ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 445 ห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้า
บทที่ 445 ห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้า
ณ การประชุมขุนนางยามเช้า
เมิ่งฉีฮ่วนผู้ซึ่งหลายวันที่ผ่านมามักจะใช้ฝีปากกล้าโจมตีผู้อื่นไม่ยอมลดละ กลับสงบเสงี่ยมอย่างผิดคาดในวันนี้ แม้แต่ยามที่มีขุนนางบางคนจงใจหยิบยกเรื่องการลงทัณฑ์จงเจิ้งเซวียนขึ้นมา เขาก็ยังวางเฉยประหนึ่งว่าเรื่องทั้งหมดมิได้เกี่ยวข้องกับตนเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มคนที่เรียกร้องให้จัดการจงเจิ้งเซวียน จงเจิ้งเสียนมักจะยกข้ออ้างว่าหลักฐานทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่บุตรอนุของตระกูลเฉินเพียงผู้เดียว และพยายามขัดขวางการเอาผิดจงเจิ้งเซวียนมาโดยตลอด
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นลอบสังเกตท่าทีของเมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่อยู่เงียบ ๆ ทว่าทั้งคู่ต่างสงบนิ่งและดูไม่ใคร่อยากจะเอ่ยปากพูดสิ่งใด ทำให้ในพระทัยของพระองค์เริ่มเกิดความระแวงสงสัย
จนกระทั่งขุนนางจากกรมคลังเป็นฝ่ายหยิบยกเหตุการณ์เสบียงขาดแคลนครั้งนี้ขึ้นมาทูล…
“ฝ่าบาท ข้าตรวจสอบแล้วพบว่า เมื่อหลายเดือนก่อน ฮั่นหรงฟูเหริน อดีตพระชายาฉีอ๋อง ได้ส่งคนไปกว้านซื้อเสบียงอาหารเป็นจำนวนมหาศาลและนำไปเก็บไว้ในที่ลับตา และก็เป็นเพราะการกระทำของฮั่นหรงฟูเหรินนี่เองที่ส่งผลให้เกิดสภาวะขาดแคลนเสบียงขึ้นในเมืองหลวง”
หานโฮ่วกวง เสนาบดีกรมคลังเอ่ยรายงาน พลางปรายตาไปมองเมิ่งฉีฮ่วนครู่หนึ่ง “ข้ามิกล้าคิดเลยว่า เหตุใดฮั่นหรงฟูเหรินจึงต้องกักตุนเสบียงมากมายถึงเพียงนั้น”
หานโฮ่วกวงเคยเป็นที่ปรึกษาของตระกูลเฉินมาก่อน แม้ภายหลังจากแยกตัวออกมาจะอ้างว่าทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างเต็มที่ แต่ในทางลับเขากับตระกูลเฉินก็ยังมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้น กิจการของชุยฟูเหรินคงไม่อาจยื่นรายงานบัญชีส่ง ๆ มายังกรมคลังได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
“มีอะไรที่ไม่กล้าคิดกัน” จงเจิ้งอวี่พึมพำขึ้นขัดจังหวะ “ฮั่นหรงฟูเหรินเติบโตมาจากแถบชนบท ย่อมมีความเฉลียวใจเรื่องการเก็บเกี่ยวเสบียงมากกว่าพวกท่านที่เป็นขุนนางในเมืองหลวงเสียอีก ไม่แน่ว่าเธออาจจะพบร่องรอยว่าปีนี้ผลผลิตจะไม่ดี
จึงได้เร่งกักตุนเสบียงไว้ให้ตนเองก่อน อีกอย่างท่านก็พูดเองว่าเมืองหลวงกำลังขาดแคลนเสบียง ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า นี่มิใช่โอกาสอันดีที่จะทำกำไรหรอกหรือ!”
หานโฮ่วกวงคาดไว้ว่าหากเอ่ยถึงหลี่เยว่หานเขาคงจะถูกเมิ่งฉีฮ่วนสวนกลับแน่ แต่เขานึกไม่ถึงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะยังไม่ทันอ้าปาก จงเจิ้งอวี่กลับเป็นฝ่ายสวนเขาก่อนเสียอย่างนั้น แถมยังมีเหตุผลที่ชัดเจนจนทำให้หานโฮ่วกวงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“อวี่เอ๋อร์พูดมีเหตุผล” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงพยักหน้าเห็นพ้อง “ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นหญิงแกร่งที่เติบโตมาจากชนบท การที่เธอจะมีความเฉลียวใจมากกว่าผู้อื่นย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ในยามที่เมืองหลวงขาดแคลนเสบียงเช่นนี้ หานอ้ายชิงได้ไปเยี่ยมเยียนฮั่นหรงฟูเหรินบ้างหรือไม่ ว่าเมื่อใดเธอจึงจะยอมนำเสบียงที่กักตุนไว้ออกมาจำหน่าย?”
