ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 433 จะเป็นม่ายหรือหย่าขาด
บทที่ 433 จะเป็นม่ายหรือหย่าขาด
แม้เส้นทางการสัญจรเข้าออกเมืองหลวงจะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่หลี่หรงหรงก็ยังไม่ส่งเงินมาให้เลยสักครั้ง หวังเฟิ่งรู้ดีว่าหลี่หรงหรงใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลหลิ่วอย่างยากลำบากและไร้ซึ่งอำนาจวาสนา แม้แต่ตำแหน่งสะใภ้รองในทุกวันนี้ก็ยังต้องพึ่งพาบารมีของหลี่เยว่หานช่วยประคับประคองไว้ นางจึงไม่กล้าไปรบเร้าขอเงินจากลูกสาว
อย่างไรเสียหลี่หรงหรงก็เป็นลูกในไส้ นางย่อมต้องนึกสงสารและเอ็นดูมากกว่าใคร
นางไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะไปขอเงินจากหลี่เยว่หาน แต่พอมานึกย้อนดูว่าตนเองเคยทารุณหลี่เยว่หานไว้สาหัสเพียงใด หากยังกล้าไปก่อกวนให้หลี่เยว่หานขุ่นเคืองใจอีก ตระกูลหลิ่วที่ต้องพึ่งพากินแรงหลี่เยว่หานอยู่ในเมืองหลวงย่อมต้องหาทางระบายโทสะใส่หลี่หรงหรงเพื่อแสดงจุดยืนประจบหลี่เยว่หานอย่างแน่นอน
จะอย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดคือหวังเฟิ่งกลัวว่าลูกสาวของตนจะต้องลำบากนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าหลี่ต้าเฉิงคงไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้นานนัก หวังเฟิ่งท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บจึงครุ่นคิดว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากหลี่เยว่หานดีหรือไม่ นางมั่นใจว่าหลี่เยว่หานไม่มีวันยอมรับนางเป็นแม่เลี้ยงแน่ แต่นางยังไม่แน่ใจว่าหลี่เยว่หานจะยังเห็นแก่ความเป็นพ่อลูกกับหลี่ต้าเฉิงอยู่หรือไม่
ในช่วงค่ำคืนที่ล่วงเข้าสู่ค่อนคืน หลี่ต้าเฉิงพลันฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาเอื้อมมือไปเขย่าตัวหวังเฟิ่งที่นอนอยู่ข้าง ๆ จนตื่น แล้วพึมพำบางอย่างออกมาอย่างไม่ชัดเจน
“ท่านพี่ ร่างกายท่านยังอ่อนแอนัก หากมีแรงก็จงนอนพักผ่อนเสียเถิด” หวังเฟิ่งฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไร ได้แต่ปลอบให้เขานอนต่อ “พรุ่งนี้ข้าจะไปดูที่จวนเจ้าเมืองว่ามีการตั้งโรงทานแจกข้าวต้มหรือไม่ หากมีข้าจะไปขอมาให้ท่านกินสักชาม ยามนี้ฟ้าหนาวน้ำแข็งจับไปทั่ว บนเขาไม่มีฟืนให้เก็บแล้ว พวกเรานอนเบียดกันเช่นนี้จะได้อุ่นขึ้นหน่อย”
พูดจบหวังเฟิ่งก็ขยับตัวเข้าไปเบียดข้างกายหลี่ต้าเฉิง “ท่านพี่ ท่านอย่าได้โทษข้าเลยที่ข้าไม่ไปหาแม่หนูเยว่หาน เพราะนังเด็กนั่นเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ ข้ากลัวว่าพอนางเห็นหน้าข้าแล้วจะอารมณ์ไม่ดีจนไปลงที่หรงหรง ท่านก็รู้ว่าที่หรงหรงได้เป็นสะใภ้ตระกูลหลิ่วนั่นก็เพราะคำสั่งของเยว่หาน ตอนนี้ฐานะของนังเด็กนั่นสูงส่งนัก ข้าไม่กล้าล่วงเกินนางอีกแล้ว”
“ท่านพี่ หลายปีที่แต่งให้ท่านมา ข้าทำผิดต่อท่านยิ่งนัก”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น หวังเฟิ่งก็เคลิ้มหลับไป
ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนหรือไม่ หวังเฟิ่งกึ่งฝันกึ่งตื่นเห็นหลี่ต้าเฉิงลุกขึ้นจากเตียง เขาช่วยห่มผ้าให้นางอย่างเบามือ ก่อนจะเดินผ่านประตูที่ผุพังออกไปข้างนอก
