ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 432 จุดยืนของเราคือฟูเหริน
บทที่ 432 จุดยืนของเราคือฟูเหริน
ความจริงแล้วความคิดของหลี่เยว่หานนั้นเรียบง่ายมาก ด้วยความที่นางรู้จักนิสัยใจคอของเมิ่งฉีฮ่วนดี หากเขาหมดรักในตัวนางแล้วจริง ๆ ด้วยนิสัยของเขา เขาย่อมไม่มีวันไปมั่วสุมในหอนางโลมอย่างแน่นอน
เพราะเมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนที่รักษาเกียรติและรักนวลสงวนตัวมาโดยตลอด ในฐานะคนที่เคยนอนร่วมเตียงเคียงหมอน หลี่เยว่หานย่อมรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดีกว่าใคร
แต่ทว่ายามนี้ ชายผู้นี้กลับไปเที่ยวหอแดงอย่างไร้ปี่ไม่มีขลุ่ย แถมยังมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าทุ่มเงินมหาศาลเพียงเพื่อค้างคืนกับยอดบุปผางาม นั่นย่อมหมายความได้อย่างเดียวว่าเขากำลัง ‘ตั้งใจ’ สร้างสถานการณ์บางอย่าง
คนอื่นอาจจะไม่รู้และคิดไปว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปก็ทำกัน แต่หลี่เยว่หานกลับมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เมิ่งฉีฮ่วนมักจะได้ฟังนางเล่าเรื่องราวจากโลกก่อนอยู่บ่อยครั้ง แรก ๆ เขาก็มักจะโต้แย้ง แต่หลัง ๆ เขาก็ถูกนางเกลี้ยกล่อมจนยอมรับแนวคิดเหล่านั้นมาไม่น้อย
ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงเชื่อมั่นว่า เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีวันทำเรื่องที่ทรยศต่อนางอย่างแน่นอน แม้ในช่วงแรกนางจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้างที่เขาเขี่ยแก้วตาดวงใจอย่างนางกลับมาที่จวนกั๋วกง
แต่เมื่อมั่นใจแล้วว่าการกระทำของเขามีจุดประสงค์แอบแฝง เมฆหมอกที่เคยปกคลุมอยู่ในใจของนางก็มลายหายไปสิ้น
“ดูแลอาอี้กับอานิ่งให้ดี เรื่องข้างนอกนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็ไม่ต้องไปรับฟัง” หลี่เยว่หานนั่งมองดูลูกทั้งสองอยู่ที่ข้างเตียงเล็กครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นสั่งความสั้น ๆ กับแม่นมและเสี่ยวอวิ๋นแล้วจึงเดินจากไป
หลังจากหลี่เยว่หานไปแล้ว แม่นมก็ทอดถอนใจยาว “เสี่ยวอวิ๋นเอ๋ย วันข้างหน้าเจ้าก็ต้องออกเรือน ถึงตอนนั้นต้องดูให้ดี ๆ อย่าได้ถูกผู้ชายจอมปลอมพวกนั้นหลอกเอาได้ ข้าจะบอกให้นะ ผู้ชายที่ไปเที่ยวหอนางโลมน่ะไม่ใช่คนดีหรอก เช่นเดียวกับฉีอ๋องในยามนี้ ที่ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน!”
…
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก หลี่เยว่หานถอดผ้าคลุมและล้างเครื่องประดับออกพลางแช่เท้าในน้ำอุ่น หงซิ่ว สาวใช้คนสนิทกำลังปูเตียงให้นางด้วยท่าทางเหม่อลอยเหมือนมีเรื่องหนักใจ
หลี่เยว่หานนึกสนุกจึงเอ่ยหยอกล้อ “ดูซิ หงซิ่วของเราทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ หรือว่ากำลังมีใจริรักเข้าเสียแล้ว?”
ได้ยินเช่นนั้น หงอวี้ที่กำลังหวีผมให้หลี่เยว่หานก็หัวเราะร่า “หากนางมีความรักขึ้นมาจริง ฟูเหรินจะช่วยเป็นธุระจัดการให้ไหมเจ้าคะ?”
“ย่อมต้องจัดการให้อยู่แล้ว…”
หงซิ่วถูกล้อจนหน้าแดงก่ำ นางรีบปูผ้าห่มให้เสร็จแล้วหันมามองหลี่เยว่หานกับหงอวี้ด้วยแววตาจริงจัง “ฟูเหรินอย่าหยอกบ่าวเล่นเลยเจ้าค่ะ บ่าวเพียงแต่คิดถึงเรื่องที่ได้ยินในห้องของคุณหนูเมื่อครู่แล้วรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนฟูเหรินเหลือเกิน จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องรักใคร่กันเล่า”
“โอ้?” หลี่เยว่หานอุทานเรียบ ๆ “ทำไมถึงคิดว่าไม่ยุติธรรมแทนข้าล่ะ?”
