ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 436 ราวกับแม่ไก่ที่รบชนะ
บทที่ 436 ราวกับแม่ไก่ที่รบชนะ
หลี่ต้าเฉิงจนปัญญาที่จะเลี่ยง จึงต้องหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองหวังเฟิ่ง “เจ้ากับข้าหย่าขาดจากกันแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย เรียกข้าไว้ทำไม?”
“ดูคำพูดเจ้าเข้าสิ ทำอย่างกับว่าข้าอยากจะทำอะไรเจ้าอย่างนั้นแหละ” หวังเฟิ่งกลอกตาใส่หลี่ต้าเฉิง พลางดึงแขนของน้องสาวเหมาเต๋อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาใกล้ “น้องสามี เจ้าต้องช่วยเป็นพยานให้ข้านะ วันนี้เป็นหลี่ต้าเฉิงคนหน้าไม่อายที่วิ่งมาเซ้าซี้ข้าเอง ข้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขาเลยสักนิด!”
น้องสาวของเหมาเต๋อคงคาดไม่ถึงว่าหวังเฟิ่งจะพูดเช่นนี้ นางอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “พี่สะใภ้วางใจเถิด พี่ใหญ่รักท่านจะตายไป ย่อมไม่มีวันเข้าใจท่านผิดแน่ ต่อให้ใครคิดจะฉวยโอกาสกุข่าวลืออะไร พี่ใหญ่ก็ไม่มีวันเชื่อหรอก อีกอย่างหลานชายทั้งสองของข้าก็ไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกท่านได้!”
น้องสาวของเหมาเต๋อนามว่าเหมาหลิน มีอายุไล่เลี่ยกับหวังเฟิ่ง นางจึงเข้าใจเจตนาของการกระทำนี้ได้ในทันที ในใจหนึ่งนางรู้สึกว่าหวังเฟิ่งทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าการมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ก็พี่ชายของนาง เหมาเต๋อคนนั้นเป็นคนเช่นไร… นางผู้เป็นน้องสาวย่อมรู้ดีที่สุด…
เมื่อได้รับการยืนยันจากเหมาหลิน หวังเฟิ่งจึงดูเหมือนจะคลายใจลง นางพยักหน้าให้เหมาหลินด้วยท่าทางน่าสงสาร จากนั้นก็หันไปมองหลี่ต้าเฉิงอีกครั้ง “แม้เจ้ากับข้าจะเคยเป็นสามีภรรยากัน แต่หลายปีมานี้ข้าต้องตรากตรำลำบากตามเจ้ามาตลอด ไม่เคยมีชีวิตที่ดีเลยสักวัน ยามนี้เราหย่าขาดกันแล้ว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก ดังนั้นเจ้าอย่าได้ไปรังควานลูกสาวข้า ลูกสาวเป็นของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ต้าเฉิงมองหวังเฟิ่งด้วยสายตาเย็นชา เขารู้สึกขึ้นมาทันทีว่าผู้หญิงคนนี้กับภรรยาเก่าของเขาในโลกเดิมช่างเป็นคนประเภทเดียวกันไม่มีผิด เพี้ยนไปเพียงแค่หวังเฟิ่งในโลกก่อนตอนแต่งงานกับเขานั้นยังเยาว์วัยและไม่ประสีประสา ทำให้นางแท้งลูกหลายครั้งจนหมดความสามารถในการสืบพันธุ์ ตอนนั้นหลี่ต้าเฉิงคิดเพียงว่าในเมื่อนางไม่มีลูกเป็นของตัวเอง นางก็น่าจะรักและเมตตาเยว่หานของเขามากขึ้น
ทว่าเขาประเมินความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ต่ำเกินไป เยว่หานเป็นลูกสาวของเขา ไม่ใช่ลูกของหวังเฟิ่ง ดังนั้นต่อให้นางไม่มีลูกของตัวเอง นางก็ไม่มีวันดีต่อเยว่หาน
น่าเสียดายที่เขาในฐานะพ่อ นอกจากจะไม่ได้ช่วยปกป้องลูกสาวตัวเองแล้ว ยังถูกหวังเฟิ่งเป่าหูจนหลงเชื่อและยอมปล่อยให้นางใช้ข่าวลือเรื่องเขาป่วยหนัก หลอกล่อเยว่หานที่ไปเป็นอาสาสมัครอยู่ต่างประเทศให้กลับมา จนลูกสาวผู้ทะนงตนต้องตัดสินใจกระโดดตึกเพื่อรักษาเกียรติของตนเอง…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ แววตาที่หลี่ต้าเฉิงมองหวังเฟิ่งเบื้องหน้าก็ยิ่งทวีความเย็นชาขึ้น “ข้ามีลูกสาวเพียงคนเดียวคือเยว่หาน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” หวังเฟิ่งรู้สึกเหมือนถูกหลี่ต้าเฉิงหยามศักดิ์ศรี “เจ้าคิดว่าหลี่เยว่หานถูกจวนอู่กั๋วกงรับตัวกลับไปแล้วจะยอมกลับมานับถือคนอย่างเจ้าเป็นพ่อหรือ! อย่าลืมสิ ตอนเจ้าป่วยใกล้ตาย ยัยเด็กอกตัญญูนั่นไม่เคยส่งเงินมาที่บ้านแม้แต่เหรียญเดียว มีแต่ลูกสาวของข้าที่ส่งเงินมาให้ซื้อยา! และก็เป็นข้าที่คอยดูแลเจ้าอย่างเหนื่อยยาก! ตอนนี้เจ้ากล้าดีอย่างไรมาปั้นหน้าใส่ข้า! ดูเจ้าตอนนี้สิ สภาพเหมือนสุนัข! ได้แต่เที่ยวขอทานเขาไปวัน ๆ!”
