ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 450 ความผิดประจักษ์แจ้งต่อหน้าสาธารณชน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 450 ความผิดประจักษ์แจ้งต่อหน้าสาธารณชน
บทที่ 450 ความผิดประจักษ์แจ้งต่อหน้าสาธารณชน
“ข้าไม่เข้าใจ!” อวี๋หลันใบหน้าและดวงตาแดงก่ำพยายามโต้แย้งเพื่อตนเอง “เพียงเพราะหลี่เยว่หานกักตุนเสบียงและไม่ยอมปล่อยออกมา ถึงกับมีคนหิวโหยจนต้องเข้าสำนักหมอหลวงแล้ว
เหตุใดข้าออกไปตั้งโรงทานแจกโจ๊กกลับกลายเป็นความผิด! หรือว่ากฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่คราสถาปนาแคว้นจะต้องสืบทอดมาจนถึงวันนี้ โดยไม่สนความเป็นความตายของผู้คนเลยอย่างนั้นหรือ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋เจ๋อฟางโกรธจัดจนตาเบิกโพลง ทว่ากลับมิต่อคำออกมาแม้แต่ประโยคเดียว
ใช่แล้ว สิ่งที่อวี๋หลันกล่าวมิใช่ว่าไม่มีเหตุผล
แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ยามที่ผู้มีอำนาจแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตมักจะเป็นสามัญชนคนธรรมดาเสมอ ราษฎรเหล่านั้นที่ต้องเข้าสำนักหมอหลวงเพราะขาดแคลนเสบียง หากมองในแง่หนึ่งแล้ว พวกเขาก็แทบมิได้ต่างอะไรกับทหารที่ต้องบุกตะลุยอยู่แนวหน้า
“อีกอย่าง หากมิใช่เพราะหลี่เยว่หานกักตุนเสบียงจนไม่ยอมนำออกมา เรื่องราวคงไม่ลุกลามใหญ่โตเพียงนี้!” อวี๋หลันยังคงแผดเสียงตะโกน “นางก็แค่โกรธแค้นใจที่หย่าขาดกับฉีอ๋องเท่านั้น! นี่ถึงกับต้องใช้ชีวิตผู้บริสุทธิ์มาชดเชยความน้อยเนื้อต่ำใจของนางเลยหรือ! เพราะเหตุใดกัน! เพียงเพราะนางคือหลี่เยว่หานอย่างนั้นหรือ!”
อวี๋หลันนั้นมีจิตใจเมตตา ความเมตตาของนางนั้นกำเนิดมาจากการที่นางรู้สถานะของตนเองมาตั้งแต่เด็ก จึงต้องใช้ชีวิตอย่างสำรวมอยู่ในจวนกั๋วกงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ นางรู้ดีว่าหากขาดจวนกั๋วกงไป นางก็มิต่างอะไรกับฝุ่นละออง
ด้วยเหตุนี้นางจึงมีความรู้สึกร่วมและเห็นอกเห็นใจเหล่าราษฎรที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันในกงล้อแห่งอำนาจอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
นางเพียงอยากจะทำสิ่งที่โดดเด่นสักอย่าง เพื่อให้อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานเอ่ยชมและภาคภูมิใจในตัวนาง ความจริงแล้วนางมิใช่ว่าไม่รู้กฎเกณฑ์ที่ตั้งมาตั้งแต่เริ่มสถาปนาแคว้น แต่นางก็ยังเลือกที่จะทำมัน
มิใช่เพียงเพื่อช่วยคน แต่เป็นเพราะความรักที่นางมีต่อจวนกั๋วกง เป็นเพราะนางโหยหาคำชมเชย และเป็นเพราะความมีเมตตาในใจนางเอง
ทว่านางมิได้ล่วงรู้ความนัยทั้งหมด สุดท้ายนางจึงเดินหมากผิดกระดาน
“หลันเอ๋อร์” ฟางจื่อหลานถอนหายใจยาว ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้ นางย่อตัวลงข้างกายอวี๋หลันแล้วกระซิบเสียงเบา “ช่วงที่ผ่านมาจวนกั๋วกงดูเงียบเหงา เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปสำรวจบ้านเรือนที่ขาดแคลนเสบียงอย่างเงียบๆ ทุกวันพวกเราจะแอบส่งเสบียงไปให้พวกเขาอย่างเพียงพอ ส่วนพวกที่มาตะโกนด่าทออยู่ด้านนอกนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีเสบียงกักตุนไว้ล้นบ้าน เรื่องขาดแคลนเสบียงที่มองเห็นว่ารุนแรงนั้นเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก ความจริงพวกเราวางแผนรับมือไว้หมดแล้ว”
