ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 448 เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 448 เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก
บทที่ 448 เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี้ยนโบก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างสงบนิ่งและปล่อยผ่านไป
“ครั้งแรกที่ข้าได้พบนาง นางกำลังยืนขายไส้เดือนอยู่ริมถนน” กวนชิ่งอวิ๋นมิได้สนใจว่าหลี่เจี้ยนโบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองต่อไป
“ตอนนั้นข้าเพิ่งเก็บบัญชีเสร็จและกำลังจะกลับหอจิ่วอวี๋ ระหว่างทางบังเอิญเจอคนขายไส้เดือนเข้าจึงหยุดดูเสียหน่อย ท่านก็รู้ว่าหอจิ่วอวี๋มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องอาหารเมนูปลารสเลิศ ข้าคิดว่าการใช้แต่ปลาเลี้ยงอย่างเดียวคงไม่ใช่หนทางที่ดี
อีกทั้งตอนนั้นเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิได้ไม่นาน แม้ปลาในแม่น้ำจะยังไม่อาจเรียกได้ว่ารสชาติสดใหม่ที่สุด แต่ก็นับว่าอวบอ้วนสมบูรณ์นัก ข้าจึงตัดสินใจเหมาไส้เดือนของนางมาทั้งหมด”
“ตอนนั้นข้าแค่รู้สึกว่านางขุดและเตรียมไส้เดือนได้ดี จึงชวนคุยไปสองสามประโยค จนได้รู้ว่านางเป็นแม่ม่าย แถมยังเพิ่งสูญเสียสามีไปได้ไม่นาน ข้าจึงนึกอยากจะให้ความช่วยเหลือขึ้นมาบ้าง ด้วยใบหน้าของข้าที่ดูดุดันปานยักษ์ปานมารเช่นนี้ ผู้คนแถวนั้นส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักข้าดี พอข้าซื้อไส้เดือนของนางปุ๊บ ก็มีคนรีบกระซิบบอกให้นางรีบประจบประแจงข้าไว้ จะได้มีคนคอยคุ้มกะลาหัว ไม่ต้องถูกใครรังแกอีก”
พอเล่าถึงตรงนี้ กวนชิ่งอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมา “ข้ายังเดินไปไม่ไกลนัก แต่กลับได้ยินนางตอกกลับพ่อค้าข้าง ๆ ไปว่า ‘เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก’ ตอนนั้นข้าถึงได้รู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจจริง ๆ”
หลี่เจี้ยนโบที่เดิมทีมีท่าทีสงบนิ่ง พลันชะงักงันไปในทันที “ท่านว่าอย่างไรนะ… แม่นางผู้นั้นด่าคนอื่นว่าอะไร?”
“ท่านอาจารย์หลี่ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจใช่ไหมเล่า” กวนชิ่งอวิ๋นจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความทรงจำ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสมองของนางคิดคำเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ‘เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก’ ลองมาคิดดูแล้ว มันกลับมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด”
หลังจากนั้น กวนชิ่งอวิ๋นจะเอ่ยสิ่งใดต่อ หลี่เจี้ยนโบก็ไม่อาจรับฟังได้อีกต่อไป
ประโยคนี้มันช่างคุ้นหูเหลือเกิน!
ในโลกยุคหลังที่อินเทอร์เน็ตพัฒนาไปไกล พวกชอบจับผิดมีอยู่ทุกหัวระแหง และคำแสลงออนไลน์ต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ตอนที่หลี่เยว่หานเรียนจบมหาวิทยาลัยและตัดสินใจจะไปเป็นอาสาสมัครที่ต่างประเทศ เธอได้กลับมาบ้านครั้งหนึ่ง ตอนนั้นหวังเฟิ่งอาละวาดแทบทุกวัน ทั้งร้องไห้คร่ำครวญทั้งด่าทอ ขนเอาวิทยายุทธ์ทั้งสิบแปดกระบวนท่าออกมาใช้ เพียงเพื่อจะบังคับให้เยว่หานลูกสาวของเขาไปดูตัวเพื่อแต่งงานออกไป
ในช่วงแรกหลี่เยว่หานยังยอมโอนอ่อนตาม เพื่อไม่ให้ที่บ้านต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง แม้จะไม่อิ่มอกอิ่มใจนัก แต่เธอก็ยอมไปดูตัวอยู่สองสามครั้ง
