ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 453 พี่น้องเผชิญหน้า
บทที่ 453 พี่น้องเผชิญหน้า
ในช่วงเวลาที่เมิ่งฉีฮ่วนช่วยเหลือจงเจิ้งอวี่ในการชิงอำนาจ หรืออาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนส่งคืนตราหยกปี้อวี้และได้รับการแต่งตั้งเป็นฉีอ๋องเป็นต้นมา
เขากับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นต่างก็มีความเข้าใจตรงกันโดยมิได้นัดหมาย นั่นคือไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตราหยกปี้อวี้ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
เมิ่งฉีฮ่วนคิดว่า หากในตอนนั้นเขาไม่ชิงส่งคืนตราหยกปี้อวี้เสียก่อน ต่อให้เขาจะยอมเปิดโปงความลับเรื่องชาติกำเนิดของตนเองออกมา ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็คงจะหาหนทางกำจัดเขาให้สิ้นซากเป็นแน่ มิใช่ถูกเขาบีบคั้นจนไร้ทางออกเช่นนี้ จนจำต้องประกาศให้คนทั้งใต้หล้ารับรู้ว่าเขาคือพระอนุชาองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้
ทุกอย่างล้วนมีบ่อเกิดมาจากการที่คนเหล่านั้นมองว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นเพียงเครื่องมือมาโดยตลอด ความทะนงตนจนเกินพอดีคือโรคติดต่อของผู้กุมอำนาจ และฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเองก็มิอาจหลีกเลี่ยงพ้น
“จะว่าไปแล้ว เสด็จพี่ไม่เคยเอ่ยปากขอคืนอำนาจทหารสามแสนนายแห่งค่ายชานเมืองหลวงจากกระหม่อมเลย คงมิใช่เพราะทรงเชื่อใจกระหม่อมกระมัง” รอยยิ้มบนมุมปากของเมิ่งฉีฮ่วนยังมิเลือนหายไป ทว่าเขากลับมอบหมัดหนักซัดเข้าใส่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นอีกครา
“หากกระหม่อมเดาไม่ผิด รองแม่ทัพในกองกำลังสามแสนนายที่เดิมทีเคยรับฟังคำสั่งของกระหม่อม คงถูกเปลี่ยนตัวไปจนหมดสิ้นแล้ว
แม้ป้ายอาญาสิทธิ์ในมือกระหม่อมจะยังมีอำนาจสั่งการทหารสามแสนนายได้ตามกฎหมาย ทว่าขอเพียงเสด็จพี่ตรัสเพียงประโยคเดียว อำนาจคุมทหารผ่านป้ายอาญาสิทธิ์นี้ย่อมไร้ผล”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็แบมือออก ป้ายอาญาสิทธิ์สีดำขลับในฝ่ามือพลันแหลกละเอียดกลายเป็นผงธุลี
ได้ยินเช่นนั้น ริมฝีปากของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นสั่นระริก คล้ายอยากจะตรัสสิ่งใดแต่ก็ทรงกลืนคำพูดนั้นลงไป ทว่าสีพระพักตร์กลับซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เสด็จพี่มิต้องทรงสงสัย กระหม่อมบอกความจริงแก่เสด็จพี่ได้เลยว่า รองแม่ทัพที่ท่านส่งไปสับเปลี่ยนเหล่านั้น… แท้จริงแล้วก็ยังคงเป็นคนของกระหม่อม” เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็พลันหัวเราะออกมา
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้จักกับเมิ่งฉีฮ่วนมา ที่พระองค์ได้เห็นเมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะอย่างมีความสุขเพียงนี้ ในความทรงจำของพระองค์ เมิ่งฉีฮ่วนมักจะสุขุมคัมภีร์และสำรวมตนอยู่เสมอ
แม้ในยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระองค์เกือบจะแตกหัก หรือแม้แต่ยามที่เขาบีบคั้นพระองค์ในราชสำนัก เขาก็มักจะมีท่าทีสงบนิ่งและไร้อารมณ์ความรู้สึก
ทว่ายามนี้ เมิ่งฉีฮ่วนกลับหัวเราะ…
ไม่รู้เพราะเหตุใด ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่ขมับที่เต้นตุบๆ จนทำให้พระองค์เริ่มทรงรู้สึกว้าวุ่นพระทัยขึ้นมา
“ปัง!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตบโต๊ะเสียงดังสนัน ก่อนจะทรงลุกขึ้นยืนด้วยความกริ้ว นัยน์ตาที่เบิกกว้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย พระองค์จ้องเขม็งไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วตรัสว่า “เจ้าอย่าได้ลืมไป! นี่คือแผ่นดินของข้า! ข้าคือโอรสสวรรค์!”
