ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 447 เมืองเทียนซิงอู่เหอ
บทที่ 447 เมืองเทียนซิงอู่เหอ
ความวุ่นวายในเมืองหลวงไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออำเภอฮัวซีเลยแม้แต่น้อย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อหลี่ต้าเฉิงผู้ปลีกวิเวกไม่สนใจโลกภายนอก หรือที่ตอนนี้เรียกตัวเองว่า หลี่เจี้ยนโบ
เขานั้นต่างจากหลี่ต้าเฉิงคนเดิม แม้ตัวอักษรของแคว้นตงฮั่นจะแตกต่างจากโลกที่เขาจากมา แต่เขากลับอ่านพวกมันออกอย่างน่าประหลาด ไม่เพียงแค่อ่านออกเท่านั้น เขายังเขียนพู่กันได้สวยงามหยดย้อยอีกด้วย
นั่นอาจเป็นเพราะในชาติก่อน เขาเป็นถึงรองประธานสมาคมเขียนพู่กันนั่นเอง…
หลังจากเข้าพักที่หอจิ่วอวี๋ หลี่เจี้ยนโบจ่ายค่าที่พักล่วงหน้าไปครึ่งเดือน ทำให้ตอนนี้เขาเหลือเงินติดตัวไม่ถึงสามสิบตำลึง เขาตั้งใจจะสอบเอาตำแหน่งขุนนาง จึงซื้อตำรามามากมาย และยังพยายามหาทางจนได้สิทธิ์เข้าไปนั่งฟังในสำนักศึกษา ซึ่งเรื่องแบบนี้พบเห็นได้ยากยิ่งในแคว้นตงฮั่น
ด้วยเหตุนี้ ทางศาลาว่าการจึงส่งเจ้าหน้าที่มาหาหลี่เจี้ยนโบแทบจะในทันที
“เรือที่ข้านั่งมาเกิดเกยตื้นระหว่างทาง” หลี่เจี้ยนโบอธิบายกับเจ้าหน้าที่ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น “โชคดีที่เรือของเถ้าแก่ซั่งผ่านมาช่วยไว้ ข้ามาจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ ท่านเจ้าหน้าที่ก็คงทราบดีว่าช่วงนี้ที่นั่นประสบภัยพิบัติไม่เว้นแต่ละวัน
เดิมทีครอบครัวข้าก็มีฐานะมั่งคั่ง แต่ก็ทนแบกรับภาระไม่ไหวจึงตัดสินใจขายทรัพย์สินหวังจะพาลูกเมียหนีออกมาจากที่นั่น นึกไม่ถึงว่าอากาศจะหนาวจัดจนเรือลำใหญ่ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง ลูกเมียของข้าต่างก็สิ้นใจไปในเหตุการณ์นั้น เงินทองที่พกมามากมายก็เหลือเพียงเท่านี้”
พูดจบ หลี่เจี้ยนโบก็ก้มหน้าลง ทอดถอนใจด้วยความเศร้าสลด พร้อมกับควักถุงเงินออกมาวางให้ดูอย่างไม่มีปิดบัง “ข้าหวังจะสร้างชื่อในแคว้นตงฮั่นอันเกรียงไกร ในเมื่อข้าพอมีความรู้อยู่บ้าง ก็ไม่อยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคนไร้ค่า”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ก็อดไม่ได้ที่จะถูจมูกตัวเอง พยายามหักห้ามใจไม่ให้หยิบถุงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วเอ่ยถามต่อ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนที่ลงทะเบียนประวัติทำไมเจ้าถึงไม่แจ้งตามตรง?”
