ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 454 ท่านมีความสุขหรือไม่
บทที่ 454 ท่านมีความสุขหรือไม่
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนยิ้มแย้มอยู่ตรงหน้า พระองค์จำต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อสะกดความหวั่นไหว ก่อนจะหาเสียงของตนเองเจอแล้วตรัสถามว่า “เจ้าล่วงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ยามที่ได้พบกับจงเจิ้งเสียนขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “ไม่ว่าในตอนนั้นเขาจะอยากให้กระหม่อมตายเพียงใด แต่ในเมื่อเขาเคยช่วยชีวิตอานิ่งเอาไว้ กระหม่อมจึงจะไม่สังหารเขา”
“เพราะอย่างนี้เจ้าถึงได้จองล้างจองผลาญเซวียนเอ๋อร์จนถึงแก่ความตายอย่างนั้นหรือ!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นคำรามถามด้วยความกริ้ว
เมิ่งฉีฮ่วนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “กระหม่อมบอกแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อเขาบังอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเยว่หาน สำหรับกระหม่อมแล้วเขาก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว ต่อให้กระหม่อมมิอาจเอาผิดเขาตามกฎหมายได้ กระหม่อมก็ย่อมไม่มีวันปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปเด็ดขาด”
“เซวียนเอ๋อร์ก็แค่ทำเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น!” ฮ่องเต้ทรงโต้แย้ง “อีกอย่าง หลี่เยว่หานก็นางยังคงมีชีวิตอยู่ดีมิใช่หรือ! ข้าก็มอบบรรดาศักดิ์ให้แก่นางแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังมิอาจแลกกับชีวิตของเซวียนเอ๋อร์ได้เชียวหรือ!”
สิ้นคำตรัส รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนพลันมลายหายไป ราวกับถูกถอดหน้ากากออกอย่างรวดเร็ว “การที่เยว่หานรอดชีวิตมาได้เป็นเพราะนางดวงแข็ง ส่วนบรรดาศักดิ์ที่ท่านมอบให้นาง คือสิ่งที่นางสมควรได้รับ แล้วทั้งหมดนี้มันเกี่ยวอันใดกับจงเจิ้งเซวียน?”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงนิ่งเงียบไป
นั่นสิ การที่หลี่เยว่หานรอดตายมาได้ แม้แต่ฮ่องเต้เองยังทรงรู้สึกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และการที่นางได้รับแต่งตั้งเป็นฮั่นหรงฟูเหริน ก็เพราะนางมีบุญคุณต่อราชวงศ์—การที่นางปกป้องดูแลเด็กทั้งสองจากแดนตะวันตก หลบหลีกหูตาผู้คนมากมายจนพากลับมาถึงเมืองหลวงได้สำเร็จ เพียงความดีความชอบนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางเป็นสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้แล้ว
คนอื่นเป็นอย่างไรฮ่องเต้อาจมิทรงทราบ แต่สำหรับโอรสของพระองค์ พระองค์ย่อมทรงล่วงรู้ดีกว่าใคร
หากมิใช่เพราะยามที่จวนมกุฎราชกุมารเกิดเรื่อง เด็กทั้งสองยังเยาว์วัยนักจนจดจำความไม่ได้ จงเจิ้งเสียนคงลงมือสังหารพวกเขาไปแล้ว นับประสาอะไรกับจงเจิ้งเซวียนที่หน้ามืดตามัวเพราะความกระหายในตำแหน่งรัชทายาทและลัญจกรหยก ส่วนจงเจิ้งอวี่นั้นเล่า เขาก็หมายมั่นปั้นมือจะครอบครองลัญจกรหยก ย่อมมิได้มีความผูกพันลึกซึ้งอันใดกับมู่ชวนและหลิงซีเช่นกัน
“เฮ้อ…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงถอนหายใจยาวพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ “เหตุใดเจ้าต้องกลับมาที่เมืองหลวงด้วย…”
“ก็เพราะท่านส่งจินเสวี่ยเอ๋อร์ไปลองดีกับกระหม่อมอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนแค่นหัวเราะ “เบื้องหน้าจินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นคนขององค์ชายสาม แต่ใครเล่าจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นคนของท่าน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า… เป็นผู้หญิงของท่านด้วยซ้ำ”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงหลับพระเนตรลงอย่างจนใจ พลางยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึงหน้าผาก “เพราะเหตุใด… เพราะเหตุใดเจ้าถึงล่วงรู้ไปเสียทุกเรื่อง”