“ตอนที่ฟูเหรินให้กำเนิดคุณหนูทั้งสอง ท่านแทบเอาชีวิตไม่รอดเกือบจะสิ้นลมไปแล้ว แต่ฉีอ๋องกลับหย่าขาดจากฟูเหรินแล้วส่งกลับมาจวนกั๋วกง กระทั่งลูกก็ไม่เหลียวแล ผู้ชายแบบนี้ไม่คุ้มค่าให้ฟูเหรินต้องไปคำนึงถึงเลยสักนิด!”
“ใครบอกว่าข้าคำนึงถึงเขากัน” หลี่เยว่หานตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เมิ่งฉีฮ่วนแม้จะเป็นคนดี แต่ยามนี้เขาคือตัวแปรสำคัญท่ามกลางศึกชิงบัลลังก์ที่กำลังร้อนระอุ หากข้ายังอยู่ข้างกายเขา ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งข้าอาจจะรักษาชีวิตตนเองเอาไว้ไม่ได้”
คำพูดนี้ทำเอาหงซิ่วและหงอวี้ถึงกับอึ้งไป
สองพี่น้องคู่นี้เป็นบ่าวที่เติบโตมาในจวนกั๋วกง ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องเล่ห์เหลี่ยมการเมืองมากกว่าคนทั่วไป เดิมทีพวกนางเพียงแต่รู้สึกแค้นเคืองแทนหลี่เยว่หาน แต่พอได้ฟังนางวิเคราะห์เช่นนี้ ก็เหมือนดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาทันที
จริงด้วย! ฉีอ๋องเป็นพระโอรสองค์เล็กของอดีตจักรพรรดิ ตามกฎมณเฑียรบาลของแคว้นตงฮั่น หากฝ่าบาทจะส่งต่อบัลลังก์ ฉีอ๋องคือผู้สืบทอดอันดับหนึ่ง! ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัชทายาทหรือรัชทายาทคนปัจจุบัน ล้วนต้องถอยไปอยู่อันดับรองทั้งสิ้น!
แม้ยามนี้ฉีอ๋องจะได้รับแต่งตั้งเป็นชินหวัง แต่รากฐานอำนาจยังไม่มั่นคง อีกทั้งยังขวางทางเดินของอดีตรัชทายาทและรัชทายาทองค์ปัจจุบันจนกลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคน การเป็นคนใกล้ชิดของเขาในยามนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีจริง ๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ หงซิ่วและหงอวี้ก็เริ่มรู้สึกขวัญผวาขึ้นมา “โชคดีจริง ๆ ที่ฟูเหรินตัดขาดกับฉีอ๋องแล้ว ไม่อย่างนั้นคงถูกลูกหลงไปด้วยแน่!
แม้อดีตรัชทายาทจะเป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่ท่านกั๋วกงฟูเหรินเคยบอกไว้ว่าอดีตรัชทายาทน่ะคือพวกหน้าเนื้อใจเสือ ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ เลย!”