“ข้าไม่กล้า ข้าหวาดกลัวนัก” หลี่เจี้ยนโบส่ายหน้า “ข้ากลัวว่าหากท่านเจ้าหน้าที่รู้ว่าข้ามาจากสถานที่อย่างเมืองเทียนซิงอู่เหอ พวกท่านจะไม่ยอมรับข้า”
คำพูดของหลี่เจี้ยนโบฟังดูสมเหตุสมผลจนเจ้าหน้าที่ตรงหน้าไม่อาจหาข้อจับผิดได้เลย
ในตอนที่เขายังเป็นหลี่ต้าเฉิง เขาเคยทำงานเป็นคนแบกของที่ท่าเรืออยู่พักใหญ่ ช่วงเวลานั้นเขาได้ยินตำนานมากมายเกี่ยวกับเมืองเทียนซิงอู่เหอ และนาน ๆ ครั้งก็จะได้พบคนที่มาจากที่นั่น
เมืองเทียนซิงอู่เหอ แม้จะมีชื่อว่าเป็นเพียงเมืองขนาดเล็ก แต่กลับมีอาณาเขตกว้างขวางเกือบครึ่งหนึ่งของแคว้นเหลี่ยหลาน เนื่องจากมีการจัดการที่วุ่นวายและผู้อยู่อาศัยก็ป่าเถื่อน ที่นั่นจึงค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่นอกกฎหมายที่ทางการมิอาจเอื้อมมือเข้าไปดูแลได้
ในเมืองเทียนซิงอู่เหอ มักจะมีเหตุการณ์คนถูกทุบตีจนตายกลางถนน การปล้นชิงวิ่งราวถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทุกเมื่อ
ทว่ามีคนอยู่สองประเภทที่ชาวเมืองเทียนซิงอู่เหอไม่กล้าหาเรื่องด้วย
หนึ่งคืออาจารย์ผู้สอนหนังสือ และสองคือหมอรักษาคน
หลี่ต้าเฉิงในนามแฝงหลี่เจี้ยนโบจึงสวมรอยเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ประกอบกับการที่เขาเขียนหนังสือได้สวยงาม อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้มีเรือจากเมืองเทียนซิงอู่เหอมาเกยตื้นอยู่ระหว่างทางจริง ๆ ทุกอย่างจึงดูประจวบเหมาะจนไม่มีใครสงสัย
ส่วนเถ้าแก่ซั่งที่หลี่เจี้ยนโบอ้างว่าช่วยเขาไว้นั้น แม้เขาจะเป็นเจ้าของกิจการเรือรายใหญ่ที่สุดในแถบท่าเรือ มีเรือเข้าออกวันละไม่ต่ำกว่าร้อยลำ แต่การลงทะเบียนกลับวุ่นวายสับสน ไม่มีทางที่เจ้าหน้าที่จะไปตรวจสอบทีละลำได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้นมีคนเห็นหลี่เจี้ยนโบเดินลงมาจากเรือจริง ๆ—แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงกลลวงที่เขาแอบทำไว้
หลี่เจี้ยนโบอาศัยประสบการณ์ที่เคยแบกของที่ท่าเรือจนรู้ว่า ทุกครั้งที่เรือจอดเทียบท่า ทางเดินสำหรับคนกับทางขนสินค้าจะเป็นคนละทางกัน เขาเปลี่ยนไปสวมชุดของคนงานแบกของ ซ่อนชุดที่จะเปลี่ยนไว้ในอ้อมอกแล้วแฝงตัวขึ้นไปขนสินค้าบนเรือ จากนั้นก็หาทางเลี่ยงไปมุมที่ไม่มีคนเพื่อเปลี่ยนชุด แล้วเดินดุ่ม ๆ ออกมาทางถนนขนสินค้าอย่างเปิดเผย
พอมีคนทักว่าเขาเดินผิดทาง เขาก็แสร้งทำเป็นว่านอนจนเบลอ หัวเราะแหะ ๆ แล้วเดินเลี่ยงออกมา
ด้วยวิธีนี้ ทุกคนจึงปักใจเชื่อไปโดยปริยายว่าเขาลงมาจากเรือลำนั้นจริง ๆ ประกอบกับในอดีตมักจะมีคนจากเมืองเทียนซิงอู่เหอเดินหลงทางอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่มีใครสงสัยในตัวเขาเลย
และแล้วหลังจากผ่านการตรวจสอบจากทางการมาได้หลายรอบ หลี่เจี้ยนโบก็ได้พำนักอยู่ที่หอจิ่วอวี๋อย่างสง่าผ่าเผยในฐานะ ‘หลี่เจี้ยนโบ’ อาจารย์สอนหนังสือจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ
เมื่อจ่ายค่าห้องล่วงหน้าไปครึ่งเดือน เถ้าแก่กวนชิ่งอวิ๋น เจ้าของหอจิ่วอวี๋ก็ปฏิบัติกับหลี่เจี้ยนโบอย่างเกรงอกเกรงใจขึ้นมาก ปกติเวลาอยู่ต่อหน้าลูกน้อง กวนชิ่งอวิ๋นมักจะมีท่าทางดุดันน่าเกรงขาม แต่เมื่อพบหลี่เจี้ยนโบ ใบหน้าของเขาจะดูอ่อนโยนลงเสมอ
