ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 446 เริ่มวุ่นวายกันเข้าไปเถอะ
บทที่ 446 เริ่มวุ่นวายกันเข้าไปเถอะ
เมื่อจงเจิ้งเสียนเงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เขาก็ถึงกับเข่าอ่อนจนขาเริ่มสั่นพั่บ ๆ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากคดีของจงเจิ้งเซวียนทำให้จงเจิ้งเสียนรู้สึกว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ ดังนั้นสายตาที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมองมาที่เขาจึงมักแฝงไปด้วยความเมตตาและผ่อนปรนอยู่เสมอ
ทว่าในยามนี้ สายตาของฮ่องเต้กลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่ไว้วางใจ สัญญาณอันตรายในใจของจงเจิ้งเสียนจึงกรีดร้องขึ้นมาทันที
หากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงเห็นว่าเขาไม่ใช่ผู้สืบทอดที่เหมาะสมแล้วละก็ อย่าว่าแต่การจะรักษาชีวิตจงเจิ้งเซวียนเพื่อดึงตระกูลเฉินมาเป็นพวกเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะถูกเสด็จพ่อส่งมอบให้ตระกูลเฉินเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยเสียเอง…
“ลูกมีวาจาและพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอเสด็จพ่อทรงลงพระอาญาด้วยขอรับ!” จงเจิ้งเสียนตอบโต้อย่างรวดเร็ว เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นทันทีโดยไม่ลังเล พร้อมกับก้มกราบจนหน้าผากแนบชิดกับพื้นดิน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
“องค์ชายใหญ่ช่างมีความตระหนักรู้สูงส่งสมเป็นอดีตองค์รัชทายาทเสียจริง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่รอให้ฮ่องเต้ได้ตรัสสิ่งใด จากนั้นเขาก็คารวะฮ่องเต้อย่างลวก ๆ แล้วเอ่ยต่อ “ฝ่าบาท ในเมื่อองค์ชายใหญ่มีความตระหนักถึงเพียงนี้ มิสู้ให้เขาเก็บตัวอ่านตำราอยู่ที่จวนสักพักเถิดขอรับ จะได้ไม่ต้องพูดจาอะไรที่ไม่เข้าท่าออกมาอีก กระหม่อมยิ่งเป็นคนขวัญอ่อน ไม่อาจทนรับการข่มขู่ได้เสียด้วย”
พูดจบ เขายังทำท่าทางยกมือขึ้นตบหน้าอกเบา ๆ ประหนึ่งว่าตกใจกลัวอย่างที่สุดจริง ๆ
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมองดูท่าทางเสแสร้งของเมิ่งฉีฮ่วนแล้วก็ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ทรงทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อจงเจิ้งเสียนดันไปพลาดท่าล่วงเกินเมิ่งฉีฮ่วนเข้า และเมิ่งฉีฮ่วนเองก็เป็นพวกประเภทที่ชอบตามขยี้ซ้ำยามคนอื่นเพลี่ยงพล้ำเสียด้วย…
“เอาตามที่ฉีอ๋องว่าก็แล้วกัน” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสเสียงเย็น “สั่งให้องค์ชายใหญ่จงเจิ้งเสียน กักบริเวณตัวเองอยู่ภายในจวนเพื่อตั้งใจอ่านตำรา อีกสิบวันค่อยกลับมาเข้าเฝ้าและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้มาให้เราฟัง” อย่างไรเสียฮ่องเต้ก็ยังคงไว้ลาย แบ่งรับแบ่งสู้เอาไว้
ในอีกสิบวันข้างหน้าจะมีการประชุมใหญ่ขุนนางทั่วทิศพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชสำนักต้องการกำลังคนอย่างมาก การสั่งกักบริเวณสิบวันจึงถือว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป ทั้งยังช่วยปิดปากเมิ่งฉีฮ่วนได้ด้วย
“ลูกรับพระบัญชา ขอบพระทัยเสด็จพ่อขอรับ!” จงเจิ้งเสียนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ
เมิ่งฉีฮ่วนปรายตาไปมองจงเจิ้งอวี่แล้วยิ้มออกมาอย่างไร้เสียง
ช่างน่ายินดียิ่งนัก วันนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
