ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 451 การยอมถอย
บทที่ 451 การยอมถอย
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยอมถอยก้าวหนึ่งแล้ว ทว่าพระองค์ก็ยังมิได้ประทานโทษประหารแก่จงเจิ้งเซวียน
เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งทำทีเป็นนั่งรถม้ามายังจวนกั๋วกง ฝ่ายหลี่เยว่หานเองก็ออกมายืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว ทว่ายังมิทันที่เมิ่งฉีฮ่วนจะได้เอ่ยปาก คนของจวนกั๋วกงหลายคนก็เดินออกมา พร้อมกับโอบอุ้มเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงที่ถูกห่อหุ้มร่างกายไว้อย่างหนาแน่น
“นี่คือบุตรชายและบุตรสาวของเจ้า ในเมื่อเราหย่าขาดจากกันแล้ว ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะพาลูกของเจ้ามาอาศัยอยู่ในจวนท่านตาของข้าอีก” หลี่เยว่หานยืนอยู่หน้าประตูจวนกั๋วกง เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงเพลิงขับเน้นใบหน้าของนางให้ขาวกระจ่างดุจหยกสลัก
“วันนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ข้าขอตัดขาดวาสนากับเจ้าตั้งแต่นี้ไป เจ้ารับลูกกลับไปเถิด แม้ข้าจะอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่ข้าก็ไม่อาจเลี้ยงดูพวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว”
เมื่อสิ้นคำกล่าว ราษฎรที่พากันมามุงดูเหตุการณ์ต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง
เดิมทีพวกเขามักจะด่าทอว่าหลี่เยว่หานเป็นสตรีใจดำอำมหิต เพียงเพื่อระบายความแค้นส่วนตัวถึงกับกวาดซื้อเสบียงจนหมดเมืองหลวง ทำเอาพวกเขาไม่มีเสบียงจะกินจนต้องไปยอมควักเงินก้อนโตซื้อของราคาแพงจากตลาดมืด แถมยังต้องหิวโหยไปวัน ๆ
ทว่าในวันนี้ ยามที่ได้เห็นอดีตสามีภรรยาคู่นี้เผชิญหน้ากัน พวกเขาถึงเพิ่งจะได้สติและนึกขึ้นได้ว่า ฮั่นหรงฟูเหรินผู้นี้คือนางผู้ถูกตระกูลสามีทอดทิ้งทันทีที่เพิ่งคลอดลูกมิใช่หรือ!
หากมิใช่เพราะมีจวนกั๋วกงซึ่งเป็นบ้านเดิมของเจ้าตาคอยคุ้มหัว นางคงสิ้นใจตายอยู่ข้างนอกไปนานแล้ว! มิพักต้องพูดถึงเรื่องที่นางต้องเลี้ยงดูลูกน้อยถึงสองคนด้วยตัวคนเดียว
ดูสารรูปที่นางออกมายืนอยู่ในวันนี้สิ ร่างกายซูบผอมอ่อนแรงราวกับลมพัดเบา ๆ ก็จะล้มลงไปกองกับพื้น นางคงต้องแบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจมามากมายมหาศาลเพียงใดกัน!
“เจ้าคิดว่าลูกนอกคอกที่มุดหัวออกมาจากท้องเจ้า เปิ่นหวังจะยอมรับอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนแค่นยิ้มเย็นชา “เปิ่นหวังมิได้ขาดแคลนสตรีที่จะมาปรนนิบัติให้กำเนิดบุตร ที่เปิ่นหวังมาในวันนี้ ก็เพียงเพราะทำตามพระราชโองการเท่านั้น!”
“พระราชโองการอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานหัวเราะเยาะ “ยามที่เจ้าได้รับฐานะชินอ๋องคืนมา เงื่อนไขของฝ่าบาทก็คือให้เจ้าหย่าขาดกับสตรีชาวป่าชาวเขาอย่างข้า และขับไล่อาอี้กับอาหนิงสองพี่น้องออกจากจวนใช่หรือไม่!”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้แต่เม้มริมฝีปากนิ่งเงียบ
ชาวบ้านโดยรอบต่างพากันใจหายวาบ ที่แท้ฉีอ๋องมิใช่ชายโฉดอย่างที่พวกเขาคิด! การจะได้กลับคืนสู่ตระกูลบรรพชนเป็นเรื่องใหญ่หลวงเพียงใด ฮ่องเต้ของพวกเขากลับใช้เงื่อนไขเช่นนี้มาแลกเปลี่ยนกับฉีอ๋อง ตัวเขาคงต้องเจ็บปวดร้าวรานใจเพียงไหนกันหนอ!
