ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 452 ยอมจำนน ประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 452 ยอมจำนน ประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน!
บทที่ 452 ยอมจำนน ประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน!
เมื่อพาลูกกลับมาถึงจวนฉีอ๋อง จี้ซินเยว่รีบออกมาต้อนรับทันที ทว่าเมื่อเห็นเด็กทั้งสอง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางพลันแข็งทื่อลง “หวัง… หวังเย่ เด็กสองคนนี้…”
วันนี้ทันทีที่เลิกประชุมเช้า เมิ่งฉีฮ่วนก็มุ่งหน้าไปยังจวนกั๋วกงทันที กว่าจี้ซินเยว่จะทราบข่าว เขาก็อยู่ระหว่างทางกลับจวนแล้ว นางจึงมิได้ตามไปด้วย ยามนี้เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงพร้อมเด็กทารกอีกสองคน นางจึงอุทานออกมาด้วยความตกใจ “หลี่เยว่หานถึงกับไม่ต้องการลูกของตนเองแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนเพียงปรายตามองจี้ซินเยว่แวบหนึ่งโดยไม่กล่าวสิ่งใดแล้วเดินจากไป
เฮ่อเจิ้งเทียนรีบทำความเคารพจี้ซินเยว่อย่างเร่งรีบ ก่อนจะสั่งการให้บ่าวรับใช้ที่ดูเงอะงะประคองอุ้มเด็กน้อยไปยังเรือนอุ่นที่หลี่เยว่หานเคยพักยามอยู่ในจวน
จากนั้นก็กำชับให้พ่อบ้านรีบออกไปหาแม่นมมาทันที และไม่ลืมที่จะส่งสาวใช้ที่เพิ่งซื้อมาใหม่สองสามคนไปคอยดูแลนายน้อยทั้งสอง จี้ซินเยว่จึงยืนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นธาตุอากาศ นางทำได้เพียงมองดูเฮ่อเจิ้งเทียนจัดการเรื่องราววุ่นวายโดยไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากถาม
ครั้นเฮ่อเจิ้งเทียนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นจี้ซินเยว่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จึงรีบเอ่ยว่า “ชายารองจี้ ยามนี้เจ้านายอารมณ์ไม่ดีนัก อย่าได้นำเรื่องเด็กไปรบกวนเขาเลยจะดีกว่า”
กล่าวจบเขาก็เตรียมจะปลีกตัวออกไป
“เดี๋ยวก่อน!” แม้ในใจของจี้ซินเยว่จะรู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนยังคงห่วงใยหลี่เยว่หานเพียงใด แต่เมื่อเห็นเขารับลูกที่หลี่เยว่หานให้กำเนิดกลับมาจริง ๆ ใจของนางก็ยังคงสั่นสะเทือนมิน้อย “หวังเย่ได้บอกหรือไม่ว่าจะจัดการกับเด็กสองคนนี้อย่างไร?”
“อย่างไรเสียก็เป็นบุตรในไส้ของหวังเย่ ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” เฮ่อเจิ้งเทียนตอบกลับตามระเบียบ น้ำเสียงนั้นมิได้มองจี้ซินเยว่เป็นเจ้านายเลยแม้แต่นิด “หากชายารองจี้ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าน้อยขอตัว”
เขากุมมือคารวะแล้วเดินจากไปทันที
จี้ซินเยว่มองตามไปยังทิศทางเรือนพักของเมิ่งฉีฮ่วนด้วยแววตาเหม่อลอย ความหวาดหวั่นจู่โจมเข้ามาในหัวใจอย่างรุนแรง แม้นางจะรู้ดีว่าการเป็นชายารองของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นมิอาจเป็นไปได้ตลอดชีวิต
แต่ลึก ๆ ในใจก็ยังแอบหวังให้ช่วงเวลานี้เนิ่นนานออกไปอีกสักนิด แม้เขาจะเมินเฉยราวกับนางไม่มีตัวตน แม้เขาจะไม่ยอมปรายตามองนางเลยสักแวบ หรือแม้แต่นางจะเป็นเพียงหมากเบี้ยตัวหนึ่ง แต่การได้อยู่ใกล้ชิดเขาเพียงเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็นึกถึงหลี่เยว่หานขึ้นมา ก่อนจะแค่นยิ้มหยันให้กับตนเอง
ลูกกลับมาแล้ว วิกฤตการณ์ขาดแคลนเสบียงก็ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญที่สุด หลี่เยว่หานเองก็คงใกล้จะกลับมาแล้วกระมัง เมื่อถึงยามนั้น หน้าที่หมากเบี้ยอย่างนางก็คงถึงคราวสิ้นสุดลงเสียที
จี้ซินเยว่ถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนของตน
ยามที่ก้าวเข้าสู่จวนฉีอ๋องคราแรก แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงหมาก แต่ในใจนางก็ยังแอบเผื่อใจไว้บ้าง ทว่าเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน ความหวังเหล่านั้นก็มอดดับลง แต่นางก็ยังตัดใจมิตกลงอยู่ดี…
วันเวลาที่ได้อยู่ใกล้เขาเช่นนี้ แม้ใกล้จะสิ้นสุดลง นางก็หวังว่ามันจะจบลงด้วยดี แม้จะรู้ว่า… มันเป็นไปมิได้เลยก็ตาม
….