เมื่อเกิดเหตุการณ์เสบียงขาดแคลนในเมืองหลวง จงเจิ้งเสียนก็กระหายที่จะสร้างผลงานต่อพระพักตร์จนตัวสั่น นั่นจึงเปิดโอกาสให้เมิ่งฉีฮ่วนจับจุดอ่อนของเขาได้ และบีบให้ฮ่องเต้ต้องสั่งกักบริเวณเขาในที่สุด
แม้จะเป็นการกักบริเวณเพียงสิบวัน แต่มันก็เพียงพอที่พวกเขาจะจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากมาย
เนื่องจากมีเรื่องแทรกของจงเจิ้งเสียนเข้ามา ทำให้ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปว่าควรจัดการเรื่องเสบียงขาดแคลนอย่างไร มีขุนนางหลายคนเสนอให้เมิ่งฉีฮ่วนเป็นฝ่ายไปพบหลี่เยว่หานด้วยตนเอง เพื่อดูว่าเธอจะหายโกรธเคืองและยอมนำเสบียงออกมาขายได้หรือไม่
เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งทำเป็นขัดศรัทธาทุกคนไม่ไหวจึงยอมตกลง
และแล้วภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย จี้ซินเยว่ผู้โง่เขลาก็เดินทางมาปรากฏตัวที่หน้าประตูจวนกั๋วกงอีกครั้ง
“ไปเรียกฮั่นหรงฟูเหรินออกมาพบข้า!” ตั้งแต่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนสั่งกักบริเวณครั้งก่อน จี้ซินเยว่ก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าตนเองเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเธอทราบว่าคนในราชสำนักต้องการให้เมิ่งฉีฮ่วนไปพบหลี่เยว่หานเพื่อขอโทษ เธอจึงเป็นฝ่ายอาสาออกมาเอง
ประหนึ่งว่าเมิ่งฉีฮ่วนคาดการณ์ท่าทีของจี้ซินเยว่ไว้แล้ว ทันทีที่เขาเลิกประชุม คำสั่งกักบริเวณของเธอก็ถูกยกเลิกไปทันที
ในขณะที่นั่งอยู่บนรถม้าเพื่อไปจวนกั๋วกง ใจหนึ่งจี้ซินเยว่ก็ไม่อยากทำ แต่อีกใจก็รู้สึกยินดีที่เมิ่งฉีฮ่วนยังเห็นว่าเธอมีประโยชน์ ด้วยความรู้สึกที่ย้อนแย้งนี้ เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนกั๋วกง เธอจึงรวบรวมลมหายใจแล้วแสร้งทำท่าทางหยิ่งยโสโอหังออกมา—
ใช่แล้ว นางรู้ดีว่าในหทัยของเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีที่ว่างให้นางเลย ความอวดดีทั้งหมดจึงเป็นเพียงหน้ากากที่นางฝืนสวมไว้ แม้ยามต้องเผชิญหน้ากับหลี่เยว่หานที่นางไม่แน่ใจว่าได้หย่าขาดจากเมิ่งฉีฮ่วนจริงหรือไม่ก็ตาม
“ขออภัยขอรับพระชายารองจี้ ท่านไม่มีสิทธิ์เข้าพบคุณหนูของพวกเรา” คำตอบของคนเฝ้าประตูถือว่าสุภาพมากแล้ว ทั้งที่ความจริงเขามิได้มีความรู้สึกดี ๆ ต่อจี้ซินเยว่เลยแม้แต่น้อย
จี้ซินเยว่เดาไว้อยู่แล้วว่าหลี่เยว่หานจะไม่ยอมพบตน ทั้งสองคนเคยปะทะกันมานับครั้งไม่ถ้วน เธอรู้ซึ้งถึงนิสัยของหลี่เยว่หานดี จี้ซินเยว่ไม่ใช่คนโง่ เธอเดาออกนานแล้วว่าการหย่าร้างระหว่างหลี่เยว่หานกับเมิ่งฉีฮ่วนน่าจะเป็นเรื่องหลอกลวง ทว่าความยึดติดในใจกลับทำให้เธอไม่ยอมปล่อยวาง
“เหอะ” จี้ซินเยว่เยื้องย่างลงจากรถม้าโดยมีสาวใช้คอยพยุง เธอมองคนเฝ้าประตูด้วยรอยยิ้มเย็นชา “หากหลี่เยว่หานไม่ยอมออกมา ข้าก็จะประกาศความดีความชอบที่เธอทำไว้ให้คนทั้งเมืองได้รับรู้เสียตรงนี้!”
คนเฝ้าประตูยังคงรักษาท่าทางยิ้มแย้มไว้ ประหนึ่งว่าไม่ได้ถูกจี้ซินเยว่ข่มขู่เลยแม้แต่น้อย
“ทุกคนฟังให้ดี!” จี้ซินเยว่ไม่รอช้า เธอแผดเสียงขึ้นทันที “ข้ารู้ว่าตอนนี้พวกท่านส่วนใหญ่ไม่มีข้าวสารติดก้นหม้อ และกำลังรอให้ราชสำนักมาช่วยชีวิต! แต่ทุกคนเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ปีก่อน ๆ เมืองหลวงมีเสบียงอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้เลย แล้วทำไมจู่ ๆ วันนี้เมืองหลวงกลับหาซื้อข้าวไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียว!”