“หึๆ…” ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าเหลือเชื่อ เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดัง “เสด็จพี่ทรงหวาดกลัวเสียแล้ว”
“เจ้าเหลวไหล! ข้า…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงโต้กลับโดยสัญชาตญาณ
“หากท่านมิได้หวาดกลัว เหตุใดต้องมาย้ำเตือนกับกระหม่อมว่าท่านคือโอรสสวรรค์ด้วยเล่า?” ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับคร้านจะใช้คำราชาศัพท์เรียกขานแล้ว เขาใช้เพียงสรรพนามทั่วไปอย่าง ‘ท่าน’ และ ‘ข้า’ อย่างตรงไปตรงมา
“เป็นถึงฮ่องเต้ปกครองแผ่นดิน เป็นเจ้าเหนือหัวของปวงชน บัลลังก์ของท่านก็นับว่ามั่นคงดีอยู่แล้ว ไยต้องมาคอยย้ำเตือนเรื่องนี้กับกระหม่อมอีก?”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่พระสติจะค่อยๆ กลับคืนมา
นั่นสิ เหตุใดพระองค์ต้องมาย้ำเตือนกับเมิ่งฉีฮ่วนว่าพระองค์คือฮ่องเต้ด้วยเล่า หรือว่าพระองค์… ทรงหวาดกลัวจริงๆ…
เมื่อคิดได้เช่นนั้น แผ่นหลังของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็พลันชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
กองกำลังทหารสามแสนนายที่ชานเมืองหลวงถูกเมิ่งฉีฮ่วนกำไว้ในมือจนหมดสิ้น เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้พระองค์หวาดกลัวได้แล้ว! ขอเพียงเมิ่งฉีฮ่วนมีใจคิดกบฏ ทหารสามแสนนายที่เดิมทีมีไว้ปกป้องบ้านเมือง ก็สามารถบุกเข้าเมืองหลวงได้ทันทีตามคำสั่งของเขา
ทหารองครักษ์ในวังหลวงมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นนาย ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของกองกำลังชานเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย…
เมื่อทรงได้สติ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรุดพระวรกายลงประทับบนเก้าอี้ด้วยความหมดแรง สีพระพักตร์ไร้ซึ่งโลหิต
พระองค์เดิมคิดว่าทรงป้องกันไว้เป็นอย่างดีแล้ว ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าคนที่ทรงส่งไปสับเปลี่ยน กลับกลายเป็นคนของเมิ่งฉีฮ่วนไปเสียหมด… เช่นนั้น… เขาลงมือตั้งแต่เมื่อไหร่… ในเมื่อเขามีความสามารถถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดถึง…
ไม่คิดก่อกบฏ…
ด้วยความสงสัยเต็มอก ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงหันกลับไปมองเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งและผ่อนคลายอีกครั้ง พระองค์ทรงได้ยินพระสุรเสียงที่แหบพร่าของตนเองเอ่ยถามช้าๆ ว่า “เหตุใดกัน?”
“ไม่มีเหตุผลอันใดพะยะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “พวกท่านสามพ่อลูกใช้ประโยชน์จากกระหม่อมมาเนิ่นนานเพียงนี้ กระหม่อมก็ต้องขอทวงดอกเบี้ยกลับคืนมาบ้าง
จงเจิ้งเซวียนอาศัยร่างกายของซินเฟยลอบวางคุณไสยใส่เยว่หาน จนทำให้นางต้องเผชิญกับความเป็นตายยามคลอดลูก ส่วนอาหนิงก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว จงเจิ้งเซวียนก็สมควรตายแล้ว”
“ส่วนจงเจิ้งเสียน…” เมิ่งฉีฮ่วนชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง ซึ่งการหยุดเว้นวรรคอย่างมีนัยสำคัญนี้ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงเครียดเขม็งขึ้นมา “ยามนั้นเขาแสร้งตายและหนีออกจากเมืองหลวงไป ทว่ากลับมอบตราหยกปี้อวี้ไว้ที่กระหม่อม กระหม่อมครุ่นคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด”
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงกำหมัดแน่นอยู่ในที
“ภายหลังกระหม่อมถึงได้เข้าใจว่า ตราหยกปี้อวี้ชิ้นนี้ จงเจิ้งเสียนมิได้เป็นคนมอบให้กระหม่อม แต่เป็นแม่นมหลี่ที่อยู่ข้างกายกงหยาถัวต่างหากที่เป็นคนมอบให้” รอยยิ้มของเมิ่งฉีฮ่วนยิ่งดูสดใสขึ้น “แม่นมหลี่ผู้นั้น คงจะล่วงรู้ชาติกำเนิดของกระหม่อมใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงถอนพระทัยออกมาเฮือกใหญ่ราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ทำให้พระองค์ดูทรุดโทรมและชราลงไปถนัดตา “แม่นมหลี่คือคนสนิทที่ติดตามพระมารดาของเจ้ามา ยามเกิดเหตุรัฐประหารครานั้น นางรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด และด้วยความบังเอิญจึงได้เข้าไปอยู่ในตระกูลกง กลายเป็นแม่นมประจำตัวของกงหยาถัว”
“เช่นนั้นก็ถูกแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนตบมือเบาๆ พลางยิ้ม “ยามที่จวนมกุฎราชกุมารล่มสลายในตอนนั้น เสด็จพี่นับว่ามีส่วนความชอบมหาศาล นอกจากองค์ชายใหญ่ มู่ชวน และหลิงซีแล้ว คนทั้งจวนมกุฎราชกุมารต่างก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
คงเป็นเพราะกงหยาถัวเองก็ล่วงรู้ความลับเรื่องชาติกำเนิดของกระหม่อมด้วยเช่นกัน พวกท่านไม่แน่ใจว่ายังมีใครรู้อีกบ้าง จึงได้ตัดสินใจสังหารล้างจวนเพื่อปิดปากเสียจนหมดสิ้น หากมิใช่เพราะเกรงกลัวจะเสียหน้า เกรงว่าแม้แต่คนตระกูลกงก็คงต้องตายกันหมด”
“ใช่…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงรู้สึกว่าคำตอบนี้หนักอึ้งราวกับพันชั่ง
“เช่นนั้น การที่ปล่อยให้กระหม่อมพาตัวมู่ชวนกับหลิงซีไปใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นมานานหลายปี แท้จริงแล้วมิใช่เพราะทรงกังวลว่าจงเจิ้งเซวียนหรือจงเจิ้งอวี่จะคิดร้ายต่อเด็กๆ และตราหยกปี้อวี้ ทว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะทรงไม่อยากยั่วโมโหกระหม่อมใช่หรือไม่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงความจริงอีกประการหนึ่งออกมา
“ส่วนจ้าวไท่กงและคนเหล่านั้น แท้จริงแล้วก็คือคนของเสด็จพี่นั่นเอง กระหม่อมยังเคยสงสัยอยู่เลยว่า สถานที่อย่างหมู่บ้านไป๋อวิ๋น เหตุใดจึงมีอาจารย์สอนหนังสือยอมไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น และยังเคยสงสัยว่าเหตุใดฮูหยินหลี่จึงมีอารมณ์ร้ายนัก
ทั้งที่ย้ายมาอยู่ในชนบทแท้ๆ แต่กลับยังพาสาวใช้ติดตัวมาด้วย อ้อ… จริงสิ เสด็จพี่อาจจะยังไม่ทรงทราบ ฮูหยินหลี่ผู้นั้นรู้จักกับมารดาผู้ให้กำเนิดของเยว่หานด้วย”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงเบิกตาตื่นตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่า จ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างมิน่าเชื่อว่าตนเองจะมีความผิดพลาดที่ตื้นเขินเพียงนี้
“คนที่รู้จักกับมารดาของเยว่หาน ย่อมต้องมีฐานะไม่ธรรมดา ดังนั้นหากกล่าวโดยเปรียบเทียบแล้ว ฐานะของอาจารย์หลี่แห่งโรงเรียนย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน เดิมทีกระหม่อมไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดพวกเขาถึงพากันไปปรากฏตัวที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น หากเพียงเพื่อปกป้องมู่ชวนกับหลิงซี ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนมากมายถึงเพียงนี้ แต่ยามนี้เมื่อกระหม่อมมองย้อนกลับไป ทุกอย่างก็มีคำอธิบายแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตามองพลางยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูไร้พิษสง ทว่ากลับทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงตึงเครียดถึงขีดสุด
“คนเหล่านั้นทุกคน ล้วนเป็นคนที่เสด็จพี่ส่งไปเพื่อจับตาดูการเคลื่อนไหวของกระหม่อมทั้งสิ้น”