ข่าวที่ว่าผู้ควบคุมเสบียงตัวจริงมิใช่ฮั่นหรงฟูเหรินแต่เป็นฮ่องเต้ ได้แพร่สะพัดจนแทบจะพลิกแผ่นดินเมืองหลวงในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนรับลูกกลับจวน
ราษฎรถือเรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ ยามแรกที่พวกเขาคิดว่าหลี่เยว่หานกักตุนเสบียงเพื่อแก้แค้นส่วนตัวต่อเมิ่งฉีฮ่วน พวกเขาจึงพากันไปด่าทอสาปแช่งนางถึงหน้าจวนกั๋วกงทุกเมื่อเชื่อวัน
ทว่าลึก ๆ ในใจยังมองว่านางทำไปเพราะมีมูลเหตุจูงใจ แม้จะอำมหิตแต่ชีวิตที่นางเผชิญมาก็น่าเวทนาจริงแท้
แต่เมื่อผู้ที่กักตุนเสบียงกลับกลายเป็นฮ่องเต้หลิงอวิ๋น โดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อเมิ่งฉีฮ่วน และสร้างบารมีให้กับบุตรชายคนโตที่พระองค์โปรดปราน ความโกรธแค้นของราษฎรก็ปะทุขึ้นมาทันที
แม้ชาวบ้านจะไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่ฟื้นคืนชีพมาได้อย่างไร และไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงต้องช่วยองค์ชายใหญ่หาเสียงแทนที่จะช่วยองค์ชายรัชทายาทที่เป็นองค์ชายสาม ทว่าการที่ผู้กุมอำนาจสูงสุดนำความเป็นตายของราษฎรมาเป็นเครื่องมือชิงอำนาจทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้ความโกรธแค้นของมวลชนท่วมท้นจนยากจะดับได้
ความจริงแล้วเสบียงเหล่านั้นมิเคยอยู่ในมือฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย หากมีใครมากล่าวหาเช่นนี้ก่อนจะเกิดวิกฤตเสบียง ราษฎรก็คงไม่มีวันเชื่อ
เพราะในรัชสมัยของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น แคว้นตงฮั่นนับว่ามีความมั่งคั่งและเข้มแข็งมิน้อย
ทว่าหลังจากที่ราษฎรพากันรุมด่าหลี่เยว่หานและฉีอ๋องไปเสียยกใหญ่ แล้วจู่ ๆ กลับพบว่าตนเองด่าผิดคน อารมณ์ที่ตีกลับย่อมทวีคูณเป็นหลายเท่าตัว ต่อให้ฮ่องเต้จะเคยได้รับความเลื่อมใสเพียงใด ก็มิอาจต้านทานความหวาดกลัวจากความหิวโหยได้
อีกทั้งยามที่คิดว่าหลี่เยว่หานเป็นคนกักตุน ทุกคนยังฝากความหวังไว้ที่ราชโองการของฮ่องเต้ว่าจะบีบให้นางยอมคายเสบียงออกมา ฮ่องเต้จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังเดียวของชาวเมือง
แต่เมื่อความหวังนั้นพังทลายลง พวกเขาจึงเหลือเพียงทางเดียวคือการลุกขึ้นต่อต้าน
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นผู้ถูกซ้อนแผน แม้จะทรงอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่ในยามที่ชื่อเสียงป่นปี้เช่นนี้ พระองค์ก็จำต้องโอนอ่อนตามความต้องการของเมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ ด้วยการสั่งประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน
เดิมทีพระองค์ตั้งพระทัยเพียงแค่สั่งตัดศีรษะให้เรื่องจบไป อย่างไรเสียก็เป็นถึงองค์ชาย ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ดูอุจาดเกินไปนัก ทว่าในที่ประชุมเช้า เมิ่งฉีฮ่วนกลับรุกไล่บีบคั้นไม่หยุดยั้ง โดยเน้นย้ำซ้ำๆ ว่าจงเจิ้งเซวียนยามนี้มีฐานะเป็นเพียงสามัญชน
