ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 443 จุดประสงค์เบื้องหลังการกักตุนเสบียง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 443 จุดประสงค์เบื้องหลังการกักตุนเสบียง
บทที่ 443 จุดประสงค์เบื้องหลังการกักตุนเสบียง
โบราณว่าไว้ ‘มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้’ หลี่ต้าฉิงยอมควักเงินสิบตำลึงเพื่อเปลี่ยนตัวตนกลายเป็น ‘หลี่เจี้ยนโบ’ ได้อย่างราบรื่น หลังจากเข้าพักในหอจิ่วอวี๋ เขาก็ได้อาบน้ำให้สบายกาย เปลี่ยนมาสวมชุดเก่าที่เสี่ยวเอ้อซื้อมาให้ แล้วเอนกายพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มไปหลายวัน
ในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้เอง ข่าวเรื่องหลี่ต้าฉิงสิ้นชีพในกองเพลิงก็แพร่มาถึงเมืองหลวง หลี่หรงหรงที่เพิ่งจะคุยกับหลี่เยว่หานเรื่องที่หวังเฟิ่งหย่าขาดและแต่งงานใหม่ไปเมื่อวันก่อน พอทราบเรื่องก็รีบร้อนรุดไปยังจวนกั๋วกงเพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้แก่พี่สาวทันที
หากพูดกันตามตรง หลี่เยว่หานมิได้ใส่ใจความเป็นอยู่ของหลี่ต้าฉิงนัก ยามเขาเจ็บป่วย นางส่งเงินไปให้รักษาตัวก็นับเป็นความเมตตาที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว เพราะในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พ่อคนนี้ไม่ใช่คนดีเด่นอะไร การที่นางยังนึกถึงและส่งเงินทองไปให้ก็นับว่านางทำหน้าที่ลูกได้ดีเกินพอแล้ว
ทว่าการตายของหลี่ต้าฉิงกลับทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกหดหู่อยู่ไม่น้อย
จะว่าเสียใจก็พอมีอยู่บ้าง จะว่ารู้สึกหลุดพ้นก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ทว่าสิ่งที่หยั่งรากลึกยิ่งกว่า คือความใจหายเมื่อความผูกพันอันซับซ้อนนี้ต้องจบสิ้นลง ทั้งที่ความรู้สึกต่าง ๆ ยังมิอาจตกตะกอนได้ทัน
“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านต้องลำบากมามากเพราะคนในบ้าน แต่ถึงอย่างไรเราก็มีท่านพ่อเพียงคนเดียว” เมื่อเห็นหลี่เยว่หานนิ่งเงียบ หลี่หรงหรงจึงเอ่ยขึ้นอีกว่า “โบราณว่าคนตายไปเหมือนตะเกียงดับ ไม่ว่าอย่างไรในฐานะลูก เราควรจะไปส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
“หลี่หรงหรง เจ้าลองว่ามาสิ ทำไมจู่ๆ หลี่ต้าฉิงถึงได้ตายในกองเพลิง?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถึงแม้เราจะส่งเงินไปให้เขา แต่ตามข่าวที่แจ้งมา เขาเกรงว่าหวังเฟิ่งจะกลับมาอาละวาดจึงไม่กล้าใช้เงินซื้อฟืนหรือถ่าน เจ้าไม่คิดหรือว่าไฟไหม้ครั้งนี้มันดูมีเงื่อนงำเกินไป?”
หลี่หรงหรงถอนหายใจยาวเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ข้าสอบถามอย่างละเอียดแล้ว ได้ความว่าช่วงนี้ท่านพ่อมักจะออกไปเก็บกิ่งไม้แห้งนอกเมือง บางครั้งก็เก็บมูลวัวกลับบ้าน ถึงจะไม่รู้ว่าเขาเก็บมาทำไม แต่น่าจะใช้เพื่อสร้างความอบอุ่น
เย็นวันที่เกิดไฟไหม้ ทหารยามเฝ้าประตูเมืองบอกว่าเขาแบกท่อนไม้ค่อนข้างยาวและหนาพาดบ่ากลับมา โดยบอกว่าเก็บได้ ทุกคนเลยคาดเดาว่าเขาอาจจะแอบไปขโมยไม้มาจากโรงไม้แถวนั้น”
“อาจเป็นเพราะเหตุนี้ คืนนั้นเพื่อนบ้านสังเกตเห็นกองไฟในบ้านท่านพ่อลุกโชนผิดปกติ ทางการจึงสันนิษฐานว่าท่านพ่อคงเกรงจะมีคนมาพบไม้ที่ขโมยมา จึงเร่งสุมไฟหวังจะทำลายหลักฐานให้หมดโดยเร็ว แต่นึกไม่ถึงว่าไฟจะลุกแรงเกินไปจนลามไหม้บ้านทั้งหลัง”
หลี่หรงหรงพูดไปพลางถอนหายใจไปพลาง “เป็นความผิดของข้าเอง หากข้ารู้ว่าท่านแม่กับท่านพ่อหย่ากันแล้วข้าน่าจะส่งคนไปรับท่านพ่อมาที่เมืองหลวง เขาจะได้ไม่ต้องซ่อนเงินไว้จนไม่กล้าใช้เพราะกลัวท่านแม่จะกลับไปรังควาน”
เมื่อฟังคำของหลี่หรงหรง หลี่เยว่หานก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจลึกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติที่ตรงไหน ทำได้เพียงทอดถอนใจแล้วถามว่า “ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นจวนตระกูลหลิ่วหรือจวนกั๋วกงก็ไม่เหมาะจะตั้งศพ เจ้าจะจัดการงานศพของหลี่ต้าฉิงอย่างไร?”
“ข้าไปเรียนถามท่านพ่อตาและท่านแม่ยายแล้ว พวกท่านอนุญาตให้จัดงานศพที่จวนตระกูลหลิ่วได้ เพียงแต่มีข้อแม้ประการเดียวคือห้ามนำศพเข้าบ้าน” หลี่หรงหรงกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าจึงอยากมาปรึกษาท่านพี่ ว่าจะขอส่งคนไปที่อำเภอฮัวซี เพื่อจัดการเผาศพท่านพ่อให้เรียบร้อยแล้วนำเพียงอัฐิกลับมาประกอบพิธีได้หรือไม่”
หลี่เยว่หานพยักหน้าเห็นด้วย “ก็นับเป็นวิธีที่ดี เจ้าไปจัดการเถิด”
เมื่อได้รับความยินยอมจากพี่สาว หลี่หรงหรงจึงซับน้ำตาแล้วขอตัวลาจากจวนกั๋วกงไป
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่หลี่เยว่หานช่วยส่งเสริมให้นางได้เป็นสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลิ่วกระมัง กิริยาที่เคยร้ายกาจของหลี่หรงหรงมลายสิ้น ยามเผชิญหน้ากับหลี่เยว่หาน นางมักแสดงท่าทีนอบน้อมอ่อนโยนอย่างที่สุด ไม่กล้าทำตัวโอหังวางอำนาจเหมือนในอดีตอีกเลย
ส่วนหลี่เยว่หานเองก็วางตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของหลี่หรงหรงด้วยความใจกว้าง ราวกับว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
ในวันที่ข่าวการตายของหลี่ต้าฉิงแพร่มาถึงเมืองหลวง ข่าวจากไร่นอกเมืองก็ส่งมาถึงเช่นกัน ว่าหวังเหอฮวาได้คลอดบุตรแล้ว เป็นบุตรชาย ทราบมาว่าพอคลอดเสร็จก็มีคนจากไร่รีบไปแจ้งที่จวนตระกูลหลิ่วทันที หลิ่วจื้อหยวนอาละวาดอยู่นานด้วยอยากจะรับหวังเหอฮวากลับมา แต่หลิ่วเทียนเสียงและภรรยาเกรงใจหลี่เยว่หาน จึงยืนกรานไม่ยินยอมไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
เมื่อได้รับแจ้งข่าวนี้ หลี่เยว่หานกลับมีท่าทีสงบเยือกเย็นยิ่งนัก
นางเดาออกไม่ยากว่า ตลอดช่วงที่พักฟื้นรอคลอดอยู่ที่ไร่ หวังเหอฮวาคงพยายามหว่านล้อมผู้คนรอบข้างให้ช่วยพูดแทนตนเป็นแน่ ดังนั้นพอเด็กคลอดออกมา หลี่เยว่หานจึงส่งคนที่เตรียมไว้ไปรับตัวเด็กมาไว้ที่จวนกั๋วกงทันที