หวังเฟิ่งแทบจะเต้นผาง หลี่ต้าเฉิงกล้าดูถูกนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
“เจ้าอยากจะคิดอย่างไรก็เชิญเถิด” แม้หลี่ต้าเฉิงจะหายป่วยแล้ว แต่ร่างกายยังคงอ่อนแออยู่บ้าง ตอนออกจากโรงหมอ คนที่นั่นหวังดีมอบไม้พองให้เขาใช้พยุงกายหนึ่งอัน ประกอบกับเขาสวมเสื้อผ้าปะชุนขาดวิ่น แม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูไม่เรียบร้อยนัก การถูกเข้าใจว่าเป็นขอทานจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
“หวังเฟิ่ง” หลี่ต้าเฉิงหมดความอดทนในที่สุด “เจ้าจงวางใจเถอะ ต่อให้ข้าต้องขอทานประทังชีวิตเหมือนสุนัข ข้าก็จะไม่ไปขอเงินหลี่หรงหรงมาใช้สอย และจะไม่ไปก้าวก่ายชีวิตใหม่ของเจ้าเด็ดขาด ในเมื่อเจ้ากับข้าหย่าขาดกันแล้ว ก็ให้มันจบสิ้นกันไป หวังว่าวันหน้าหากเจอหน้ากันก็จงทำเป็นไม่เห็นข้า ข้าเองก็จะพยายามไม่โผล่ไปให้เจ้าเห็นเช่นกัน”
พูดจบ หลี่ต้าเฉิงก็ก้าวเดินจากไป
หวังเฟิ่งคงยังโอ้อวดไม่สะใจ จึงตะโกนเรียกหลี่ต้าเฉิงไว้อีก “อย่ามาทำท่าทางเหมือนถูกทอดทิ้งเช่นนี้! บอกแล้วไงว่าข้า หวังเฟิ่ง ไม่ติดค้างอะไรกับเจ้า หลี่ต้าเฉิง!”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าติดค้างข้า” หลี่ต้าเฉิงชายตาไปทางเหมาหลินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “แม่นางท่านนี้ รบกวนท่านช่วยดูแลพี่สะใภ้ของท่านให้ดีด้วย เผื่อว่าวันหน้าข้าพบกับพี่ชายของท่านเข้าจะได้ไม่เผลอพูดอะไรออกไป เพราะพี่ชายท่านคนนี้อารมณ์ร้ายนัก”
หวังเฟิ่งเป็นเพียงผู้หญิง บางเรื่องนางย่อมไม่มีทางล่วงรู้ ต่อให้ยายหลงจะรู้ แต่เพื่อเห็นแก่ซองแดงเงินรางวัลแม่สื่อ นางย่อมไม่มีวันบอกความจริงแก่นาง
ทว่าหลี่ต้าเฉิงได้รับรู้บางเรื่องมาจากความทรงจำของร่างเดิม
ธรรมดาลูกผู้ชาย เมื่อรวมกลุ่มกันเรื่องที่พูดคุยกันมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเรื่องผู้หญิง ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังทำงานแบกของอยู่ที่ท่าเรือ ช่วงเวลาพักผ่อนที่นั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนคนงาน เขาเคยได้ยินเรื่องของเหมาเต๋อคนนี้มาบ้าง
ลูกชายของเขามีความสามารถ เลี้ยงดูครอบครัวได้ดี ลูกสะใภ้ทั้งสองก็ล้วนกตัญญู ตัวเหมาเต๋อเองก็ตั้งกลุ่มช่างฝีมือขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของตระกูลเหมาจัดว่ามั่งคั่งไม่เบา
บุรุษในยุคสมัยนี้พอมีเงินทองก็มักจะมองหาหญิงงาม เหมาเต๋อเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เมื่อหลายปีก่อน ยามที่ตระกูลเหมายังไม่สุขสบายเช่นนี้ ภรรยาของเหมาเต๋อขึ้นชื่อเรื่องความกตัญญูและเป็นภรรยาที่ดี ต่อมาได้ยินว่านางพลัดตกเขาขณะไปส่งข้าวให้สามีจนกลายเป็นคนพิการนอนติดเตียง อยู่ได้ไม่นานก็สิ้นใจไป