สุดท้ายฮ่องเต้จึงต้องยอมถอยแล้วถอยอีก จนจำต้องพิพากษาให้ประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียนต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้คุมการประหารและให้ลงมือทันที
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะพยายามบีบให้ฮ่องเต้สั่งลงโทษแล่เนื้อพันชิ้นแต่ฮ่องเต้ก็ยังทรงมีความรักฉันพ่อลูก จึงยืนกรานปฏิเสธ จนสุดท้ายทั้งสองฝ่ายยอมถอยให้กันคนละก้าว เพื่อรักษาหน้าตาอันบางเบาดุจปีกจักจั่นที่ยังเหลืออยู่ต่อกันไว้
ในวันประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน เมิ่งฉีฮ่วนมิสนกฎระเบียบของบรรพบุรุษ เขาเดินขึ้นไปยังลานประหารด้วยตนเองเพื่อดึงผ้าคลุมศีรษะสีดำของจงเจิ้งเซวียนออก เพื่อตรวจเช็กให้แน่ใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นตัวจริงแน่แท้ ก่อนจะสั่งให้เริ่มลงมือ
เมื่อจงเจิ้งเซวียนสิ้นใจ ร้านขายข้าวสารของทางการก็กลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง แม้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะไม่เต็มพระทัยนัก แต่เสบียงหลายร้อยเกวียนไม่รู้ที่มาที่ไปพากันปรากฏออกมา เพื่อไม่ให้ถูกผู้อื่นแย่งชิงไป ร้านเสบียงของทางการจึงถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเปิดขาย
เหตุการณ์นี้ยิ่งเป็นการพิสูจน์ทางอ้อมว่า ผู้ที่กักตุนเสบียงไว้ก่อนหน้านี้คือฮ่องเต้จริง ๆ
นับแต่นั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงเฝ้าระวังเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเต็มกำลัง
“อะไรนะ เจ้าจะออกจากเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?” ภายในห้องทรงพระอักษร ยามที่ได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนแจ้งว่าจะขอลาออกจากเมืองหลวง ปฏิกิริยาแรกของฮ่องเต้คือคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนกำลังวางแผนชั่วร้ายอันใดอีก
“ขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “เดิมทีตอนที่ข้ากลับมายังเมืองหลวง ก็เพราะเสด็จพี่ต้องการให้ข้าคอยช่วยเหลือองค์ชายรัชทายาท ยามนี้สามัญชนจงเจิ้งเซวียนสิ้นชีพไปแล้ว องค์ชายใหญ่ที่ขาดจงเจิ้งเซวียนเป็นสื่อกลาง
ย่อมมิอาจร่วมมือกับตระกูลเฉินได้อีกต่อไป ฝ่ายองค์ชายรัชทายาทเองก็ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเฉินอย่างเต็มที่ ภารกิจของข้าสิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่ในเมืองหลวงอีกต่อไป”
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นขมวดคิ้วจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วน “เจ้า… จะไปจริง ๆ หรือ?”
“ฟังจากพระสุรเสียงของพระเชษฐา ดูเหมือนจะทรงอยากให้ข้าอยู่ต่อยิ่งนัก” เมิ่งฉีฮ่วนยกยิ้มที่มุมปาก “พระเชษฐาพยายามหาหนทางรั้งข้าไว้ในเมืองหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า หรือว่าเป็นเพราะ… ตราหยกปี้อวี้อย่างนั้นหรือ?”