แน่นอนว่าหลี่เจี้ยนโบรู้ดีว่าชายที่หวังเฟิ่งหามาให้เยว่หานนั้นมีแต่พวกไร้คุณภาพเพียงใด แต่ตอนนั้นหวังเฟิ่งกลับกรอกหูเขาไม่หยุดว่า ผู้ชายอายุมากจะรู้จักวิธีเอาใจคน ถึงชายเหล่านั้นจะเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วแต่ก็ย่อมมีประสบการณ์มากกว่าหนุ่ม ๆ อีกทั้งพวกเขายังมีเงินทองมากมาย หากเยว่หานแต่งออกไปย่อมได้เสวยสุข
หลี่เจี้ยนโบจำได้แม่นยำว่า ในครั้งสุดท้ายที่หลี่เยว่หานยอมไปดูตัวตามคำสั่ง เขารู้สึกว่างงานจึงแอบสะกดรอยตามลูกสาวไปดูสถานการณ์เงียบ ๆ
แน่นอนว่ารูปถ่ายที่ใช้ในการดูตัวนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย เทคโนโลยีการแต่งภาพพรรค์นั้นก้าวล้ำถึงขนาดที่สามารถเปลี่ยนหน้าตลกอย่างกัวเต๋อกังให้กลายเป็นอู๋เยี่ยนจูได้ และคำพูดจากปากแม่สื่อสิบคำจะมีจริงสักคำหนึ่งก็ก็นับว่าบุญแล้ว
แม้ที่ผ่านมาหลี่เจี้ยนโบจะยอมรับว่าตนเองเอาใจใส่ลูกสาวไม่มากพอ แต่ในเรื่องคู่ครองของหลี่เยว่หาน เขาก็ยังมีความยึดมั่นในแบบของตนเอง
ทว่าความยึดมั่นอันน้อยนิดของเขานั้น ย่อมไม่อาจสู้เล่ห์เหลี่ยมของหวังเฟิ่งได้ เขาตั้งเกณฑ์ไว้ว่าอายุต้องไม่เกิน 35 ปี แต่หวังเฟิ่งกลับหามาแต่พวกอายุ 35 หรือ 36 ปีเกือบทั้งหมด ส่วนฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร นิสัยใจคอเป็นเช่นไร หลี่เจี้ยนโบก็ไม่รู้เลยสักนิด และหลี่เยว่หานเองทุกครั้งที่กลับจากการดูตัวก็ไม่เคยปริปากเล่าอะไรแม้แต่คำเดียว
จะมีก็แต่หวังเฟิ่งที่คอยพูดจาเหน็บแนมสามวันดีสี่วันไข้ ว่าหลี่เยว่หานช่างเลือกเกินไป เรียนจนกลายเป็นสาวแก่แล้วยังจะมามัวเลือกนั่นเลือกนี่อยู่อีก
ครั้งสุดท้ายที่หลี่เจี้ยนโบแอบตามไปดูการนัดพบ เขาได้เห็นกับตาว่าหลี่เยว่หานกำลังอดทนรวบรวมสมาธินั่งคุยอยู่กับชายหัวล้านที่สว่างวาบปานหลอดไฟคนหนึ่ง เมื่อชายคนนั้นแสยะยิ้มออกมา ฟันหน้าที่หักไปครึ่งซี่นั้นดูราวกับกำลังเยาะเย้ยเขาที่เป็นพ่อคน
อายุ 35 ปีที่ไหนกัน! เจ้าหัวหลอดไฟเฮงซวยนั่นดูอย่างไรก็อย่างน้อย 50 ปีเข้าไปแล้ว!
หลี่เจี้ยนโบแทบอยากจะพุ่งออกไปเดี๋ยวนี้ แล้วเอาขวานจามมือไม้ที่ไม่อยู่นิ่งของเจ้าหัวหลอดไฟนั่นทิ้งเสีย แต่หลี่เยว่หานกลับยังคงวางตัวนิ่งสงบจนจบการดูตัว ก่อนจะจากกันเธอยังยื่นมือไปเช็กแฮนด์ตามมารยาทอีกด้วย
แน่นอนว่าเจ้าหัวหลอดไฟนั่นก็ยังหาโอกาสแต๊ะอั๋ง ลูบไล้มือของลูกสาวเขาจนได้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลี่เจี้ยนโบจึงสั่งห้ามมิให้หวังเฟิ่งจัดการนัดดูตัวให้หลี่เยว่หานอีก ในเมื่อลูกสาวกำลังจะไปเป็นอาสาสมัครที่ต่างประเทศในเร็ว ๆ นี้ เขาจึงคิดว่าควรปล่อยให้เธออยู่บ้านเป็นเพื่อนพ่ออย่างเขาจะดีกว่า
หวังเฟิ่งสงบปากสงบคำไปได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มหาเรื่องจับผิดหลี่เยว่หานอีกครั้ง
ลูกสาวของเขาเป็นคนอย่างไรเขาย่อมรู้ดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยามที่หวังเฟิ่งหาเรื่องไร้เหตุผล หากสิ่งใดที่เธอพอจะทนได้ เธอก็จะอดทนมาโดยตลอด
แต่ในวันนั้น อาจเป็นเพราะอารมณ์ไม่ดีหรือร่างกายไม่สบาย หลี่ต้าเฉิงในตอนนั้นก็มิอาจทราบสาเหตุที่แน่ชัดได้
ขณะที่หวังเฟิ่งกำลังพูดจาถดถางอยู่ในห้องรับแขก หลี่เยว่หานก็นั่งพิมพ์งานบางอย่างลงในโน้ตบุ๊กอยู่ หวังเฟิ่งเริ่มพูดจาประชดประชันถึงเรื่องที่มีคนถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวจากการเดตออนไลน์