ตั้งแต่นั้นมา นิสัยใจคอของเหมาเต๋อก็เปลี่ยนไปเป็นคนโมโหร้าย อารมณ์แปรปรวน ยามนั้นพวกเพื่อนคนงานกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงภรรยาคนที่สามของเขา ว่ากันว่านางหน้าตาสะสวยทรวดทรงอวบอิ่ม ทว่าหลังจากแต่งเข้าบ้านได้ไม่ถึงสองเดือนก็ไม่มีใครเห็นหน้านางอีกเลย ได้ยินมาว่าเหมาเต๋อมักจะทุบตีภรรยาอยู่ที่บ้านเป็นประจำ กินข้าวก็ตี นอนก็ตี ตื่นนอนก็ยังตี
เหมาเต๋อถึงกับลั่นวาจาไว้ว่า ผู้หญิงเป็นพวกชั้นต่ำที่ต้องโดนตี วันไหนไม่ได้โดนตี นางจะกำเริบเสิบสานจนออกนอกลู่นอกทาง
เรื่องนี้ทำให้พวกเพื่อนคนงานต่างพากันสงสัยว่า เหตุใดภรรยาของเหมาเต๋อจึงถูกทุบตีทุกวี่วัน เพียงเพราะนางหน้าตาสะสวยอย่างนั้นหรือ?
หลี่ต้าเฉิงคนเดิมไม่ใคร่สนใจเรื่องซุบซิบเหล่านี้ จึงทำเพียงฟังผ่านหูไปเท่านั้น
หลังจากที่หลี่ต้าเฉิงสวมวิญญาณเข้าร่างนี้ เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องชาวบ้านเช่นกัน แต่ถูกหวังเฟิ่งเหยียดหยามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่คนที่มีความอดทนสูงก็ยังต้องมีขีดจำกัด เขาจึงเอ่ยเตือนเหมาหลินน้องสาวของเหมาเต๋อด้วยหวังว่านางจะช่วยคุมหวังเฟิ่งให้สงบปากสงบคำลงบ้าง
จะได้ไม่ต้องถูกตีจนตายหลังจากแต่งเข้าบ้านได้ไม่นาน
ทว่าหวังเฟิ่งกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น “หย่ากันแล้วยังจะมาพยายามยุแยงให้ข้าผิดใจกับครอบครัวสามีใหม่อีก หลี่ต้าเฉิง เมื่อก่อนข้าไม่ยักกะรู้เลยว่าเจ้าน่ารังเกียจถึงเพียงนี้!”
หลี่ต้าเฉิงไม่ตอบโต้สิ่งใดอีก เขาหันหลังใช้ไม้พองยันกายเดินจากไป
หวังเฟิ่งยังนึกอยากจะค่อนแคะอีกสักสองสามคำ แต่เหมาหลินดึงแขนรั้งนางไว้ “พี่สะใภ้ ท่านเพิ่งแต่งเข้าบ้านมาไม่นาน พี่ใหญ่กำลังรักกำลังหลงท่าน อย่าได้ไปถือสาหาความกับชายที่ไม่มีน้ำยาคนนี้เลย ไปเถอะ พวกเราไปเดินเที่ยวในตลาดกัน พี่ใหญ่ชอบให้ผู้หญิงของเขาแต่งตัวสวย ๆ”
พูดจบ เหมาหลินก็กึ่งลากกึ่งจูงหวังเฟิ่งเดินจากไป
ที่นางห้ามหวังเฟิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกทุบตีเสียทั้งหมดหรอก แต่เป็นเพราะเหมาเต๋อใจป้ำกับพี่สะใภ้คนใหม่นี้มาก นางจึงรีบพานางไปเดินตลาดเพื่อหวังจะได้รับลาภลอยหรือผลประโยชน์จากหวังเฟิ่งบ้าง!
ฝ่ายหวังเฟิ่งเมื่อได้ยินคำพูดของเหมาหลิน ก็นึกถึงความรักใคร่เอาใจใส่ที่เหมาเต๋อมอบให้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทันใดนั้นนางก็เชิดหน้าขึ้นราวกับแม่ไก่ที่จิกตีจนชนะศึก นางโบกไม้โบกมือพลางตะโกนเสียงดังประหนึ่งกลัวผู้อื่นจะไม่ได้ยิน “หลินเอ๋อร์ไปกันเถอะ! พี่สะใภ้จะพาเจ้าไปเดินตลาดเอง! พวกเราเป็นผู้หญิงน่ะ ต้องแต่งตัวให้สวยสะพรั่งเข้าไว้!”