ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 449 ความผิดปกติของหลี่เจี้ยนโบ
บทที่ 449 ความผิดปกติของหลี่เจี้ยนโบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวนชิ่งอวิ๋นก็ถอนหายใจออกมา “คราแรกนางบอกข้าว่านางชื่อหานเยว่ จนกระทั่งนางจากอำเภอฮัวซีไปแล้ว ข้าถึงได้รู้ว่าแท้จริงนางชื่อหลี่เยว่หาน ยามนี้คือฮั่นหรงฟูเหรินแห่งเมืองหลวง
เป็นภรรยาเอกของแม่ทัพม้าเหล็ก และยังเป็นบุตรสาวของอดีตคุณหนูใหญ่แห่งจวนซิงกั๋วกง เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินว่านางหย่าขาดกับแม่ทัพม้าเหล็กแล้ว ยามนี้พักอยู่ที่จวนซิงกั๋วกง และยังให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิงคูหนึ่งด้วย”
คำพูดของกวนชิ่งอวิ๋นเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่พุ่งเข้ากลางใจของหลี่เจี้ยนโบอย่างจัง
หลี่เยว่หาน… หลี่เยว่หาน… บุตรสาวของหลี่ต้าเฉิงเจ้าของร่างเดิมก็ชื่อหลี่เยว่หาน…
ตอนแรกหลี่เจี้ยนโบคิดว่าคงเป็นเพียงคนที่ชื่อซ้ำกันเท่านั้น เหมือนกับที่หวังเฟิ่งผู้นั้นก็ชื่อหวังเฟิ่ง มีรูปร่างหน้าตาพิมพ์เดียวกันแต่กลับไม่ใช่คนคนเดียวกัน
เดิมทีเขาคิดว่าหลี่เยว่หานและหลี่หรงหรงพี่น้องคู่นี้ เป็นเพียงบุตรสาวของหลี่ต้าเฉิงในโลกใบนี้เท่านั้น
ทว่า… ทว่าเมื่อครู่กวนชิ่งอวิ๋นเพิ่งบอกว่า มีแม่นางผู้หนึ่งเคยใช้คำแสลงออนไลน์จากโลกอนาคตมาด่าทอพ่อค้าจนสะดุดหูเขา!
และแม่นางผู้นั้นก็คือหลี่เยว่หาน…
คือหลี่เยว่หานคนที่มีชื่อและหน้าตาเหมือนกับลูกสาวของเขาไม่มีผิดเพี้ยน…
หรือว่า…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่เจี้ยนโบก็รีบหยุดความคิดของตนลงทันที การที่เขาได้มีโอกาสมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ก็นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างที่สุดแล้ว เขาจะยังกล้าหวังให้ลูกสาวของตนมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ…
เขาช่างโลภมากเกินไปแล้ว…
“ท่านอาจารย์หลี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสบาย ให้ข้าช่วยตามหมอมาตรวจดูสักหน่อยดีหรือไม่?” กวนชิ่งอวิ๋นยังคงแสดงความเคารพต่อหลี่เจี้ยนโบเสมอ
หลี่เจี้ยนโบได้สติจึงโบกมือปฏิเสธ “ขอบน้ำใจเถ้าแก่กวนมาก ข้าเพียงแต่อ่านหนังสือนานไปหน่อยจึงรู้สึกเพลียเล็กน้อย พักผ่อนสักพักก็คงจะดีขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวนชิ่งอวิ๋นก็รีบลุกขึ้นขอตัวลากลับ “ขออภัยด้วย ข้าเผลอรบกวนเวลาของท่านอาจารย์หลี่มานานเหลือเกิน”
“ไม่เป็นไรหรอก หากเถ้าแก่กวนอยากจะอ่านหนังสือหรือฝึกเขียนคำเมื่อใด ก็มาหาข้าได้ทุกเวลา”
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านอาจารย์หลี่แล้ว”
หลังจากส่งกวนชิ่งอวิ๋นกลับไป หลี่เจี้ยนโบก็ลงกลอนประตู ล้างหน้าล้างตาแล้วดับไฟนอนลงบนเตียง ทว่าในใจกลับมีระลอกคลื่นซัดสาดอยู่ในหัวสมองไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งในที่สุดยามที่อยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบสงัด หลี่เจี้ยนโบก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเต็มใบหน้า
ก่อนหน้านี้ในยามที่เขาค้นหาความทรงจำของร่างเดิม เขาก็เคยสงสัยว่าหลี่เยว่หานจะใช่เยว่หานของเขาหรือไม่ แต่ความเป็นไปได้นั้นช่างน้อยนิดนัก แม้ว่าหลี่เยว่หานจะเปลี่ยนนิสัยใจคอไปราวกับเป็นคนละคน แต่เพราะร่างเดิมนั้นมิได้ใส่ใจหลี่เยว่หานเลย ความทรงจำเกี่ยวกับบุตรสาวคนนี้จึงเลือนลางยิ่ง