“ใช่ ๆ ฟูเหรินไม่ต้องไปเสียใจเพราะฉีอ๋องหรอกเจ้าค่ะ ชีวิตเขาเขาต้องรับผิดชอบเอง” หงอวี้รีบเสริม
หลี่เยว่หานฟังแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างขำขัน “พวกเจ้าสองคนนี่ไม่มีจุดยืนเอาเสียเลยนะ”
“จุดยืนของพวกเราคือฟูเหรินเจ้าค่ะ!” สองพี่น้องตอบพร้อมกันอย่างแข็งขัน
…
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ แต่หลี่เยว่หานกลับหลับไม่สนิทนัก
นับตั้งแต่รู้ข่าวว่าหลี่ต้าเฉิงในโลกก่อนเสียชีวิต และ หวังเฟิ่ง ถูกตัดสินโทษ นางก็ไม่เคยนอนหลับเต็มอิ่มอีกเลย
ต้องยอมรับว่าลึก ๆ แล้วนางแอบโอนอ่อนความรู้สึกที่เคยมีต่อบิดาในโลกก่อน มาให้แก่หลี่ต้าเฉิงที่อาศัยอยู่ในอำเภอฮัวซี หลายครั้งนางอยากจะบอกให้ฟางจื่อหลันรับตัวหลี่ต้าเฉิงมาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน
แต่ทว่าเหตุผลกลับหักห้ามไม่ให้นางทำเช่นนั้น
นางรู้ดีว่ามันเป็นเพียงการโยกย้ายความรู้สึก และรู้ดีว่าหลี่ต้าเฉิงที่อำเภอฮัวซี กับบิดาในโลกก่อนไม่ใช่คนเดียวกัน แต่นางก็ยังหักห้ามความถวิลหาในความรักของบิดาไม่ได้
ในตอนล่วงเข้าช่วงหลังเที่ยงคืน หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนัก จวนกั๋วกงตกอยู่ในความเงียบสงัด แต่ทว่าที่อำเภอฮัวซี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก
ภายในบ้านหลังทรุดโทรม หวังเฟิ่งในชุดเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด ได้แต่จ้องมองหลี่ต้าเฉิงที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงพลางถอนหายใจยาว
นับตั้งแต่มีคนมาแจ้งข่าวเรื่องชาติกำเนิดของหลี่เยว่หาน หวังเฟิ่งก็นึกเสียใจภายหลังที่ตนไม่เคยทำดีต่อนางเลย มิเช่นนั้นยามนี้พวกเขาคงได้สุขสบายอยู่ในจวนกั๋วกงอันสูงส่ง
แทนที่จะถูกคนหลายกลุ่มมาข่มขู่จนต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านที่ทั้งลมทั้งฝนรั่วไหลและไร้ความอบอุ่นเช่นนี้
แรกเริ่มเดิมที หวังเฟิ่งเคยขู่กรรโชกเงินจากฟางจื่อหลันมาได้หลายสิบตำลึง และคิดว่าจะพึ่งพาทางนั้นให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ใครจะนึกว่าคนจากร้านผ้าอวี้เยว่จะบุกมาถึงบ้าน นอกจากจะแย่งชิงเงินที่นางได้มากลับไปหมดแล้ว ยังข่มขู่ไม่ให้พวกนางกลับไปหาเรื่องวังหลานอีก
ตั้งแต่นั้นมา หวังเฟิ่งจึงได้รู้ซึ้งว่านางไม่อาจวางอำนาจบาทใหญ่เหมือนตอนที่อยู่หมู่บ้านเฮยถู่ได้อีกต่อไป
ที่นี่คืออำเภอฮัวซี ห่างจากเมืองหลวงเพียงเดินทางด้วยรถม้าสองวัน เป็นที่รวมตัวของเหล่าผู้มีอำนาจ การจะบดขยี้มดปลวกอย่างนางนั้นง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
อีกทั้งตอนที่หลี่หรงหรงส่งคนมารับตัวหลินจู้ไป นางก็ยังเคยเตือนไว้ว่าห้ามไปก่อกวนหลี่เยว่หานเด็ดขาด หวังเฟิ่งจึงเริ่มมองเห็นสถานการณ์ที่แท้จริง
สองสามีภรรยาอาศัยเงินที่หลี่หรงหรงส่งมาให้เป็นครั้งคราวประทังชีวิต หลี่ต้าเฉิงเองก็พยายามหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ต่อมาเมืองหลวงถูกปิดล้อมอยู่นาน ทำให้ไม่ได้รับเงินหรือข่าวคราวจากหลี่หรงหรงอีก ชีวิตของทั้งคู่จึงตกต่ำลงเรื่อย ๆ
ปีนี้หิมะตกเร็วอย่างผิดปกติ เมื่อไม่กี่วันก่อนหลี่ต้าเฉิงพลาดท่าตกลงไปในแม่น้ำขณะทำงาน เมื่อกู้ร่างขึ้นมาได้เขาก็หนาวสั่นจนไร้สติ หวังเฟิ่งจำต้องเอาเงินที่เหลือเพียงน้อยนิดไปซื้อยา แต่มันก็ช่วยได้เพียงประคองอาการให้เขายังคงสลบไสลอยู่อย่างนั้น
พายุหิมะโหมกระหน่ำต่อเนื่องมาหลายวัน หวังเฟิ่งต้องรับจ้างซักผ้าจนมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแผลพุพองจากความเย็นจัด นายจ้างเห็นแผลมีเลือดซึมกลัวว่าจะทำเสื้อผ้าสกปรกจึงไม่จ้างนางอีก
หวังเฟิ่งมองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของสามีพลางป้อนข้าวต้มที่เหลือเพียงครึ่งชามใส่ปากเขาไปทีละช้อน นี่คือเสบียงสุดท้ายของพวกเขาแล้ว หากยังไร้หนทางทำมาหากิน สองสามีภรรยาคู่นี้คงไม่อาจผ่านพ้นฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้