เมื่อพูดจาล่วงเกินหนักเข้าและพยายามจะคาดคั้นถามว่าเธอกำลังคุยกับใครอยู่ แอบเดตออนไลน์ใช่หรือไม่ หลี่เยว่หานที่สะกดกลั้นอารมณ์มานานก็ทนต่อไปไม่ไหว เธอพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงอย่างแรง
ในขณะที่หลี่เจี้ยนโบคิดว่าเธอจะเปิดศึกทะเลาะกับหวังเฟิ่งขนานใหญ่ หลี่เยว่หานกลับจ้องมองเขาทั้งคู่แล้วแสยะยิ้มเย็นชา สายตาของเธอตรึงอยู่ที่ใบหน้าของหวังเฟิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำอย่างช้าๆ ว่า
“ท่านน้า เจ้าแสดงเก่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าถึงหาเงินได้น้อยนัก หลายปีมานี้ลำบากท่านแล้วที่ออสการ์ไม่มอบรางวัลตุ๊กตาทองให้สักตัว ช่างเป็นพวกตาไม่มีแววจริง ๆ หากท่านตั้งใจหาเงินให้ได้สักครึ่งหนึ่งของความทุ่มเทยามแสดงละครต่อหน้าข้า ท่านก็คงไม่ผลาญเงินบำนาญของพ่อข้าจนหมดสิ้นเช่นนี้หรอก”
ในความทรงจำของหลี่เจี้ยนโบ นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินจากปากหลี่เยว่หาน ลูกสาวที่พูดใส่หน้าเขาตรง ๆ ก่อนจากกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน หลี่เยว่หานก็ทำตัวราวกับเป็นคนไร้ตัวตนในบ้าน เธอหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอหวังเฟิ่งทุกวิถีทาง หากเลี่ยงไม่ได้เธอก็จะขังตัวอยู่ในห้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทนอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งถึงวันที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ และเมื่อเธอจากไปแล้ว เธอก็ไม่เคยกลับมาบ้านอีกเลย
“ท่านอาจารย์หลี่? ท่านอาจารย์หลี่?” ขณะที่กวนชิ่งอวิ๋นกำลังพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์อันน้อยนิดระหว่างเขาและหลี่เยว่หาน เมื่อเขาดึงสติกลับมาก็พบว่าหลี่เจี้ยนโบนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระดากอายขึ้นมา
“หรือว่าข้าจะพูดมากเกินไป? แต่มันก็น่าแปลกนัก ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าได้พบท่านอาจารย์หลี่ ข้าก็รู้สึกว่าท่านดูคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน ราวกับว่าพวกเราเคยพบกันมาก่อนอย่างนั้นแหละ”
เมื่อได้สติ หลี่เจี้ยนโบก็กระแอมไอเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขินที่ตนเองใจลอยไป ก่อนจะเอ่ยถามช้า ๆ ว่า “เหตุใดท่านถึงรู้สึกว่าคำด่าของแม่นางผู้นั้นน่าสนใจนักเล่า?”
“ท่านอาจารย์หลี่ไม่รู้สึกเช่นนั้นหรือ?” กวนชิ่งอวิ๋นมีสีหน้าประหลาดใจ “นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินคนด่าผู้อื่นเช่นนี้ อีกอย่างพวกนักแสดงงิ้วในบ้านเมืองเรานั้น ความจริงแล้วหาเงินได้ไม่ใช่น้อย ข้าต้องใช้เวลานานโขกว่าจะเข้าใจว่านางคงจะเยาะเย้ยพ่อค้าคนนั้นที่ไม่ตั้งใจทำมาค้าขายของตนเอง แต่กลับชอบเอาเวลาไปยุ่งเรื่องของคนอื่น”
“ท่านดูสิ การจะค่อนแคะคนคนหนึ่งยังต้องพูดอ้อมค้อมถึงสิบแปดโค้ง แถมยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามฟังไม่เข้าใจอีก ช่างน่าสนใจยิ่งนักมิใช่หรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี้ยนโบก็เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ภายใต้แสงเทียนที่สั่นไหว ใบหน้าของเขากลับปรากฏแววความตื่นเต้นที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้อย่างเต็มที่ “แม่นางที่ท่านพูดถึงคนนั้น… นางมีชื่อว่าอะไร?”