เขารู้สึกว่าหลี่เจี้ยนโบดูเป็นคนสนิทสนมได้ง่าย เมื่อรู้ว่าหลี่เจี้ยนโบเคยเป็นอาจารย์ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ทุกวันหลังเลิกงานพอมีเวลาว่าง เขาก็มักจะมาที่ห้องของหลี่เจี้ยนโบเพื่อขอคำชี้แนะ
“ในเมื่อท่านชอบอ่านหนังสือขนาดนี้ เหตุใดถึงไม่ไปเรียนที่สำนักศึกษาเล่า?” แม้หลี่เจี้ยนโบจะสอนคนที่ไม่ค่อยรู้หนังสืออย่างกวนชิ่งอวิ๋นได้ไม่มีปัญหา แต่นานไปก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เขาเกรงว่าหากวันใดวันหนึ่งความลับแตกขึ้นมาจะลำบาก
“ข้าก็ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือขนาดนั้นหรอก” กวนชิ่งอวิ๋นเอ่ยพลางหยิบกรรไกรเล็ก ๆ มาขลิบไส้เทียน เมื่อเปลวไฟสว่างวาบขึ้นจึงเอ่ยต่อ “เมื่อก่อนข้าเคยรู้จักแม่นางคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่มีความรู้มาก ข้าอยากจะแต่งงานกับเธอ แต่ข้าไม่มีความรู้เลยทำให้ลังเลใจไม่กล้าตัดสินใจ สุดท้ายเธอก็จากไป”
พอพูดถึงตรงนี้ แววตาของกวนชิ่งอวิ๋นก็หม่นแสงลง “ท่านอาจารย์หลี่ ท่านไม่เคยพบเธอ หากท่านได้เห็นเธอ ท่านจะพบว่าบนโลกนี้มีคนที่โดดเด่นสะดุดตาถึงเพียงนี้อยู่ด้วย ท่านอย่าเข้าใจผิดนะ ข้าไม่ได้หมายความว่าเธอแค่หน้าตาสะดุดตา แม้เธอจะสะสวยมากจริง ๆ แต่สิ่งที่ดึงดูดใจข้าจริง ๆ ไม่ใช่แค่รูปกายภายนอก แต่มันคือ… อย่างที่ท่านเคยพูดเมื่อวันก่อน ข้าว่ามันตรงใจมาก ที่ว่ากระดูกอะไรผิวอะไรนั่นน่ะ?”
“ความงามอยู่ที่กระดูก มิใช่ที่ผิวพรรณ” หลี่เจี้ยนโบพยักหน้า “ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี หมายความว่าตอนนี้ที่ท่านมาเรียนรู้ตัวอักษร ก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกลับมาพบกับแม่นางคนนั้นอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่เลย…” กวนชิ่งอวิ๋นหลบตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเงียบเหงา “ชั่วชีวิตนี้ ข้าคงไม่มีวาสนาได้ข้องเกี่ยวกับเธออีกแล้ว”
“เสี่ยวกวน เจ้าอย่าได้ท้อแท้ไป ชีวิตคนเราต้องมีความหวังเข้าไว้” หลี่เจี้ยนโบปลอบใจ
กวนชิ่งอวิ๋นส่ายหน้า ยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนการเยาะเย้ยตัวเอง น้ำเสียงเศร้าสร้อย “ข้าหมายความว่า ตอนนี้เธอได้กลายเป็นหญิงสาวที่ข้ามิอาจเอื้อมถึงไปเสียแล้ว พูดไปก็กลัวท่านจะหัวเราะเยาะ
หลังจากเธอจากไปไม่นานข้าถึงได้รู้ว่า ฐานะของเธอนั้นสูงส่งเพียงใด จึงไม่แปลกใจเลยที่เธอจะดึงดูดใจข้านัก เพราะคนหยาบกระด้างอย่างข้า ชั่วชีวิตนี้คงมิอาจพบเจอสตรีใดที่ละเอียดอ่อนเพียบพร้อมปานนาง แต่กลับไม่เคยคิดพึ่งพาผู้อื่นอีกแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ หลี่เจี้ยนโบก็ไม่รู้จะปลอบเถ้าแก่กวนอย่างไรดี
ภาพหญิงสาวเพ้อฝันถึงความรักยังดูงดงาม แต่ภาพผู้ชายมาเพ้อฝันถึงรักครั้งเก่าแบบนี้… ในใจหลี่เจี้ยนโบแอบคิดว่ามันดูแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้มองว่ากวนชิ่งอวิ๋นผิดปกติ เพียงแต่รู้สึกเสียดายความตั้งใจของอีกฝ่ายเท่านั้น
“ไม่ทันรู้ตัว ข้าก็เล่าเรื่องพวกนี้ให้ท่านฟังเสียมากมาย” กวนชิ่งอวิ๋นดึงสติกลับมาแล้วยิ้มแก้เก้อ “ไม่รู้ทำไม เวลาได้พบท่านอาจารย์หลี่ ข้าถึงรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับตอนที่ข้าได้พบกับแม่นางคนนั้นครั้งแรกไม่มีผิด”