ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 442 หลี่ต้าฉิงสิ้นชีพในกองเพลิง
บทที่ 442 หลี่ต้าฉิงสิ้นชีพในกองเพลิง
“เป็นเรื่องจริงขอรับ” ชายหนุ่มผู้นั้นพยักหน้ายืนยัน “ตอนที่ข้าไปหาท่านพ่อของท่าน ร่างกายเขาฟื้นตัวเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังค่อนข้างลำบากนัก
แม้จะซ่อมแซมบ้านที่ผุพังแล้ว แต่เขาก็ไม่มีเงินพอจะซื้อถ่านมาจุดไฟ ในบ้านจึงหนาวเหน็บราวกับห้องใต้ดินน้ำแข็ง ท่านพ่อของท่านบอกว่าตอนนี้เขาไม่ขัดสนเรื่องเงินทองแล้ว แต่ที่ไม่กล้าใช้ชีวิตให้สุขสบายนัก ก็เพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่หรงหรงจึงพยักหน้าและทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง “ท่านพ่อกังวลเช่นนั้นก็ถูกแล้ว เพราะท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่งจะหย่าขาดกัน ท่านแม่ก็แต่งงานใหม่ทันที หากท่านแม่รู้ว่าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นข้ากับท่านพี่ส่งเงินไปให้ท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไรท่านแม่คงต้องหาทางเอาเงินก้อนนั้นมาจากมือท่านพ่อให้ได้แน่”
พูดจบหลี่หรงหรงก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งให้สาวใช้มอบรางวัลให้ชายหนุ่มคนนั้นอย่างอ่อนแรง พร้อมกำชับไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป จากนั้นนางก็รีบออกจากจวนตระกูลหลิ่ว มุ่งหน้าไปยังจวนกั๋วกงทันที
….
ณ อำเภอฮัวซี
ชีวิตประจำวันของหลี่ต้าฉิงนั้นเรียบง่ายและเป็นระเบียบยิ่งนัก
ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับถือชามเปล่าไปต่อแถวที่ร้านโจวเพื่อรับโจวร้อน ๆ ฟรีหนึ่งชาม เมื่อดื่มเสร็จก็เอาชามกลับไปเก็บที่บ้าน แล้วจึงออกจากเมืองไปเก็บฟืน
ในช่วงวันแรก ๆ ฟืนที่เขาเก็บมาได้ยังพอใช้จุดให้ความอบอุ่นได้ถึงครึ่งคืน แต่เมื่อหิมะเริ่มตกหนักขึ้น ผู้คนออกมาเก็บฟืนก็มากขึ้นตามไปด้วย จนในที่สุดบนที่ดินร้างรอบอำเภอฮัวซีก็แทบไม่เหลือกิ่งไม้ให้เก็บอีก
หากมิใช่เพราะทางการสั่งห้ามตัดไม้ทำลายป่า ป่านนี้ต้นไม้คงถูกโค่นจนเหี้ยนไปหมดแล้ว
เมื่อไม่มีไม้ หลี่ต้าฉิงก็คาดการณ์ว่าสภาพอากาศเช่นนี้ยามค่ำคืนคงผ่านไปได้ยากนัก แต่โชคดีที่ชาติก่อนเขาเป็นเด็กบ้านนอก จึงรู้ว่ามูลสัตว์แห้งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ทว่าผู้คนในยุคนี้ยังไม่รู้ความลับข้อนี้ เขาจึงต้องคอยระวัง เพราะหากคนรู้กันมากเข้า เขาเกรงว่าแม้แต่มูลสัตว์ก็คงไม่มีเหลือให้เก็บ
ดังนั้นหลี่ต้าฉิงจึงรื้อผ้าห่มออกมาทำเป็นถุงผ้าสีตุ่น ๆ ถือติดตัวไปรับโจวทุกวัน เมื่อเก็บชามเสร็จเขาก็จะเดินทอดน่องออกนอกเมือง ทุกครั้งที่ออกไปเขาสามารถเก็บมูลวัวแห้งกลับมาได้เป็นจำนวนมาก
หลี่ต้าฉิงรู้ดีว่ายายหลงที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นคนอย่างไร ดังนั้นแม้ว่ามูลวัวจะไม่มีค่าอะไรนัก แต่เขาก็ยังซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง มิเช่นนั้นหากยายหลงรู้ว่ามูลวัวใช้เผาไฟได้ เขาคงไม่มีเหลือแม้แต่สิ่งปฏิกูลไว้ใช้งาน
ชีวิตดำเนินไปเช่นนี้ทีละนิด เวลาล่วงเลยไปทีละน้อย หลังจากหลี่ต้าฉิงมายังโลกใบนี้ได้ครึ่งเดือนกว่า เขาก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตที่นี่ได้อย่างสมบูรณ์
แม้จะเป็นความหนาวเหน็บ เขาก็เคยชินกับมันมากกว่าตอนที่มาถึงแรก ๆ มากนัก
