ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 435 เงินที่ส่งมาให้
บทที่ 435 เงินที่ส่งมาให้
ยายหลงยังพอจะมีน้ำใจอยู่บ้าง หลังจากจับคู่ให้บ้านตระกูลเหมากับหวังเฟิ่งสำเร็จ ทางตระกูลเหมาก็มอบซองแดงเงินรางวัลให้นางก้อนโต ตกเย็นตอนนางกลับบ้านจึงแวะมาดูหลี่ต้าเฉิงเสียหน่อย
เมื่อเห็นหลี่ต้าเฉิงไม่มีแม้แต่ผ้าห่มสักผืน ต้องสวมเสื้อผ้าทุกตัวที่มีทับซ้อนกันเพื่อกันหนาว ก็นึกสงสารจับใจจนต้องไปเอาผ้าห่มผืนเก่าที่บ้านมามอบให้
“ต้าเฉิง เจ้าอย่าได้หาว่ายายคนนี้สอดรู้สอดเห็นเลยนะ เมียของเจ้าน่ะดูปราดเดียวก็รู้ว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมทนลำบากไปกับเจ้าได้ สู้ปล่อยนางไปให้พ้น ๆ เสียดีกว่า
ขืนรั้งไว้ก็รังแต่จะเกลียดขี้หน้ากันเปล่า ๆ ไม่แน่ว่าพอนางไปอยู่บ้านตระกูลเหมาแล้วมีชีวิตที่ดีขึ้น นางอาจจะยังพอจดจำความหลังแล้วกลับมาจุนเจือเจ้าบ้าง” ยายหลงพูดไปก็นึกละอายใจเอง เพราะแม้แต่ตัวนางก็ยังไม่เชื่อคำพูดนี้เลย
แม้หลี่ต้าเฉิงคนนี้จะไม่ใช่หลี่ต้าเฉิงคนซื่อคนเดิมแล้ว แต่จากความทรงจำของร่างเดิม เขาก็ย่อมรู้ดีว่าหวังเฟิ่งเป็นคนเช่นไร เขาจึงส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่โทษว่าท่านสอดรู้หรอก เป็นอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ นางไม่มีวันยอมทนลำบากไปกับข้า
และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่นางจะกลับมาจุนเจือข้าหลังจากสุขสบายในบ้านตระกูลเหมา ข้ารู้นิสัยนางดี ยามนี้นางคงภาวนาให้ข้ารีบตายไปเสียมากกว่า”
เมื่อได้ฟังคำพูดทิ่มแทงใจดำ ยายหลงก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
“ต่อให้ไม่มีท่านเป็นแม่สื่อ ช้าเร็ววันใดวันหนึ่งนางก็คงต้องเดินจากไปอยู่ดี” หลี่ต้าเฉิงเห็นยายหลงทำตัวไม่ถูก และเห็นแก่ที่นางอุตส่าห์เอาผ้าห่มมาให้ จึงเอ่ยปลอบใจเพื่อลดทอนความรู้สึกผิดของนาง
“วางใจเถิด ข้าไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก อย่างน้อยวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่นางพูดถูก… ข้ายังมีลูกสาวอยู่อีกคนหนึ่ง”
ถึงแม้เขาจะไม่แน่ใจว่า หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมทำเรื่องระยำตำบอนไว้มากมาย ลูกสาวคนที่มีชื่อเหมือนกับลูกสาวในโลกเดิมของเขาคนนี้จะยังยอมรับเขาเป็นพ่อหรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากจะยึดเหนี่ยวสิ่งนี้ไว้เป็นกำลังใจ
“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” ยายหลงรีบรับคำ “วางใจเถอะ หวังเฟิ่งไปแล้วก็ช่างนาง ยายจะคอยดูแล… คอยดูแล…”
“คอยดูแลเรื่องหลังความตายของข้าหรือ?” หลี่ต้าเฉิงถามอย่างตรงไปตรงมา “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี ท่านมอบผ้าห่มให้ข้าผืนหนึ่งก็นับว่ามีพระคุณต่อข้ามากแล้ว”
“ไอ้หยา… นั่นสินะ…” ยายหลงไม่กล้าอยู่สู้หน้าต่อ ได้แต่พยักหน้ารับคำส่ง ๆ แล้วรีบเดินจากไป
หลี่ต้าเฉิงทอดถอนใจ เขาห่มผ้าให้มิดชิดแล้วหลับสนิทไป
ข้างนอกหิมะตกสลับหยุดนิ่ง บรรยากาศเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง นับตั้งแต่หวังเฟิ่งจากไปและพันธนาการทางจิตใจสลายลง นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ต้าเฉิงได้นอนหลับเต็มอิ่มนับตั้งแต่มาเกิดใหม่ในยุคสมัยนี้
….