เมื่อได้ยินคำเฉลย อวี๋หลันถึงกับตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง “เช่นนั้น… คนที่หิวจนต้องเข้าสำนักหมอหลวง…”
“เป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น” ฟางจื่อหลานถอนหายใจพลางตบไหล่อวี๋หลันเบาๆ “แม่รู้ว่าเจ้ามีจิตใจดีงาม แต่บางครั้งเจ้าก็มุทะลุเกินไป”
“แต่… แต่ข้ามิได้ทำผิด…” อวี๋หลันเริ่มรู้สึกใจเสีย
“ใช่ หากมองเพียงผิวเผินเจ้ามิได้ทำผิด” ฟางจื่อหลานนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าอวี๋หลันและเอ่ยปลอบโยนอย่างอดทน “แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ ยามนี้จวนกั๋วกงแสดงออกชัดเจนว่าหนุนหลังเยว่หาน หากฉีอ๋องไม่ยอมมาเจรจาด้วยตนเองพวกเราจะไม่มีวันปล่อยเสบียงออกไป
ประกอบกับการยุยงของชายารองจี้ ผู้คนภายนอกจึงเคียดแค้นจวนกั๋วกงเข้ากระดูกดำ แต่เหตุใดฝ่าบาทจึงไม่เคยส่งราชโองการมาเอาผิดพวกเราเลยสักครั้ง?”
อวี๋หลันนิ่งอึ้ง นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีหรือจะคิดไปได้ไกลถึงเพียงนั้น
เมื่อเห็นอวี๋หลันนิ่งไป ฟางจื่อหลานก็ถอนหายใจอีกครา “เจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลก ข้าจะบอกเจ้าเดี๋ยวนี้ แม้เยว่หานจะกักตุนเสบียงไว้มากมาย แต่ก็เป็นอย่างที่นางกล่าว เสบียงเหล่านั้นเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสงครามของแม่ทัพม้าเหล็กในครานั้น คำว่าทุนสงครามหมายถึงสิ่งใดเจ้าคงเข้าใจกระมัง”
ทุนสงคราม คือเสบียงของกองทัพ หากมิใช่ทหารประจำการ ผู้อื่นย่อมไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
อวี๋หลันเริ่มได้สติในตอนนั้นเอง “เช่นนั้น… เสบียงจำนวนมหาศาลที่น้องเยว่หานกักตุนไว้ ยามนี้ความจริงแล้วถูกควบคุมโดยราชสำนัก หากไม่มีราชโองการจากฝ่าบาท ใครก็เคลื่อนย้ายมิได้ใช่หรือไม่?”
“ใช่” ฟางจื่อหลานพยักหน้าพลางทัดปอยผมที่หลุดรุ่ยไปไว้ที่หลังใบหูให้อวี๋หลัน “วันนี้เจ้าไปแจกโจ๊กมาแล้ว พรุ่งนี้อย่าได้ไปอีก อย่างน้อยยามที่ฝ่าบาทเอาผิด พวกเรายังพอจะช่วยทูลได้ว่าเจ้าทำไปเพราะความเขลาไม่รู้ความ แต่หลังจากนี้ไป จวนกั๋วกงจะถูกด่าทอหนักกว่าเดิม เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดี”
เมื่อฟังคำของฟางจื่อหลาน ความหวาดกลัวก็จู่โจมหัวใจอวี๋หลันทันที นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว “ท่านแม่… ท่านแม่ข้าไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงเพียงนี้ ข้าเพียงคิดว่า… ข้าเพียงคิดว่าควรทำอะไรสักอย่าง มิเช่นนั้นชื่อเสียงที่ดีงามของจวนกั๋วกงที่สะสมมาจะถูกทำลายหมดสิ้น ข้าไม่คิดเลยจริงๆ…”
ฟางจื่อหลานถอนหายใจแล้วรวบตัวอวี๋หลันเข้ามากอดไว้แนบอก
เป็นเช่นนั้น อวี๋หลันเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะคิดอ่านลึกซึ้งได้อย่างไร ในจวนกั๋วกงแห่งนี้ นอกจากท่านกั๋วกงผู้เฒ่า อวี๋เจ๋อฟางสองสามีภรรยา และหลี่เยว่หานแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เรื่องการลอบส่งเสบียงเลย แม้แต่การส่งของเหล่านั้นยังต้องใช้หน่วยกล้าตายและองครักษ์ลับเป็นผู้จัดการ