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!” เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงที่คนอื่นได้ยินกลับฟังดูอ่อนแรงลงหลายส่วน “เปิ่นหวังไม่มีวันรับพี่น้องคู่นี้กลับไปเด็ดขาด!”
“หึ ข้าเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “หากอยากให้ข้านำเสบียงออกมาก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงฝ่าบาททรงอนุญาตให้อาอี้และอาหนิงได้กลับคืนสู่ตระกูลบรรพชน ข้าย่อมจะนำเสบียงออกมาแน่นอน”
“เพียงเท่านี้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “หากมีเพียงข้อเรียกร้องนี้ เปิ่นหวังรับปากเจ้าได้! วันนี้จงรีบปล่อยเสบียงออกมาเสีย!”
“ในเมื่อรับปากแล้ว ก็อย่าได้คืนคำ” หลี่เยว่หานพลันยกยิ้มที่มุมปาก นางมองดูเด็กทั้งสองถูกคนของเมิ่งฉีฮ่วนรับขึ้นรถม้าไป ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยสืบต่อ “เมื่อครู่ข้าโกหกเจ้า แท้จริงแล้วเสบียงมิได้อยู่ในมือข้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
เมิ่งฉีฮ่วนทำทีเป็นตกใจหน้าถอดสี “เจ้า…”
“ความจริงแล้ว เสบียงที่ข้าทุ่มเงินซื้อมาในตอนนั้น ยามนี้อยู่ในมือใครข้าเองก็สุดรู้” หลี่เยว่หานจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาและใบหน้าที่เย็นชา
“ข้าซื้อเสบียงเหล่านั้นมาเพื่อเตรียมเป็นทุนสงครามให้แก่เหล่านักรบใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพม้าเหล็กในยามนั้น มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าลำพังสตรีตัวคนเดียวอย่างข้า จะมีปัญญาไปกวาดซื้อเสบียงมากมายขนาดนั้นโดยที่ทางการไม่ขัดขวางได้อย่างไร?”
ได้ยินคำนี้ เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับเบิกตากว้าง “เจ้าหมายความว่า เสบียงเหล่านั้น…”
“เสบียงที่ใช้ในกองทัพ ปกติแล้วมีเพียงแม่ทัพใหญ่เท่านั้นที่มีอำนาจจัดการ” หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วนพลางเอ่ยช้า ๆ “ในเมื่อข้าจัดหาเสบียงในนามของทุนสงคราม ตัวข้าย่อมไม่มีอำนาจสั่งการ กลับกันคือเจ้า อดีตแม่ทัพม้าเหล็กย่อมน่าจะรู้ดีที่สุดว่ายามนี้เสบียงอยู่ที่ใคร”
“เจ้าจะบอกว่า… อยู่ที่ฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้! หากอยู่ที่ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ถึงปล่อยให้เมืองหลวงขาดแคลนเสบียงเนิ่นนานเพียงนี้ แถมยังบังคับให้เปิ่นหวังมากล่าวขอขมาเจ้าทุกวี่ทุกวัน!”
“ใครจะไปรู้เล่า” หลี่เยว่หานฉีกยิ้ม “ได้ยินว่าสถานการณ์ในราชสำนักยามนี้ร้อนรุ่มดุจกองไฟ ยามที่ชื่อเสียงของฉีอ๋องป่นปี้ อีกฝ่ายย่อมมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาแทน และย่อมได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นเป็นธรรมดา”
กล่าวจบ หลี่เยว่หานก็วางมือลงบนท่อนแขนของหงอวี้แล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่ควรพูดข้าพูดหมดแล้ว สิ่งที่ควรทำข้าก็ทำแล้ว ลูกทั้งสองคนเจ้ารับกลับไปท่ามกลางพยานมากมายเช่นนี้ ก็อย่าได้ขับไล่พวกเขาออกมาอีกเลย แม้ข้าจะตัดใจได้ยากเพียงใด แต่ยามนี้ข้าเองก็เอาตัวไม่รอด ไม่อาจดูแลพวกเขาได้ หวังว่าเจ้าจะดูแลสองพี่น้องให้ดี”
