอแยได้ง่าย ๆ
หากเขาเดาถูกว่าเมิ่งฉีฮ่วนต้องการปกป้องหลี่เยว่หาน แต่ยามนี้นางคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งจวนกั๋วกง เขาก็ไม่สามารถลงมือกับนางอย่างเปิดเผยได้อยู่ดี
ดังนั้น… ความจริงแล้วหลี่เยว่หานแทบจะไม่มีประโยชน์ใด ๆ ในกระดานหมากแห่งอำนาจนี้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จงเจิ้งเสียนก็ลอบมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาล้ำลึก เขารู้สึกทึ่งอีกครั้งที่ชายผู้นี้สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ในกำมือได้อย่างเบ็ดเสร็จ
“ฟ้ามืดแล้ว เปิ่นหวังคงไม่รั้งองค์ชายใหญ่ไว้ทานมื้อค่ำหรอกนะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยตรงหน้าจงเจิ้งเสียนจนเอ่อล้น จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องโถงไปอย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่สนใจว่าจงเจิ้งเสียนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
การมาเยือนของจงเจิ้งเสียนอยู่ในความคาดหมายของเมิ่งฉีฮ่วนอยู่แล้ว จะว่าไป… นับตั้งแต่ที่เขาส่งหลี่เยว่หานกลับจวนกั๋วกง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงเรื่องที่จงเจิ้งเซวียนสั่งคนไปยุยงให้จี้ซินเยว่ไปหาเรื่องที่จวนกั๋วกงด้วย เพียงแต่เขาไม่นึกว่าจี้ซินเยว่จะฝังใจกับการเอาชนะหลี่เยว่หานขนาดนี้ โดนเขาเตือนไปครั้งหนึ่งแล้วยังไม่เข็ด กลับไปหาเรื่องเป็นครั้งที่สอง
แม้กระทั่งเรื่องที่มู่หวังเฟยนำของประทานจากวังหลวงและคำทักทายจากฮองเฮาไปร่วมงานเลี้ยงครบเดือน เมิ่งฉีฮ่วนก็คำนวณไว้แม่นยำ เดิมทีเขาคิดว่าจงเจิ้งเสียนจะมาหาหลังจากไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพื่อขอชีวิตจงเจิ้งเซวียนเสียก่อน ไม่นึกเลยว่าจงเจิ้งเสียนจะมาเร็วกว่าที่คิด
แต่ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเขามาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาสับสนจนหาคำตอบไม่ได้เร็วขึ้นเท่านั้น
—
ณ จวนกั๋วกง
หลี่เยว่หานทานมื้อค่ำเสร็จก็ตั้งใจจะไปหาลูก ๆ แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าประตู นางก็ได้ยินเสียงแม่นมกำลังคุยกับสาวใช้เสียก่อน
“ฟูเหรินของเราช่างอาภัพนัก” แม่นมทอดถอนใจ “แทบเอาชีวิตไม่รอดกว่าจะคลอดลูกให้ฉีอ๋องได้ นึกไม่ถึงเลยว่าฉีอ๋องจะเป็นคนใจดำอำมหิต พอได้ดิบได้ดีเป็นอ๋อง นอกจากจะหย่ากับฟูเหรินแล้ว ยังรับเอาเมียเก่ามาเป็นชายารองอีก ยามนี้ยังไปสำราญกับแม่นางเยว่เซ่อที่เป็นนางโลมอันดับหนึ่ง… ไม่รู้ว่าถ้าฟูเหรินรู้เข้าจะเสียใจเพียงใด!”