อวี๋หลันเด็กคนนี้จิตใจซื่อตรงนัก แม้ลึก ๆ จะมี จริตแง่งอนประสาหญิงสาว แต่ยามต้องเผชิญกับเรื่องราวระดับบ้านเมือง
สมองของนางย่อมคิดตามไม่ทัน นางย่อมคิดไม่ถึงว่าหากวิกฤตการณ์เสบียงยังดำเนินต่อไป จวนกั๋วกงจะต้องเผชิญกับพายุคำด่าทอจนแทบยืนไม่อยู่ และการที่นางวิ่งออกไปแจกโจ๊กได้เพียงวันเดียวแล้วหยุดไป จวนกั๋วกงจะยิ่งถูกประณามเพียงใด
ในสายตาผู้คน หลี่เยว่หานที่กักตุนเสบียงคือคนของจวนกั๋วกง การที่จวนกั๋วกงผูกขาดเสบียงทั้งหมดไว้ในมือ แล้วคุณหนูของจวนกลับวิ่งออกไปแจกโจ๊ก ในสายตาของผู้ที่มีเจตนาร้าย นี่มิใช่อะไรอื่นนอกจากข้อหาหนักที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระทง
นั่นคือการ ‘หลอกลวงราษฎร’
ความผิดนี้จะหนักหรือเบา ล้วนขึ้นอยู่กับพระเนตรพระกรรณของโอรสสวรรค์เพียงผู้เดียว
ส่วนเสบียงที่หลี่เยว่หานกักตุนไว้นั้น…
ฟางจื่อหลานกล่าวเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งนางมิได้เอ่ยออกมา
เสบียงเหล่านั้นยามนี้มิได้อยู่ในมือหลี่เยว่หานก็จริง แต่จะเคลื่อนย้ายได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับคำสั่งของหลี่เยว่หานเพียงผู้เดียว
แม้จะกล่าวว่าเป็นทุนสงคราม แต่เสบียงทั้งหมดคือทรัพย์สินของหลี่เยว่หาน จะเป็นทุนสงครามหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับเสี้ยวความคิดของนางเท่านั้น
เพียงแต่เสบียงเหล่านี้ ถูกกุมไว้ในมือของ ‘เวินเทียนเหล่ย’ คุณชายใหญ่ตระกูลเวิน ผู้เป็นคหบดีระดับหนึ่งของแผ่นดิน
ตั้งแต่ตอนที่หลี่เยว่หานกวาดซื้อเสบียงถึงแปดส่วนในตลาดเมืองหลวง นางก็ได้มอบหมายเสบียงทั้งหมดให้เวินเทียนเหล่ยดูแล นางเป็นเพียงสตรี ยามนั้นยังตั้งครรภ์แก่ หากถึงช่วงเวลาคับขันแล้วนางเกิดเจ็บครรภ์คลอดลูกขึ้นมา เรื่องราวคงยากจะจัดการ
ยังดีที่เวินเทียนเหล่ยเก็บงำความลับนี้ไว้อย่างมิดชิด มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ มิเช่นนั้นผู้ที่จะเดือดร้อนมิใช่เพียงจวนกั๋วกง แต่เวินเทียนเหล่ยเองก็อาจจะถูกนายท่านผู้เฒ่าเวินคัดชื่อออกจากผังตระกูลเป็นแน่
เพราะตระกูลเวินนั้นคือขั้วอำนาจที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้อย่างที่สุด
ทว่าเวินเทียนเหล่ยกลับเป็นตัวแปรเดียวของตระกูลเวิน
ในวันที่สามที่อวี๋หลันออกไปแจกโจ๊ก ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นชั่งใจอยู่นาน พระองค์ใช้ทุกวิถีทางกับเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมลดตัวไปอ้อนวอนขอร้องหลี่เยว่หาน
สุดท้ายด้วยความไร้หนทาง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงต้องสั่งพิจารณาคดีของจงเจิ้งเซวียนใหม่อีกครั้ง และภายในเวลาเพียงสองวัน พระองค์ก็จำต้องประกาศความผิดฐานสมคบคิดกับศัตรูและกบฏต่อแผ่นดินของจงเจิ้งเซวียนให้เลื่องลือไปทั่วใต้หล้า
ยามนั้นทุกคนถึงได้ล่วงรู้ว่า องค์ชายรองผู้วิปลาสผู้นี้มิเพียงสร้างวังใต้ดินหอหรูอี้เท่านั้น แต่ยังถูกกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานยืนยันด้วยตนเองว่าเขาสมคบคิดกับศัตรูเพื่อทรยศต่อแผ่นดิน!
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ตกอยู่ในความโกลาหลและตื่นตะลึง