ยามนั้น ณ เมืองหลวง
หลี่เยว่หานเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่กลางดึกกลับฝันร้าย
ในฝันนั้น หลี่ต้าเฉิงดึงรั้งแขนของนางไว้พลางร้องไห้คร่ำครวญ พร่ำบอกว่าขอโทษที่ละเลยนางมานานหลายปี ยามนี้เขาสิ้นใจแล้ว หวังเพียงให้นางอโหสิกรรมให้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของนาง…
รุ่งเช้าเมื่อตื่นขึ้น หลี่เยว่หานรู้สึกกระสับกระส่ายใจอย่างบอกไม่ถูก นางจึงสั่งให้คนไปตามตัวหลี่หรงหรงมาจากจวนตระกูลหลิ่ว และเป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยถามถึงความเป็นอยู่ของหลี่ต้าเฉิงกับหวังเฟิ่งในอำเภอฮัวซี
“ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านพ่อท่านแม่ไม่ค่อยดีนัก” หลี่หรงหรงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทีแรกท่านแม่แอบอ้างชื่อของพี่ไปข่มขู่เอาเงินจากช่างปักผ้าคนหนึ่ง ต่อมาคนจากร้านผ้าก็บุกมาถึงบ้าน ทวงเงินคืนไม่พอ ยังทุบตีและเตือนท่านแม่ว่าห้ามไปรังควานช่างปักคนนั้นอีก”
“ตั้งแต่นั้นมา ท่านพ่อก็ไปรับจ้างแบกของอยู่ที่ท่าเรือเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้องไปวัน ๆ พี่ก็รู้นิสัยท่านแม่ดี ตราบใดที่ท่านพ่อยังทำงานไหว นางก็ไม่มีทางออกไปทำมาหากินเองแน่ ๆ จึงได้แต่นอนกินนอนใช้อยู่บ้าน เมื่อเดือนก่อน ตอนท่านพ่อกำลังแบกของอยู่เกิดพลัดตกน้ำ ตั้งแต่นั้นมาก็ป่วยไข้ล้มหมอนนอนเสื่อมาตลอด”
หลี่เยว่หานฟังแล้วขมวดคิ้วถาม “เจ้าไม่ได้ดูแลพ่อแม่เจ้าเลยหรือ?”
“ก่อนที่เมืองหลวงจะถูกสั่งปิด ข้าส่งเงินไปให้ทุก ๆ สิบวัน” หลี่หรงหรงตอบ “ต่อมาหลังจากคนของพี่รับตัวหลินจู้จากอำเภอฮัวซีมาที่เมืองหลวง ตระกูลหลิ่วก็จับได้ว่าข้าลอบส่งเงินไปให้พวกเขา ทางนั้นจึงเฝ้าระวังไม่ให้ข้าส่งเงินไปอีก ประกอบกับมีการปิดเมือง ข้าจึงไม่ได้ติดต่อทางนั้นอีกเลย”
“แล้วเจ้าไปรู้เรื่องที่หลี่ต้าเฉิงตกน้ำได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานซักต่อ
“ก็เมืองหลวงเพิ่งจะเปิดด่านไม่ใช่หรือจ๊ะ” หลี่หรงหรงถอนใจ “ข้าเพิ่งได้รับข่าวเมื่อสองวันก่อน กำลังคิดหาทางออกไปข้างนอกเพื่อฝากเงินไปให้ท่านพ่อรักษาตัว พี่ก็ส่งคนมาตามข้าพอดี”
เมื่อได้ฟังความจริง หลี่เยว่หานจึงสั่งให้หงซิ่วหยิบตั๋วเงินออกมาใบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อข้ารู้แล้วว่าเขาป่วย จะทำเป็นนิ่งดูดายก็คงไม่ดี เจ้าช่วยหาคนที่ไว้ใจได้ ส่งตั๋วเงินนี่ให้ถึงมือเขาโดยตรง อย่าให้หวังเฟิ่งรู้เรื่องเด็ดขาด”
“ต่อให้พี่ไม่บอก ข้าก็ต้องกำชับเช่นนั้นอยู่แล้ว ข้ารู้นิสัยท่านแม่ดี หากนางรู้ว่าพี่ส่งเงินให้ท่านพ่อ นางต้องเกาะไม่ปล่อยแน่” หลี่หรงหรงก้มหน้ารับตั๋วเงินไป “ข้าขอขอบใจพี่แทนท่านพ่อด้วยนะ”
“ไม่จำเป็นหรอก” หลี่เยว่หานโบกมือปัด พยายามข่มความว้าวุ่นใจประหลาดนั้นลง นางสนทนากับหลี่หรงหรงอีกไม่กี่ประโยคก็เร่งให้ฝ่ายหลังรีบไปจัดการธุระ
รถม้าจากเมืองหลวงไปถึงอำเภอฮัวซีต้องใช้เวลาเดินทางสองวัน แต่หากยอมจ่ายเงินจ้างชายส่งสารที่ฝีเท้าเร็ว เพียงวันเดียวก็ถึงที่หมาย
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นตอนเที่ยง หลี่ต้าเฉิงจึงได้รับตั๋วเงินจากคนส่งสารที่เดินทางมาจากเมืองหลวง หลี่เยว่หานมอบให้หนึ่งร้อยตำลึง ส่วนหลี่หรงหรงสมทบอีกห้าสิบตำลึง ทำให้หลี่ต้าเฉิงกลายเป็นผู้มีเงินทองขึ้นมาในพริบตา