แม้ชาวบ้านจำนวนมากจะท้องกิ่ว แต่ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องชาวบ้านยังคงอยู่ เมื่อรู้ว่าจี้ซินเยว่มาหยุดอยู่ที่หน้าจวนกั๋วกง หลายคนก็เริ่มชะโงกหน้าออกมามุงดูความวุ่นวาย
“เหตุที่ทุกคนไม่มีข้าวกิน! เหตุที่เมืองหลวงหาซื้อเสบียงไม่ได้! ทั้งหมดเป็นเพราะฮั่นหรงฟูเหรินที่หลบซ่อนตัวอยู่ในจวนกั๋วกงผู้นี้!” จี้ซินเยว่ตะโกนลั่น “นางเป็นคนกว้านซื้อเสบียงจนหมดเมืองหลวงตั้งแต่เนิ่น ๆ! นางกักตุนเสบียงจนทำให้พวกเราไม่มีข้าวกิน!”
“ใครจะไปเชื่อคำพูดของท่านกัน! ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นเพียงผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร จะไปมีกำลังที่ไหนมากว้านซื้อเสบียง!” ใครบางคนในกลุ่มฝูงชนโต้กลับทันควัน “อีกอย่าง เสบียงทั้งเมืองหลวงมันน้อยเสียเมื่อไหร่ คิดจะกว้านซื้อจนหมดก็ซื้อได้งั้นหรือ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้ซินเยว่ก็ไม่ได้ร้อนรน เธอรีบกล่าวต่อทันที “หากไม่ใช่เพราะฮั่นหรงฟูเหรินกว้านซื้อจนหมด ข้าจะถ่อมาหาเรื่องให้ตัวเองอัปยศถึงหน้าจวนกั๋วกงทำไม! แม้ข้ากับฮั่นหรงฟูเหรินจะมีเรื่องบาดหมางกัน แต่ตอนนี้ข้าคือเจ้านายหญิงของจวนฉีอ๋อง
ส่วนนางกลับไม่มีแม้แต่จวนของตนเองให้ซุกหัวนอน ข้าจะลำบากมาหานางทำไม! ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้ในท้องพระโรง ท่านเสนาบดีหานขอให้ท่านอ๋องของข้ามาพบฮั่นหรงฟูเหริน เพื่อขอให้นางยอมเอาเสบียงออกมาขาย!”
“ท่านอ๋องของข้าเป็นบุรุษชาตินักรบ ย่อมไม่มีวันลดตัวลงมาอ้อนวอนผู้หญิงคนหนึ่งแน่ ดังนั้นข้าจึงขัดขวางท่านอ๋องไว้แล้วเป็นฝ่ายมาเอง หากฮั่นหรงฟูเหรินยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ก็จงรีบนำเสบียงที่กักตุนไว้ออกมาจำหน่ายเสีย อย่าปล่อยให้ราษฎรในเมืองหลวงต้องหนาวตายหรืออดตายในฤดูหนาวปีนี้เลย!”
สิ้นเสียงคำพูด ฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
จี้ซินเยว่เติบโตมาในเมืองหลวง เธอรู้ดีถึงจุดอ่อนในใจของชาวบ้าน หากเธอเริ่มด้วยการบอกว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีวันลดตัวมาขอร้องหลี่เยว่หาน มันจะยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ดังนั้นในขณะที่เธอกำลังปลุกปั่นอารมณ์ชาวบ้าน เธอจึงไม่ลืมที่จะกันเมิ่งฉีฮ่วนออกไปจากเรื่องนี้
“สิ่งที่พระชายารองจี้พูดเป็นความจริงหรือ! ในมือฮั่นหรงฟูเหรินมีเสบียงจริง ๆ หรือ!” เสียงตะโกนถามดังมาจากกลุ่มคนไกล ๆ
มุมปากของจี้ซินเยว่ยกขึ้นเล็กน้อย ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยตอบ ประตูจวนกั๋วกงก็เปิดออก หลี่เยว่หานในชุดกระโปรงยาวสีเขียวเข้มคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์สีเข้าชุดกันเดินออกมา เธอจ้องมองจี้ซินเยว่ด้วยสายตานิ่งสงบก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“ในมือของข้ามีเสบียงอยู่จริง แต่นั่นเป็นเสบียงที่เตรียมไว้เพื่อส่งเป็นเสบียงสมทบให้กับท่านแม่ทัพเหล็ก ไม่ทราบว่าที่พระชายารองจี้มายืนกรานกล่าวโทษว่าข้าเจตนากักตุนเสบียงในวันนี้ มีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
“ในเมื่อเสบียงเหล่านั้นเตรียมไว้เพื่อใช้เป็นเสบียงกรังสำหรับการกรีธาทัพของท่านแม่ทัพเหล็ก เสบียงเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านแม่ทัพเหล็กเพียงผู้เดียว”
หลี่เยว่หานเอ่ยพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอฟังดูน่าเวทนาและแฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ทว่าในยามนี้ กลับไม่มีท่านแม่ทัพเหล็กผู้นั้นอยู่อีกต่อไปแล้ว…”