ท่ามกลางลมหนาวและหิมะที่โปรยปรายอย่างหนัก หลี่ต้าเฉิงกลับดูเหมือนไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเลยสักนิด เขาหยุดเดินที่หน้าประตูแล้วหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินจากไปอย่างสงบเยือกเย็น
เช้าวันรุ่งขึ้น ร่างของหลี่ต้าเฉิงกลับเย็นชืดมานานแล้ว หวังเฟิ่งนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจู่ ๆ หลี่ต้าเฉิงจะจากไปง่าย ๆ เช่นนี้ นางนั่งอึ้งอยู่นานโดยไร้การตอบสนอง
ทันใดนั้น เพื่อนบ้านที่ยากจนพอกันก็มาเคาะประตู บอกหวังเฟิ่งว่าทางการมาตั้งโรงทานแจกข้าวต้มแล้ว ให้รีบหยิบชามไปรับข้าวต้ม มิเช่นนั้นหากไปช้าจะเหลือเพียงน้ำใส ๆ เท่านั้น
หวังเฟิ่งจึงได้สติขึ้นมา นางลุกจากเตียงแล้วคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะห่มผ้าให้หลี่ต้าเฉิงอย่างเรียบร้อยพลางกระซิบกับร่างที่ไร้วิญญาณนั้นว่า “ท่านพี่ ข้าจะไปรับข้าวต้มแล้วนะ รับมาเสร็จข้าจะรีบกลับมา ท่านจะได้ดื่มมันตอนที่ยังร้อน ๆ อยู่”
พูดเสร็จ หวังเฟิ่งก็หยิบชามใบใหญ่ที่สุดในบ้านซุกไว้ในอกเสื้อ ตอนจะเดินออกจากบ้าน นางยังระมัดระวังเป็นพิเศษในการปิดประตูให้เบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนคนที่นอนอยู่ข้างในจนตื่นขึ้นมา
อากาศวันนี้ย่ำแย่กว่าเมื่อวานเสียอีก นอกจากหิมะจะตกหนักแล้วยังมีลมหนาวกรีดแทงถึงกระดูก หวังเฟิ่งเดินตามแม่เฒ่าเพื่อนบ้านไปทีละก้าว ย่ำหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงทานของทางการ
ยายหลงผู้เป็นเพื่อนบ้าน เห็นหวังเฟิ่งมีท่าทางใจลอยจึงเป็นฝ่ายชวนคุยขึ้นก่อน “แม่นางหลี่ ท่านพี่ของเจ้าอาการเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
“ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อคืนยังลุกขึ้นมาเดินได้อยู่เลย” หวังเฟิ่งตอบไปโดยสัญชาตญาณ นางนึกถึงภาพที่เห็นหลี่ต้าเฉิงลุกจากเตียงเดินออกไปเมื่อคืน จึงปักใจเชื่อว่าเขาไม่ได้ตาย เมื่อครู่ต้องเป็นเพราะนางตาฝาดไปเองแน่ ๆ
“ไอ้หยา นั่นเป็นเรื่องดีนะ!” ยายหลงซึ่งอายุมากกว่าหวังเฟิ่งหนึ่งรอบย่อมมองออกว่าแววตาของหวังเฟิ่งดูเลื่อนลอยเพียงใด นางคิดในใจว่านั่นคงเป็นอาการก่อนสิ้นใจ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
เพราะอาการเช่นนั้นหมายความว่าคนกำลังจะตาย หากพูดออกมาตรง ๆ จะเป็นการอัปมงคลและทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองเอาได้
“ใช่แล้ว ท่านพี่ของข้ากำลังจะหายดี เมื่อเขาหายแล้ว ชีวิตคู่ของพวกเราถึงจะกลับมาสุขสบาย” หวังเฟิ่งฝืนยิ้มออกมา
ยายหลงมองนางแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจอยู่ลึก ๆ
ตอนที่หลี่ต้าเฉิงกับหวังเฟิ่งย้ายมาอยู่ข้างบ้านนางใหม่ ๆ หวังเฟิ่งนั้นวางอำนาจบาตรใหญ่เหลือเกิน ต่อมาคนจากร้านผ้าอวี้เยว่บุกมาหา บอกว่าหวังเฟิ่งไปขู่กรรโชกเงินจากช่างปักฝีมือดีของพวกเขา จึงรุมซ้อมหวังเฟิ่งไปยกใหญ่แถมยังพังบ้านพังข้าวของจนเละเทะ ตั้งแต่นั้นมาหวังเฟิ่งก็ไม่กล้าซ่าอีกเลย
เมื่อก่อนยายหลงยังพอเห็นคนส่งเงินมาให้ทั้งสองบ้าง แต่หลังจากมีเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวง ก็ไม่มีใครมาอีกเลย แม้แต่ชายหนุ่มที่เคยพักอยู่ด้วยกันก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ยายหลงผ่านโลกมานาน ย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าคนทั่วไป นางเดาได้ว่าคนคู่นี้น่าจะไปล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหนเข้า จึงไม่เคยปากมากถามเรื่องส่วนตัว