สิ้นคำกล่าว ใบหน้าของหลี่เยว่หานก็ซีดขาวลงไปอีก นางหันหลังเดินกลับเข้าประตูจวนกั๋วกงทันที
ประตูสีแดงชาดค่อย ๆ ปิดสนิทลง ตัดขาดเสียงลมหายใจอันสั่นเครือของผู้คนที่อยู่ภายนอกให้พ้นไป
ทันทีที่บานประตูสบกัน หลี่เยว่หานก็รีบหันกลับมาแนบใบหน้ากับร่องประตู พยายามมองลอดออกไปข้างนอกอย่างห่วงใย
หงอวี้ดึงแขนเสื้อของนางด้วยความสงสาร “ฟูเหริน พวกเรากลับกันเถิดขอรับ ในเมื่อท่านตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะใจแข็งเข้าไว้”
“ข้ารู้” เมื่อมองลอดร่องประตูไปไม่เห็นสิ่งใด หลี่เยว่หานก็ละมือลงด้วยความอ้างว้าง นางหันกลับมาถอนหายใจยาว “การส่งสองพี่น้องกลับไปคืนสู่ตระกูลบรรพชนได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว… ใช่หรือไม่”
“ขอรับ เพียงแต่ท่านอย่าได้เศร้าโศกเกินไปนักเลย” หงอวี้มองดูหลี่เยว่หานที่ดูเงียบเหงาด้วยความปวดใจ
ภายนอกประตู ยามที่มองเห็นประตูจวนกั๋วกงปิดลง แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดูเหมือนจะหมดเรี่ยวแรงลงในทันที เขาหมุนตัวขึ้นรถม้าไปโดยไม่เอ่ยคำใดแม้แต่ประโยคเดียว ก่อนจะจากหน้าประตูจวนกั๋วกงไป
เหล่าราษฎรที่มามุงดูเริ่มได้สติกลับมา
สิ่งที่ฮั่นหรงฟูเหรินกล่าวเมื่อครู่ เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ? ฮ่องเต้ของพวกเขาเพื่อที่จะแก่งแย่งอำนาจให้แก่บุตรชายคนโต ถึงกับทรงกักตุนเสบียงที่ฮั่นหรงฟูเหรินจัดเตรียมไว้ด้วยพระองค์เองเชียวหรือ?
ข่าวลือนี้ราวกับติดปีก เพียงวันเดียวก็ขจรขจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง และลุกลามเข้าไปถึงในวังหลวง
เมื่อฮ่องเต้หลิงอวิ๋นได้ยินข่าวนี้ พระองค์ทรงกวาดฎีกาลงพื้นจนเกลื่อนกลาดด้วยความกริ้ว ก่อนจะหอบหายใจรัวแรงพลางสั่งกงกงคนสนิท “ไป! ไปเรียกไอ้เด็กเวรจงเจิ้งเหวินจั๋ว กับจงเจิ้งอวี่เข้าวังมาเดี๋ยวนี้!”
ขันทีหรูก้มหน้ายืนอยู่ข้างกายฮ่องเต้พลางถอนหายใจยาว “ฝ่าบาท ท่านก็น่าจะทรงทราบดีว่า ในยามนี้องค์ชายทั้งสองไม่มีทางยอมเข้าวังเป็นแน่ขอรับ!”
“คำสั่งข้า พวกมันกล้าฝ่าฝืนอย่างนั้นหรือ!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแผดเสียงตะโกน
“พวกเขาก็มิได้ขัดราชโองการเพียงครั้งสองครั้งเสียเมื่อไหร่…” ขันทีหรูพึมพำ “ครานั้นองค์ชายรองหนีออกจากเมืองหลวงยังไม่ลืมที่จะลอบวางแผนเล่นงานฉีอ๋อง เรื่องนี้จะว่าไปแล้วไม่อาจโทษฉีอ๋องและองค์ชายรัชทายาทได้เลยจริง ๆ ขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตาเบิกกว้างราวกับจะตรัสอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ผ่อนลมหายใจออกมา พระองค์ประทับลงบนเก้าอี้พลางก้มพักตร์ลงแล้วเอ่ยว่า
“ยามนั้นข้าเองก็คิดไม่ถึงว่า เซวียนเอ๋อร์จะถูกบีบคั้นจนถึงเพียงนั้นแล้ว ยังจะคิดวางแผนคดโกงได้อีก หากมิใช่เพราะ… เฮ้อ…”
“หากจะให้บ่าวกล่าว ฮ่องเต้ก็อย่าได้ทรงใจอ่อนอีกเลยขอรับ ยามนี้ฉีอ๋องและองค์ชายรัชทายาทรุกไล่บีบคั้นมาทุกฝีก้าว เรื่องขาดแคลนเสบียงก็ยืดเยื้อมาเนิ่นนาน การที่ท่านเพียงแค่ประกาศความผิดขององค์ชายรองให้ทั่วหล้ารับรู้นั้น มันยังไม่เพียงพอหรอกขอรับ”
“หรือว่าข้าต้องฆ่าลูกของตัวเองจริง ๆ พวกเขาถึงจะยอมรามือ?” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า นัยน์ตาเริ่มปรากฏแววสีเลือดจาง ๆ