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ตอบคำถาม สายตาของเขาจับจ้องไปยังฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ราวกับจะใช้สายตาแผดเผาพระองค์ให้เป็นรู
“ไม่ถูก…” ฮ่องเต้พลันลืมพระเนตรขึ้น ด้วยความตื่นตระหนกพระองค์จึงทรงโน้มวรกายไปข้างหน้าจนเกือบครึ่งตัวพร้อมกับค้ำโต๊ะเอาไว้ ทำให้อฎีกาบางส่วนร่วงหล่นลงพื้น “เจ้ามิได้ล่วงรู้มาก่อน…”
เมิ่งฉีฮ่วนยักไหล่อีกครา “กระหม่อมมิได้รู้ไปเสียทุกเรื่องจริง ๆ นั่นแหละ ทว่ายามนี้ล่วงรู้หมดแล้ว”
ถูกต้องแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเป็นเพียงการคาดเดาของเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น ทว่าช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน เมื่อเขาอาศัยเบาะแสจากจินเสวี่ยเอ๋อร์สืบสาวราวเรื่อง ทุกอย่างที่เขาเดากลับถูกต้องไปเสียหมด
ในตอนนั้น แม่นมหลี่และกงหยาถัวที่มอบลัญจกรหยกให้แก่เขาย่อมล่วงรู้ชาติกำเนิดของเขา หากแม่นมหลี่มีเวลามากกว่านี้สักนิด เมิ่งฉีฮ่วนคงได้ฟังเรื่องราวชาติกำเนิดของตนเองจากปากนางไปแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นแม่นมหลี่บาดเจ็บสาหัสเกินไป หลังจากส่งมอบเด็ก ๆ และตราประทับให้แก่เขา นางก็สิ้นลมหายใจทันที
ส่วนอาจารย์หลี่และหลี่ฟูเหรินนั้น เมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ สันนิษฐานจากการที่ได้เห็นหลี่ฟูเหรินพบกับหลี่เยว่หาน จึงเริ่มคาดเดาได้ว่าสองสามีภรรยาตระกูลหลี่รวมถึงจ้าวไท่กงที่คอยอำนวยความสะดวกให้เขาทุกอย่าง แท้จริงแล้วล้วนมีฐานะสูงส่ง มิได้เป็นเพียงคนธรรมดาที่มาทำหน้าที่ปกป้องพระนัดดาทั้งสองเท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพิ่งจะทรงยอมรับไปเมื่อครู่นี้เอง
“ข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าในตอนนั้นที่ยังเป็นเพียงเด็กตัวน้อย จะมีความคิดที่น่ากลัวถึงเพียงนี้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงทรุดวรกายกลับลงไปประทับบนเก้าอี้ ทรงลืมแม้กระทั่งจะแทนพระองค์ว่า ‘ข้า’ สายตาที่มองเมิ่งฉีฮ่วนเต็มไปด้วยความสับสนมึนงง
“ท่านควรจะดีใจเสียมากกว่าที่กระหม่อมมิได้มีความสนใจในบัลลังก์ใต้ก้นของท่านเลยแม้แต่นิด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างเย็นชา “มิเช่นนั้น เพียงแค่อาศัยเรื่องที่ท่านคอยปกป้องจงเจิ้งเซวียน กระหม่อมก็สามารถช่วงชิงตำแหน่งของท่านมาแทนที่ได้แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงขมวดพระขนง ในที่สุดก็ทรงเอ่ยถามข้อสงสัยที่กดทับอยู่ในพระทัยมาตลอดออกมาว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่ทำเช่นนั้น?”
“ท่านมีความสุขหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนถามด้วยคำถามที่ดูไร้ที่มาที่ไป “ครองบัลลังก์ฮ่องเต้มานานหลายปี ผู้คนต่างสรรเสริญในบุญญาธิการของท่าน ทว่าท่านกลับแทบไม่เคยได้ก้าวเท้าออกจากเมืองสี่เหลี่ยมแห่งนี้เลย ข่าวสารทุกอย่างเกี่ยวกับใต้หล้า ท่านล้วนรับรู้ผ่านฎีกาที่เหล่าขุนนางส่งขึ้นมาเท่านั้น
ราษฎรมีความเป็นอยู่เช่นไร นโยบายใหม่ให้คุณแก่ปวงชนจริงหรือไม่ ท่านมิเคยได้เห็นด้วยตาตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนเขาสูงตระหง่านหรือสายน้ำที่เชี่ยวกราก… กระหม่อมจึงอยากถามว่า ท่านมีความสุขหรือไม่?”
มีความสุขหรือไม่?