ยามนี้ชีวิตของทั้งคู่ลำบากแสนสาหัส หลี่ต้าเฉิงก็ล้มป่วยลุกไม่ขึ้น ยายหลงเกิดความสงสารจึงอาสาพาหวังเฟิ่งไปรับจ้างซักผ้าพอให้มีรายได้บ้าง
ยายหลงนั้นทำงานหนักมาทั้งชีวิต มือไม้หยาบกร้านจนลมหนาวทำอะไรไม่ได้ จึงยังพอทำงานหาเลี้ยงชีพได้ แต่หวังเฟิ่งนั้นต่างออกไป นางเพิ่งเคยเจอความลำบากจนมือเป็นแผลพุพองเป็นครั้งแรก แผลพุพองเน่าเฟะจนดูน่ากลัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องซักผ้าเลย
เมื่อเห็นว่าชีวิตของสองสามีภรรยาคู่นี้น่าเวทนาขึ้นทุกวัน ยายหลงจึงยื่นมือเข้าช่วยตามกำลัง เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน เห็นหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เมื่อเห็นหวังเฟิ่งดูใจลอย ยายหลงก็คิดไปว่าหลี่ต้าเฉิงคงใกล้ตายแล้ว ไม่แน่ว่านางอาจจะช่วยหาคู่ใหม่ให้หวังเฟิ่งได้ จึงเริ่มพูดคุยด้วยท่าทางกระตือรือร้นมากขึ้น
“เฟิ่งเอ๋ย ไม่ใช่ว่ายายคนนี้จะว่าเจ้าหรอกนะ แต่ท่านพี่ของเจ้าอาการหนักขนาดนั้น เจ้าไม่ลองคิดเรื่องแต่งงานใหม่ดูบ้างหรือ?” ยายหลงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา จึงโพล่งถามเรื่องแต่งงานใหม่ทันที
“ยายพูดอะไรอย่างนั้น ท่านพี่ของข้ายังดี ๆ อยู่ ข้าจะไปแต่งงานใหม่ได้อย่างไร!” หวังเฟิ่งที่เดินเคียงข้างยายหลงอย่างเหม่อลอย พลันได้สติขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่าแต่งงานใหม่
นั่นสินะ หลี่ต้าเฉิงก็มีสภาพเช่นนี้แล้ว นางยังจะต้องทนรอจนเขาขาดใจตายไปต่อหน้าอย่างนั้นหรือ?
จะอย่างไรหลี่หรงหรงก็เป็นลูกสาวที่นางรักถนอมมาตั้งแต่เล็ก ส่วนหลี่เยว่หานต่างหากที่เป็นลูกแท้ ๆ ของหลี่ต้าเฉิง ในเมื่อหลี่เยว่หานยังไม่ไยดีหลี่ต้าเฉิง แล้วเหตุใดนางต้องมาคอยดูแลจนตัวตายตามไปด้วย?
หากนางแต่งงานใหม่ หลี่หรงหรงก็ยังคงเป็นลูกสาวนางอยู่ดี ไยต้องมาทนทุกข์กับหลี่ต้าเฉิงที่นอนกึ่งเป็นกึ่งตายอยู่อย่างนี้?
แต่งใหม่! ใช่! นางต้องแต่งงานใหม่!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังเฟิ่งก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา นางหันไปหายายหลง “ยายจะช่วยเป็นสื่อกลางให้ข้าหรือ?” พูดพลันแก้มของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมาสองข้าง ดูท่าทางเขินอายยิ่งนัก
แต่หวังเฟิ่งนั้นอยู่ในวัยกลางคนแล้ว ท่าทางเอียงอายเช่นนี้ดูแล้วชวนให้รู้สึกพะอืดพะอมเสียมากกว่า…
“หากเจ้ามีความคิดเช่นนี้ ยายคนนี้จะช่วยสืบเสาะหาคนดี ๆ ให้เอง” ยายหลงเห็นปฏิกิริยาของหวังเฟิ่งก็นึกดูแคลนอยู่ในใจ แต่พอคิดถึงเงินค่านายหน้าที่จะได้รับหลังจับคู่สำเร็จ นางก็กดความรู้สึกเหล่านั้นไว้ แล้วเข้าไปกุมมือหวังเฟิ่งอย่างสนิทสนม
“แต่ยายจ๋า ท่านพี่ของข้ายังอยู่ดี ๆ ข้าจะแต่งงานใหม่มันก็ดูไม่งาม…” หวังเฟิ่งกล่าวอย่างกระดากอาย
“จะกลัวอะไร ก็หย่าขาดกันเสียสิ” ยายหลงเสนอแนะ “ผู้ชายของเจ้าน่ะ ดูท่าคงไม่พ้นฤดูหนาวนี้หรอก หากเจ้าฉวยโอกาสตอนที่เขายังมีลมหายใจหย่าขาดกันเสียตั้งตอนนี้ยังจะดีกว่า หากรอจนเขาสิ้นลมไปแล้ว เจ้าต้องกลายเป็นหญิงม่ายที่ผัวตาย ถึงตอนนั้นจะแต่งงานใหม่น่ะ… มันยากกว่าเดิมหลายเท่านัก!”