แม้จะมีความทรงจำเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่หลี่เจี้ยนโบก็ยังสามารถจับร่องรอยบางอย่างได้
ตอนแรกเขาคิดว่านั่นเป็นเพียงการลุกขึ้นต่อสู้ของหลี่เยว่หานหลังจากถูกกดขี่มานาน หลี่เจี้ยนโบต้องใช้เวลาอยู่นานเพื่อโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อข้อสรุปนั้น เพราะเรื่องการทะลุมิติมาเกิดใหม่มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ…
ทว่ายามนี้ เมื่อเขาได้ยินจากปากกวนชิ่งอวิ๋นว่าหลี่เยว่หานพ่นประโยคที่ใช้ตอบโต้พวกชอบจับผิดในโลกอนาคตออกมา เขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาหลอกตัวเองได้อีกต่อไป
เพราะทุกอย่างมันช่างประจวบเหมาะเกินไป ประจวบเหมาะเสียจนไม่น่าเชื่อ…
คืนนั้นทั้งคืน หลี่เจี้ยนโบพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
เดิมทีเขาเพียงต้องการสลัดคราบของหลี่ต้าเฉิงทิ้งไป แล้วใช้สติปัญญาของตนเอาตัวรอดในโลกใบนี้ พร้อมกับถือโอกาสชดเชยให้บุตรสาวที่ชื่อเหมือนลูกของเขาเพื่อเป็นการตอบแทนร่างเดิม
แต่ยามนี้ เมื่อเขาพบว่าบุตรสาวของร่างเดิมมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นลูกสาวที่เขาติดค้างไว้มากมายผู้นั้น เขากลับรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมา
หากวันหนึ่งเขาสามารถยืนต่อหน้าหลี่เยว่หานได้อย่างสง่าผ่าเผย แล้วบอกนางว่าเขาคือพ่อ… หลี่เยว่หานจะยอมรับเขา หรือจะโกรธแค้นที่เขาเพิกเฉยทอดทิ้งนางมาตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา?
ยิ่งหลี่เจี้ยนโบคิด ใจเขาก็ยิ่งไม่สงบ ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นกำลังจะมาถึงในไม่ช้า หัวใจในทรวงอกเต้นระรัวราวกับเสียงกลอง
เขาพลิกตัวไปมาจนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงค่อนคืน จึงค่อย ๆ ผล็อยหลับไป
ในวันต่อมา หลี่เจี้ยนโบยังคงเดินทางไปกลับระหว่างสำนักศึกษาและหอจิ่วอวี๋ตามปกติ ทว่าทุกคนกลับสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ท่านอาจารย์หลี่ที่เคยวางตัวสุขุมเยือกเย็นและมักจะหยุดทักทายพูดคุยกับผู้คนนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
เขาดู… เร่งรีบอย่างยิ่ง ราวกับว่ามีเรื่องด่วนบางอย่างที่ต้องรีบไปจัดการ
เนื่องจากเขาอ้างว่าเป็นคนจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ เมื่อพิจารณาจากความวุ่นวายของสถานที่แห่งนั้น ทางศาลาว่าการจึงยังมิได้เลิกจับตาดูเขา
เมื่อเห็นเขามีท่าทีวุ่นวายเช่นนี้ ทุกคนจึงเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เพราะเกรงว่าหลี่เจี้ยนโบจะเป็นคนที่ทางเมืองเทียนซิงอู่เหอส่งมาเพื่อก่อความไม่สงบ
แต่หลังจากเฝ้าติดตามดูจึงพบว่า สาเหตุที่เขาต้องเร่งรีบในแต่ละวัน เป็นเพราะเขามักจะมีข้อสงสัยใคร่รู้จากการอ่านหนังสือมากมายเหลือเกิน
เพราะด้วยวัยขนาดเขาแล้ว แต่ยังสามารถสงบจิตสงบใจมานั่งเรียนร่วมกับเด็ก ๆ ได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก
ในช่วงเวลาเดียวกับที่ความผิดปกติของหลี่เจี้ยนโบกำลังได้รับความสนใจนั้น จี้ซินเยว่ก็เริ่มไปอาละวาดที่หน้าจวนกั๋วกง บังคับให้หลี่เยว่หานนำเสบียงที่กักตุนไว้ออกมาขายให้แก่ชาวเมืองหลวง
คราแรกชาวบ้านต่างพากันคิดว่า นั่นเป็นเสบียงที่หลี่เยว่หานเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสงครามให้สามี ยามนี้คนทั้งคู่หย่าขาดกันแล้วจะไปบังคับให้นางเอาของออกมาจึงดูจะเป็นการทำเกินไปนัก