แต่หลี่ต้าเฉิงไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรู้ เขาคอยจนกระทั่งยายหลงไม่อยู่บ้าน จึงค่อย ๆ สวมเสื้อผ้าทับกันหลายชั้น เดินเลี่ยงไปตามทางสายเล็ก ๆ ที่ไร้ผู้คนมุ่งหน้าไปยังโรงหมอ ทีแรกโรงหมอไม่อนุญาตให้คนไข้เข้าพักค้างคืน แต่หลี่ต้าเฉิงจ่ายเงินไปถึงยี่สิบตำลึง พร้อมอ้างว่าที่บ้านไม่มีคนคอยดูแล ทางโรงหมอจึงจำต้องยอมให้เขาพักรักษาตัวอยู่ที่นั่น
ด้วยเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงในมือ หลี่ต้าเฉิงพักอยู่ที่โรงหมอห้าวัน เสียค่ายาไปเจ็ดสิบตำลึง และจ่ายค่าปรนนิบัติดูแลอีกสามสิบตำลึง เมื่อเหลือเงินติดตัวห้าสิบตำลึง เขาจึงออกจากโรงหมอและมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านหลังเก่า
ระหว่างทาง หลี่ต้าเฉิงบังเอิญพบกับหวังเฟิ่งที่ไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน ทีแรกเขาคิดจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น ทว่าหวังเฟิ่งที่ยังมีนิสัยดูถูกคนและชอบข่มผู้อื่นไม่เปลี่ยน เมื่อเห็นหลี่ต้าเฉิงในสภาพทรุดโทรม นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหัวเราะร่ากับคนข้างกาย
“เห็นไหมล่ะนั่น นั่นแหละอดีตสามีข้า สภาพดูไม่ได้ราวกับสุนัขข้างถนน ตอนข้าอยู่กับเขาน่ะต้องทนลำบากมาไม่น้อยเลย!”
“ดีแล้วที่เจ้าหย่าขาดแล้วแต่งเข้าตระกูลเหมาของเรา พี่ใหญ่ของข้าเป็นคนรักเมีย เขาไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องลำบากอีกแน่” หญิงที่พูดอยู่นั้นน่าจะเป็นน้องสาวของเหมาเต๋อ
“นั่นน่ะสิ ดีนะที่ข้าได้เจอพี่ใหญ่ของเจ้า ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องทนอุดอู้อยู่ในบ้านผุพังลมโกรกกับชายที่เหมือนสุนัขใกล้ตายคนนี้ไปตลอดชาติ เจ้าดูมือข้าสิ ตอนเขาล้มป่วยหนัก ข้าต้องไปรับจ้างซักผ้าให้คนอื่นเพื่อหาเงินมารักษาเขา จนมือเปื่อยพองดูไม่ได้เช่นนี้” หวังเฟิ่งพร่ำบ่นพลางแสร้งบีบน้ำตา
“หากท่านหมอไม่บอกข้าว่าเขาอาการดีขึ้นมากแล้ว ข้าก็คงไม่กล้าแต่งงานใหม่หรอก เป็นลูกสะใภ้ที่ทำเพื่อสามีได้ถึงเพียงนี้ ก็นับว่าข้ามีเมตตาและคุณธรรมมากพอแล้ว!”
หลี่ต้าเฉิงนิ่งเงียบฟังคำโป้ปดของหวังเฟิ่งท่ามกลางลมหนาว สายตาที่เขามองนางนั้นคมกริบดุจใบมีด ราวกับจะเชือดเฉือนหญิงที่กำลังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จผู้นี้ให้ขาดสะบั้น
เขายอมรับว่ายามที่นางไปซักผ้าให้นั้นลำบากจริง แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นคนขยันขันแข็งและออมเงินไว้ไม่น้อยก่อนจะล้มป่วย หวังเฟิ่งซักผ้าได้ไม่กี่วันมือก็เปื่อย หลังจากนั้นเงินที่ใช้สอยทั้งหมดล้วนเป็นเงินเก็บของร่างเดิมทั้งสิ้น!
ช่างเถิด… เดิมทีหลี่ต้าเฉิงคิดจะเข้าไปโต้แย้ง แต่พอมาคิดดูว่าตนเองก็มาอาศัยร่างผู้อื่นอยู่ ไม่ควรไปต่อปากต่อคำกับคนในครอบครัวเดิมของเขานัก จึงคิดจะเดินจากไปเสีย
“หยุดนะ! ใครอนุญาตให้เจ้าไป!” แต่หวังเฟิ่งกลับไม่ยอมเลิกรา หากหลี่ต้าเฉิงตายไปเสียก็แล้วไป แต่นี่เขายังไม่ตาย นางจึงตั้งใจจะถากถางเขาให้จมดิน ไม่เช่นนั้นหากเรื่องเข้าหูคนตระกูลเหมา ก็เกรงว่าจะพาลให้เข้าใจผิดว่านางยังมีเยื่อใยกับชายผู้นี้อยู่!