แม้การกระทำนี้จะดูไม่เป็นธรรมนัก แต่นางไม่ได้คิดจะทำร้ายหวังเหอฮวา เพียงแต่หากปล่อยให้หวังเหอฮวากลับไปที่จวนตระกูลหลิ่ว มีหวังบ้านแตกสาแหรกขาดแน่ และถึงตอนนั้น กิจการการค้าในมือของนางจะพึ่งพาเพียงหลงจู๊อวี้ หลงจู๊เยว่ และจี้หยาง ย่อมไม่เพียงพอจัดการ
ในเมื่อสังหารหวังเหอฮวาไม่ได้ ก็ต้องกุมลูกชายของนางไว้ในมือ เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่แค่หลักฐานการคบชู้ของนาง แต่ยังเป็นที่พึ่งพาสุดท้ายที่ใช้ข่มขวัญหวังเหอฮวาได้อีกด้วย
เรื่องราวเหล่านี้ สำหรับหลี่เยว่หานในตอนนี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
อีกทั้งคนในจวนกั๋วกงทุกคนต่างก็ดีต่อนางมาก นางอยู่ที่นี่จึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของคำว่าครอบครัวอย่างแท้จริง
เมื่ออัฐิของหลี่ต้าฉิงถูกส่งมาถึงเมืองหลวง อากาศก็ทวีความหนาวเหน็บขึ้นทุกที จวนตระกูลหลิ่วเริ่มจัดงานศพตามประเพณี หลี่เยว่หานยังส่งคนไปนิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่มาสวดพระพุทธมนต์ให้
ในช่วงเวลานี้เอง เสบียงอาหาร น้ำมัน และเกลือตามร้านค้าของทางการเริ่มขาดแคลน ชาวบ้านจำนวนมากที่ซื้อหาของกินของใช้ไม่ได้เริ่มก่อจลาจลบุกพังร้านค้าขุนนาง คนของหลี่เยว่หานมาสอบถามหลายครั้งว่าควรเริ่มนำเสบียงออกมาขายได้หรือยัง แต่นางก็ยังสั่งให้ระงับไว้ก่อน
ยังไม่ถึงเวลา…
นางมิใช่คนใจดำอำมหิต แต่ตอนนี้เป็นเพียงการขาดแคลนในวงแคบ ต่อให้ร้านค้าทางการถูกพัง ราชสำนักก็ยังไม่ขยับตัวแรงนัก ต้องรอให้ผลกระทบจากการขาดแคลนขยายวงกว้างจนวุ่นวายเสียก่อน ถึงตอนนั้นย่อมมีคนมาอ้อนวอนขอให้หลงจู๊อวี้และคนอื่นๆ เปิดคลังระบายเสบียงเอง
ตามแผนการของหลี่เยว่หาน เมื่อการขาดแคลนเสบียงแผ่ลามไปถึงครึ่งหนึ่งของเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้านสามัญ คดีของจงเจิ้งซวนที่ยืดเยื้อมานานก็น่าจะได้ข้อสรุปเสียที
——ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมทราบดีว่าหลี่เยว่หานคือผู้อยู่เบื้องหลังการกว้านซื้อเสบียงในช่วงแรก แต่สิ่งที่พระองค์ไม่ทรงทราบก็คือความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเมิ่งฉีฮ่วนนั้นร้าวฉานจริงหรือไม่ เพราะลำพังผู้หญิงตัวคนเดียวจะกระทำการใหญ่ขนาดนี้ได้ย่อมเป็นเรื่องยาก
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของหลี่เยว่หานยังมีจวนกั๋วกงคอยหนุนหลัง หากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นต้องการรักษาความสงบของบ้านเมือง ตาชั่งในพระทัยย่อมต้องเอนเอียงมาทางเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมีแผนการใดซ่อนอยู่ พระองค์คงไม่อาจทนเห็นราษฎรของตนต้องหิวโหยหรือหนาวตายได้
หลี่เยว่หานใช้แผนการนี้เพื่อบีบบังคับให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเร่งจัดการกับองค์ชายรองจงเจิ้งซวนให้เร็วที่สุด
เมื่อมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน นี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกันตัวนางออกมาจากความสัมพันธ์กับเมิ่งฉีฮ่วนต่อหน้าสาธารณชน
เพราะขอเพียงหลังจบเรื่อง นางประกาศออกไปว่าการกว้านซื้อเสบียงครั้งใหญ่นั้นทำเพื่อโยนความผิดให้ฉีอ๋อง เมื่อผู้คนนึกถึงความอดสูที่นางได้รับตลอดเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับการถูกเมิ่งฉีฮ่วนกดดันบีบคั้นอย่างไม่ใยดี ทุกคนย่อมต้องเชื่อสนิทใจแน่นอน