“ชู่ว… อย่าพูดเรื่อยเปื่อย ฉีอ๋องทรงเป็นถึงอ๋องผู้สูงศักดิ์ ย่อมมีผู้หญิงมากมายอยากเข้าหา แม่นางเยว่เซ่อก็แค่ผู้หญิงในย่านเริงรมย์ จะมาเปรียบกับฟูเหรินของเราได้อย่างไร!” เสี่ยวอวิ๋น สาวใช้ที่ช่วยแม่นมดูแลเด็ก ๆ เอ่ยขัดขึ้น
หลี่เยว่หานยืนอยู่ด้านนอก ร่างกายเหมือนถูกปกคลุมด้วยไอเย็นเยือก แต่นางกลับยืนนิ่งสนิทไม่ส่งเสียงใด ๆ ฟังทั้งสองคนสนทนากันต่อไป
“เฮ้อ น่าสงสารฟูเหรินของพวกเรา ยามนี้ต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าคนภายนอกจะเยาะเย้ยถางถางนางอย่างไรบ้าง วันนี้ตอนที่ข้าออกไปซื้อไข่ไก่กับพวกคนในครัว ยังได้ยินคนซุบซิบกันว่าฟูเหรินต้องคบชู้สู่ชายจนฉีอ๋องต้องไล่ออกจากจวนแน่ ๆ นางถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
แถมฉีอ๋องแต่ก่อนไม่เคยย่างกรายเข้าหาแหล่งอบายมุขเลย ยามนี้กลับทุ่มเงินมหาศาลเพื่อค้างอ้างแรมกับยอดบุปผางามเยว่เซ่อเพียงคืนเดียว เหมือนตั้งใจจะลบภาพจำที่เป็นแม่ทัพม้าเหล็กผู้รักมั่นในตัวฟูเหริน ข้าได้ยินแล้วใจมันเจ็บ… แค้นใจนัก…” แม่นมพูดพลางถอนหายใจออกมาแรง ๆ หลายครั้ง
“นั่นน่ะสิ มาเจอผู้ชายแบบฉีอ๋องนี่ถือว่าซวยไปแปดชาติเลย” เสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจตาม “ฟูเหรินเป็นคนดีถึงเพียงนี้ ตอนฉีอ๋องยังไม่ได้เป็นท่านอ๋อง ฟูเหรินก็อยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้ง พอตอนนี้กลายเป็นท่านอ๋องผู้สูงส่ง กลับดูถูกฟูเหรินผู้แสนอ่อนโยนของพวกเราเสียได้ ยังกล้าไปเที่ยวหอแดงอย่างหน้าชื่นตาบาน ผู้ชายใจคอโหดเหี้ยมแบบนี้ควรจะถูกโบยให้ตายไปเสีย!”
หลี่เยว่หานยังไม่รู้เรื่องที่เมิ่งฉีฮ่วนไปเที่ยวหอแดง เพราะทุกคนต่างตั้งใจปกปิดไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมิ่งฉีฮ่วนต่อหน้านางเลย จนถึงวันนี้นี่เองที่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเรื่องราวของเมิ่งฉีฮ่วนจากปากผู้อื่น
นางกดเสียงต่ำ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะใช้มือที่เย็นเฉียบเคาะประตู
เสียงสนทนาในห้องหยุดลงทันควัน เสี่ยวอวิ๋นเปิดประตูมาเจอหลี่เยว่หานถึงกับหน้าถอดสีรีบก้มหน้าลงทันที “ฟู… ฟูเหริน ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ…”
หลี่เยว่หานไม่ได้ตอบ แต่นางเดินตรงเข้าไปในห้อง ห้องที่จุดเตาผิงอุ่นสบายทำให้ร่างกายที่เย็นเยือกของนางเริ่มอุ่นขึ้น นางเดินไปดูลูกทั้งสอง เมื่อเห็นว่าพี่น้องทั้งคู่กินอิ่มและหลับปุ๋ยไปแล้ว นางจึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น มองไปที่เสี่ยวอวิ๋นและแม่นมที่มีสีหน้ากระวนกระวาย
“พวกเจ้าบอกว่า เมื่อคืนนี้ฉีอ๋องไปค้างอ้างแรมกับยอดบุปผางามเยว่เซ่อ นางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไปได้ยินมาจากที่ใด? หรือมีใครตั้งใจกุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายเขากันแน่?”
“ฟูเหริน…” แม่นมดูจะมีสติกว่าเสี่ยวอวิ๋น เมื่อเห็นหลี่เยว่หานถามเช่นนั้น นางก็ไม่คิดจะหลบเลี่ยงอีก ได้แต่ทอดถอนใจ “เรื่องที่ฉีอ๋องทุ่มเงินมหาศาลเมื่อคืน กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านร้านตลาดเอาไปคุยกันสนุกปากทั่วเมืองแล้วเจ้าค่ะ หากไม่มีมูลความจริง ผู้คนก็คงไม่ลือกันหนาหูเช่นนี้”
ได้ยินคำยืนยัน หลี่เยว่หานก็ค่อย ๆ หลุบตาลง ไม่มีใครรู้ว่าในยามนี้นางกำลังคิดสิ่งใดอยู่