ทว่าเมื่อวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารรุนแรงขึ้นจนเริ่มมีคนหิวโหยจนต้องเข้าสำนักหมอหลวง ผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับจี้ซินเยว่มากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาไม่นำผักเน่าหรือไข่เน่าไปปาใส่ร้านขายเสบียงของทางการอีกต่อไป แต่เริ่มเปลี่ยนมาปาใส่จวนซิงกั๋วกงแทน
แม้ว่าพวกเขาจะรวบรวมความกล้าทำได้เพียงปาของเหล่านั้นลงบนที่ว่างหน้าประตูจวน แต่นั่นก็คือการแสดงออกถึงท่าทีของพวกเขา
อวี๋หลันมิได้ออกจากจวนมาหลายวันแล้ว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสาปแช่งจากหน้าประตูใหญ่ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
เรื่องที่หลี่เยว่หานเข้ามาพักในจวนซิงกั๋วกง นางมิได้มีอคติอันใด เพราะตัวนางเองก็เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของจวนนี้เท่านั้น แต่การที่ได้ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์มานานสิบกว่าปี
แล้วจู่ ๆ ก็มีลูกพี่ลูกน้องโผล่มา แถมยังได้รับความสำคัญจากท่านอาอวี๋เจ๋อฟางและอาสะใภ้ฟางจื่อหลานยิ่งกว่าตัวนางเอง สิ่งนี้ทำให้ในใจของอวี๋หลันย่อมเกิดความขุ่นมัว
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เยว่หานยังนำความเดือดร้อนมาสู่จวนกั๋วกงอีกด้วย
ดังนั้น ในวันที่สามที่จี้ซินเยว่มาตะโกนด่าทอระรานที่หน้าจวน อวี๋หลันจึงนำบ่าวไพ่ไปขนเสบียงหนึ่งรถม้าออกมาจากห้องคลัง และยังสั่งให้คนไปขอยืมเตาและกระทะมาตั้งโรงทานแจกโจ๊กที่กลางตลาด
เมื่อเสียงตะโกนแรกที่ว่า “จวนซิงกั๋วกงเปิดโรงทานแจกโจ๊กฟรีแล้ว!” ดังขึ้น ผู้คนที่หาซื้อเสบียงไม่ได้มากมายต่างก็พากันกรูเข้ามาห้อมล้อม
เสบียงหนึ่งรถม้าเคี่ยวเป็นโจ๊ก แจกจ่ายให้คนละชาม ก็นับว่าเพียงพอสำหรับผู้คนจำนวนมากแล้ว
อวี๋หลันคอยตักโจ๊กแจกพลางเสพสุขกับคำสรรเสริญเยินยอจากชาวบ้าน ในใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในเกียรติยศ แม้การแจกโจ๊กจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่นางยังคงยืนหยัดลงมือด้วยตนเอง ยามได้ยินเสียงที่ว่า
“คุณหนูใหญ่จวนกั๋วกงช่างงดงามและมีน้ำใจประเสริฐ ยามนี้เปรียบดั่งพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตจริง ๆ” นางถึงกับเริ่มจินตนาการไปว่า เมื่อกลับถึงจวนแล้ว อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานจะกล่าวชมเชยนางอย่างไรบ้าง
สิ้นสุดวัน อวี๋หลันเหนื่อยจนแขนแทบยกไม่ขึ้น เสบียงหนึ่งรถม้าถูกเคี่ยวเป็นโจ๊กแจกจ่ายจนหมดสิ้น เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด อวี๋หลันจึงให้สาวใช้ประคองขึ้นรถม้ากลับจวน
ขณะอยู่บนรถม้า อวี๋หลันยังคงพูดคุยกับสาวใช้ของตนถึงเรื่องที่อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานจะชมเชยนางว่าอย่างไร แต่คิดไม่ถึงว่า ทันทีที่กลับถึงจวนกั๋วกง นางกลับถูกตวาดให้ลงไปคุกเข่าอยู่ที่โถงกลางทันที
“เจ้าเขลาจนไม่รู้หรือว่า สิ่งที่เจ้าทำลงไปในวันนี้ มันเพียงพอที่จะทำให้เจ้าถูกคุมขังในคุกหลวงได้เลย!” อวี๋เจ๋อฟางโกรธจัดจนต้องเอามือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมาในโถงไม่หยุด
“ตั้งแต่คราที่องค์ปฐมจักรพรรดิแห่งแคว้นตงฮั่นสถาปนาแคว้น ทรงวางกฎไว้ว่า ห้ามมิให้มีการตั้งโรงทานแจกโจ๊กในเมืองหลวงเด็ดขาด! เจ้ามันเป็นบ้าไปแล้ว!”