ในตอนนั้นเอง ภายใต้การนำร่องของจงเจิ้งอวี่ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงเริ่มเอนเอียงไปตามความคิดที่ว่า หลี่เยว่หานเพียงต้องการฉวยโอกาสนี้เก็งกำไรเพื่อสร้างความมั่งคั่งเท่านั้น
“ทูลฝ่าบาท ข้าได้ส่งเทียบเชิญไปยังจวนกั๋วกงหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไร้การตอบกลับ เมื่อส่งคนไปสอบถาม คนในจวนกั๋วกงก็แจ้งว่า หลังจากฮั่นหรงฟูเหรินคลอดบุตรฝาแฝดชายหญิง ร่างกายก็ทรุดโทรมลงมาก ขณะนี้ยังคงต้องพักรักษาตัวด้วยร่างกายที่อ่อนแอ จึงไม่สะดวกที่จะรับแขกขอรับ” หานโฮ่วกวงรายงานอย่างละเอียด
“ต่อมาข้าจึงได้เข้าพบซิงกั๋วกง ทว่าท่านกั๋วกงกลับกล่าวว่า เสบียงเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฮั่นหรงฟูเหริน มิได้อยู่ในความดูแลของส่วนกลางในจวนกั๋วกง ท่านจึงมิอาจสอดมือเข้าไปจัดการได้”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนโดยสัญชาตญาณ
ทว่าฝ่ายหลังกลับกำลังตั้งอกตั้งใจฟังรายงานของหานโฮ่วกวงอย่างจริงจัง จนมิได้สังเกตเห็นสายพระเนตรของฮ่องเต้ที่มองมา
“อะแฮ่ม…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงกระแอมไอ “เราเห็นว่า ฮั่นหรงฟูเหรินอาจจะยังขุ่นเคืองในการกระทำของฉีอ๋องในยามนั้น จึงไม่ยอมพบหานอ้ายชิง มิสู้ให้ฉีอ๋องไปพบเธอด้วยตนเองสักคราดีหรือไม่”
“ทูลฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนได้สติและเอ่ยตอบว่า “คำพูดของฝ่าบาทช่างน่าแปลกนัก หากฮั่นหรงฟูเหรินขุ่นเคืองในการกระทำของข้าจริง เหตุใดจึงลามไปถึงการไม่ยอมพบท่านหานด้วยเล่า?
ข้ากับท่านหานมิเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน การที่ความโกรธแค้นนี้จะลามไปถึงเขานั้น… เกรงว่าความโกรธคงต้องเดินทางอ้อมเมืองหลวงสักสองรอบได้ขอรับ”
เมื่อได้ยินคำประชดประชันนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงมีสีหน้าไม่พอพระทัยและกำลังจะตรัสบางอย่าง แต่จงเจิ้งเสียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับรีบก้าวออกมาเสียก่อน
“เสด็จพ่อ ลูกยินดีจะไปพบฮั่นหรงฟูเหรินด้วยตนเองขอรับ แต่ก่อนหน้านั้น ราษฎรจะขาดเสบียงหุงหาอาหารมิได้ ลูกจึงขออาสาจัดตั้งโรงทานในเมือง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนเสบียงเป็นการชั่วคราวขอรับ”
“คำพูดขององค์ชายใหญ่ดูจะไม่ถูกนัก”
เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัดขึ้นทันทีโดยไม่รอให้ฮ่องเต้ได้ตรัสตอบ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าสงสัย เขาก็เอ่ยอธิบายต่อว่า “ข้ามิได้หมายความว่าเรื่องที่ท่านจะไปพบอดีตชายาของข้านั้นมีสิ่งใดผิด แต่ที่บอกว่าไม่ถูก คือความคิดเรื่องการจัดตั้งโรงทานต่างหาก”
“จริงอยู่ที่การตั้งโรงทานขององค์ชายใหญ่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ข้าขอถามหน่อยว่า ท่านตั้งใจจะแจกจ่ายโจ๊กไปถึงเมื่อใด?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยท่าทางเกียจคร้านเช่นเดิม
“หากฮั่นหรงฟูเหรินตกลงยอมนำเสบียงออกมาขาย แต่ตั้งราคาไว้สูงกว่าปกติ ราษฎรย่อมไม่มีทางยอมรับได้แน่ ในเมื่อมีองค์ชายใหญ่มาตั้งโรงทานแจกโจ๊กให้กินฟรี ทุกคนก็ย่อมไม่อยากเสียเงินซื้อ ถึงตอนนั้นโรงทานขององค์ชายใหญ่จะยังคงแจกโจ๊กต่อไป หรือจะหยุดแจกเล่า?”
พูดถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยเสริมว่า “อีกประการหนึ่ง หลังจากแคว้นตงฮั่นสถาปนามาได้สิบปี เมืองหลวงก็มีกฎห้ามมิให้จัดตั้งโรงทานโดยพละการ ปฐมจักรพรรดิเคยตรัสไว้ว่า ความเข้มแข็งของแว่นแคว้น ย่อมวัดได้จากความกินดีอยู่ดีของราษฎรในเมืองหลวง
หากราษฎรในเมืองหลวงยังไม่มีข้าวกินจนต้องเร่ร่อนกระจัดกระจาย แผ่นดินนั้นก็คงใกล้ถึงกาลล่มสลาย ด้วยเหตุนี้ปฐมจักรพรรดิจึงให้สร้างหมู่บ้านผู้อพยพนอกเมืองหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งแคว้น เพื่อมิให้มีผู้อพยพหรือขอทานเข้ามาเพ่นพ่านในเมืองหลวง”
“ข้าขอถามองค์ชายใหญ่ ท่านตั้งใจจะฝ่าฝืนคำสอนของบรรพบุรุษหรืออย่างไร? อีกไม่นานก็จะถึงวันประชุมใหญ่ขุนนาง ทั่วหล้าจะเดินทางมาถวายบังคม หากพวกเขาได้เห็นว่าเมืองหลวงของแคว้นตงฮั่นเราถึงขั้นต้องตั้งโรงทานเลี้ยงดูเด็กพเนจรและขอทาน ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นเช่นไร?”
คำพูดร่ายยาวของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้ใบหน้าของจงเจิ้งเสียนเปลี่ยนสีไปมา ทั้งเขียวทั้งขาวสลับกัน เขาอยากจะโต้แย้งทว่าก็ต้องจำนนด้วยหลักฐานว่าเป็นความจริง
ปฐมจักรพรรดิเคยมีรับสั่งไว้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแคว้นว่า ห้ามไม่ให้มีสถานที่ประเภทโรงทานแจกโจ๊กฟรีในเมืองหลวงเด็ดขาด หากราษฎรคนใดรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงยากลำบากเกินไป ก็สามารถอพยพออกไปอยู่นอกเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นตามไร่นา หมู่บ้าน หรือหมู่บ้านผู้อพยพก็ตาม
เมื่อครู่เขาเพียงแต่คิดจะรีบทำคะแนนต่อหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋น จนหลงลืมกฎข้อนี้ไปเสียสนิท…
เมื่อนึกได้ดังนั้น จงเจิ้งเสียนจึงกัดฟันข่มกลั้นอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ท่านอาสั่งสอนได้ถูกต้อง เป็นหลานเองที่คิดไม่รอบคอบ แต่หลานเพียงต้องการให้ราษฎรมีข้าวกิน มิได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น
หากท่านอาห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้าอย่างแท้จริง มิสู้ให้ท่านอาไปพบฮั่นหรงฟูเหริน เพื่อขอให้เธอนำเสบียงที่กักตุนไว้ออกมาจำหน่าย อย่างน้อยราษฎรจะได้ไม่ต้องทนหิวขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็แค่นหัวเราะเย็นชาออกมา
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงหรี่พระเนตรลง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเมิ่งฉีฮ่วน พระองค์กลับนิ่งเงียบไม่ตรัสสิ่งใด
ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน จงเจิ้งเสียนรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันทิ่มแทงแผ่นหลัง ราวกับมีก้างปลาติดอยู่ในลำคอจนอึดอัดไปหมด
เขาคิดในใจว่า คำพูดเมื่อครู่มีสิ่งใดผิดปกติงั้นหรือ? มันก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนี่นา…
“เหอะ…” เมิ่งฉีฮ่วนคงจะทนดูท่าทางโง่เขลาของจงเจิ้งเสียนต่อไปไม่ไหว จึงกระแอมไอออกมาเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานดุจเสียงหยกกระทบกัน สะท้อนก้องไปทั่วตำหนักจินหลวนที่เงียบสงัด
“ห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้า มิใช่สิ่งที่ ‘ชินอ๋อง’ พึงกระทำ”
น้ำเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนเจือไปด้วยร่องรอยของเสียงหัวเราะอย่างลึกซึ้ง เสียงนั้นค่อย ๆ แผ่ซ่านไปตามพื้นตำหนักและลามขึ้นมาถึงปลายเท้าและหน้าแข้งของจงเจิ้งเสียน จนองค์ชายใหญ่เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดซึมที่ขมับ
เขาสะดุ้งในใจ… เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะบอกให้ ‘ผู้มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ลำดับที่หนึ่ง’ ไปห่วงใยราษฎรและคำนึงถึงใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?
นี่มันต่างอะไรกับการยุยงให้เมิ่งฉีฮ่วนก่อกบฏกันเล่า!!!