ในช่วงที่หวังเฟิ่งเพิ่งแต่งเข้าบ้านตระกูลเหมา หลี่ต้าฉิงยังบังเอิญพบนางบ้างเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าทุกครั้งที่พบนาง หวังเฟิ่งมักจะอวดอ้างเสมอว่าเหมาเต๋อซื้อเครื่องประดับใหม่ชิ้นใดให้นางบ้าง เหมาเต๋อรักถนอมนางเพียงใด และลูกชายทั้งสองกตัญญูต่อนางมากแค่ไหน
มีบางครั้งที่หลี่ต้าฉิงยืนมองหวังเฟิ่งที่มีหน้าตาเหมือนกับภรรยาในโลกก่อนของเขา ราวกับพิมพ์เดียวกันมาจากที่ไกล ๆ แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ
โชคชะตาของคนเราบางครั้งก็น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาคิดว่าตัวเองตายด้วยน้ำมือของหวังเฟิ่งไปแล้ว แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมากลับได้พบกับหวังเฟิ่งอีกคนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าความตายของหลี่ต้าฉิงคนเดิมก็หนีไม่พ้นฝีมือของหวังเฟิ่งคนนี้เช่นกัน
หากมิใช่เพราะหวังเฟิ่งบีบบังคับให้หลี่ต้าฉิงคนเดิมไปทำงานหนัก ทั้งที่มีฝีมือช่างไม้ชั้นครู หลี่ต้าฉิงคนก่อนก็คงไม่ตกระกำลำบากจนล้มป่วยและตายไป
เมื่อมองดูหวังเฟิ่งที่ดูเหมือนจะมีชีวิตที่เชิดหน้าชูตาในตอนนี้ ในใจของหลี่ต้าฉิงจึงเหลือเพียงความรู้สึกเวทนาและปลงตก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลี่ต้าฉิงก็แทบไม่เห็นหวังเฟิ่งอีกเลย เขายังจำได้ราง ๆ ว่าในครั้งสุดท้ายที่พบกัน สุขภาพจิตของนางดูจะไม่ค่อยดีนัก สีหน้าก็ดูหม่นหมอง แต่กระนั้นนางก็ยังคงคุยโวโอ้อวดกับสตรีรอบข้างอย่างลำพองใจเรื่องหวีทองคำที่เหมาเต๋อซื้อให้ใหม่
ตอนนั้นหลี่ต้าฉิงตั้งใจจะเดินผ่านเส้นทางที่หวังเฟิ่งอยู่ แต่หลังจากยืนมองสตรีที่สีหน้าดูไม่สู้ดีทว่ายังพยายามทำตัวร่าเริงเกินจริงอยู่ในเงามืดครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเดินเลี่ยงไปทางอื่น
ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่ได้พบหวังเฟิ่งอีกเลย
อำเภอฮัวซีอยู่ใกล้เมืองหลวงมาก มักจะมีคนรวบรวมจดหมายข่าวราชการหรือตี้เป้าของเมืองหลวงตลอดทั้งเดือนมาขายเก็งกำไรที่นี่ ราคาขายก็ไม่ใช่ถูก ๆ หลี่ต้าฉิงจึงไม่เคยคิดจะซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านเพื่อติดตามข่าวสารเลย
ทว่าในวันนี้ หลังจากที่หลี่ต้าฉิงกลับมาจากนอกเมืองพร้อมมูลวัวถุงใหญ่ เขาได้ยินคนขายตี้เป้าร้องตะโกนเสียงดัง จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดเท้าฟัง
“ตี้เป้ามาแล้วจ้า! แม่ทัพม้าเหล็กที่แท้คือพระโอรสองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้ หลังได้รับแต่งตั้งเป็นชินอ๋องกลับถีบส่งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ข่าวเจาะลึกสุดยอดคนแพศยาแห่งยุค ฉีอ๋อง อยู่ในตี้เป้าฉบับนี้แล้ว…”
ชายหนุ่มที่เคยส่งเงินมาให้ตอนที่เขาป่วยเคยเล่าเรื่องของหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนให้ฟังบ้างแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงร้องประกาศเช่นนี้ หลี่ต้าฉิงจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
“ฉีอ๋องลบหลู่กฎหมาย ใส่ร้ายองค์ชายกลางท้องพระโรง ลายพระหัตถ์ของกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานจะเป็นจริงหรือเท็จ ติดตามได้ในตี้เป้าเลยจ้า—”
เรื่องนี้เองที่ดึงดูดความสนใจของหลี่ต้าฉิง
แม้เขาจะไม่ค่อยชอบหน้าชายที่ทิ้งภรรยาคนนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้ยินว่าเขากล้าใส่ร้ายองค์ชายกลางท้องพระโรง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวตามสัญชาตญาณก็คือ ทางราชวงศ์จะทำอะไรคนแพศยาคนนี้ไม่ได้ แล้วหันมาลงมือกับหลี่เยว่หานแทนหรือไม่?
แม้หลี่ต้าฉิงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าหลี่เยว่หานคือลูกสาวแท้ ๆ ของร่างนี้ แต่เมื่อเขาได้กลายมาเป็นหลี่ต้าฉิงคนปัจจุบัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงมีความห่วงใยต่อภรรยาและบุตรสาวของเจ้าของร่างเดิมอย่างยิ่ง
ดังนั้น——
หลี่ต้าฉิงจึงเอาเขม่ามาทาหน้าให้ดำ ยอมควักเงินจำนวนหนึ่งซื้อตี้เป้ามาหลายฉบับ หลังจากอ่านเนื้อหาข้างในจบ เขาก็เอามันไปเผาทิ้งพร้อมกับมูลวัว
ในชาติก่อนเขาเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าตี้เป้าเหล่านี้เป็นฉบับที่ถูกบิดเบือนและตัดทอนเนื้อหา ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น คงมีเพียงเหล่าขุนนางในราชสำนักเท่านั้นที่ล่วงรู้
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ หลี่ต้าฉิงจึงตัดสินใจทำเรื่องที่น่าตกตะลึง
นั่นคือการสอบเข้ารับราชการ!
หลี่ต้าฉิงคนเดิมย่อมไม่มีทางอ่านออกเขียนได้ และไม่มีโอกาสเช่นนั้น ดังนั้นหลี่ต้าฉิงจึงวางแผนอยู่หลายวัน ตั้งใจจะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา ซึ่งในยุคสมัยนี้การเปลี่ยนตัวตนใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
แต่เขาจะตายอย่างไรให้แนบเนียนดีเล่า?
หลี่ต้าฉิงวางแผนเรื่องนี้อยู่หลายวัน เฝ้าสังเกตการณ์ตามจุดต่าง ๆ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง เขาเห็นคนนำศพชายหนุ่มที่หนาวตายมาทิ้งไว้ที่สุสานอนาถานอกเมือง
จากการกะด้วยสายตา ศพนั้นมีความสูงและอายุไล่เลี่ยกับเขา เพียงแต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดชายฉกรรจ์เช่นนี้ถึงได้หนาวตายอย่างน่าอนาถ
หลี่ต้าฉิงไม่สนเรื่องอื่น เขาอาศัยความมืดในยามวิกาล ใช้ผ้าปูเตียงที่แกะออกมาห่อร่างที่แข็งทื่อของชายผู้นั้นไว้ แล้วใช้มูลวัวพรางตาแบกขึ้นบ่า เมื่อเข้าเมืององครักษ์เวรยามถามว่าแบกอะไรมา หลี่ต้าฉิงก็เพียงบอกว่าไปเก็บท่อนไม้มาจากนอกเมือง แล้ว “บังเอิญ” ทำมูลวัวก้อนหนึ่งหล่นออกมาจากห่อผ้า
ทหารยามเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจทันที แล้วรีบไล่ให้เขากลับไปเร็ว ๆ
คืนนั้นเอง บ้านที่หลี่ต้าฉิงพักอาศัยก็เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ มูลวัวถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น เปลวเพลิงโหมกระหน่ำจนเกือบจะลามไปถึงบ้านของยายหลงที่อยู่ข้าง ๆ
หลังจากดับไฟได้สนิท ทางการพบศพชายคนหนึ่งในซากบ้านที่พังทลาย เมื่อสอบถามจากยายหลงว่าหลี่ต้าฉิงอาศัยอยู่เพียงลำพัง ประกอบกับคำให้การของทหารยามหน้าประตูเมือง จึงสันนิษฐานว่าหลี่ต้าฉิงเก็บท่อนไม้มาหวังจะเผาให้ความอบอุ่นตลอดคืน แต่กลับโชคร้ายทำไฟไหม้คลอกตัวเองตาย
ในขณะเดียวกัน ที่ท่าเรือ ณ หอจิ่วอวี๋ มีแขกมาเยือนเรือสินค้าที่เพิ่งจอดเทียบท่าอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นเมื่อก้าวเข้ามาในหอจิ่วอวี๋ ก็ตรงเข้าไปถามผู้ดูแลร้านโจวเรื่องการขอทำเอกสารยืนยันตัวตนและทะเบียนบ้านใหม่ทันที