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงอึ้งไปกับคำถามของเมิ่งฉีฮ่วนทันที
นับแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์มานานหลายปี หาได้มีช่วงเวลาใดที่ได้ใช้ชีวิตเพื่อพระองค์เองแม้แต่น้อย พระองค์ปกครองใต้หล้า มีอำนาจสูงสุด มีสิทธิ์ขาดในการสั่งเป็นสั่งตายแก่ทุกคน พระองค์ควรจะทรงมีความสุขและภาคภูมิใจสิ
ทว่า… เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
เป็นดั่งที่เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวมา พระองค์ไม่เคยเห็นความยากลำบากของราษฎรด้วยตาตนเอง ไม่เคยได้สัมผัสชีวิตในหลากหลายแง่มุม ไม่เคยรู้ว่าซากศพที่หิวโหยเกลื่อนกลาดนั้นน่าสลดเพียงใด และไม่เคยได้สัมผัสความปีติยินดียามฤดูเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์
แม้แต่ขุนเขาสูงหรือสายน้ำกว้างใหญ่ พระองค์ก็ได้เห็นเพียงจากภาพวาดของจิตรกรเท่านั้น
นับแต่ครองราชย์ พระองค์เคยเสด็จประพาสเพียงสองครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ล้วนสิ้นเปลืองงบประมาณและแรงงานราษฎร เมื่อไปถึงสถานที่ต่าง ๆ ผู้คนก็ยังคงกราบไหว้สรรเสริญทรงพระเจริญหมื่นปีมิขาดสาย แล้วมันต่างอันใดกับยามที่อยู่ในวังหลวงเล่า?
ดังนั้นพระองค์จึงมิเสด็จไปไหนอีก ในสายตาของพระองค์ พระราชวังแห่งนี้ก็คือโลกทั้งใบของพระองค์ไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงค่อย ๆ หลงลืมไป… หลงลืมยามที่ตนเองยังเป็นเพียงชายหนุ่ม ควบอาชาทะยานไปตามท้องทุ่ง หลงลืมยามที่ตนเองเคยปีนป่ายหน้าผาสูงชันเพียงเพื่อจะเก็บดอกไม้ที่งดงามที่สุดมามอบให้แก่อาไฉของพระองค์
พระองค์ถึงกับลืมไปแล้วว่า ความรู้สึกอิ่มเอมใจนั้นเป็นอย่างไร
ในตอนนั้น… ยามที่ได้เห็นอาไฉเอียงอายและส่งยิ้มให้พระองค์เป็นครั้งแรก ความสุขที่เอ่อล้นออกมาจากหัวใจในตอนนั้น มันมีความรู้สึกอย่างไรกันนะ?
พระองค์ลืมไปแล้ว ลืมไปจนสิ้นเชิงแล้ว…
เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมองฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่นั่งนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น เขาไม่เอ่ยสิ่งใดอีกแม้เพียงคำเดียว ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไป
ที่ด้านนอกห้องทรงพระอักษร เมิ่งฉีฮ่วนได้พบกับฮองเฮาที่ยืนรออยู่ครู่ใหญ่แล้ว
“เจ้าออกมาแล้วหรือ” เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ฮองเฮาจึงหันหน้ามาหาเมิ่งฉีฮ่วน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“ขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ทว่ามิได้ทำความเคารพ “ขอบพระทัยเสด็จพี่สะใภ้ที่ก่อนหน้านี้คอยคุ้มครองเยว่หาน” หากมิได้ฮองเฮาคอยช่วยเอาไว้ เกรงว่าหลี่เยว่หานคงถูกลอบทำร้ายไปตั้งแต่ยามที่เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังครั้งแรกแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ฮองเฮายังคงมีสีหน้าเช่นเดิม รอยยิ้มที่มุมปากนั้นดูราวกับถูกสลักเอาไว้ มิได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงแม้แต่น้อย “ต่อให้นางจะไม่รู้ตัว แต่ข้ารู้ดี ข้ากับนางเป็นพี่สะใภ้น้องสะใภ้กัน การที่ข้าคุ้มครองนางย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ จะปล่อยให้คนเลอะเลือนข้างในนั้นทำลายสายสัมพันธ์พี่น้องของพวกเจ้าจนหมดสิ้นได้อย่างไร”
คำพูดของฮองเฮานั้นแฝงความนัยที่ลึกซึ้ง ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนมิได้นำมาครุ่นคิด เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ประสานมือลา แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ฮองเฮามองตามแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนที่หายไปจากสายตา ก่อนจะทอดถอนใจยาว นางมิรอให้ขันทีหรูเข้าไปทูลรายงาน ทว่ากลับสาวเท้าก้าวเข้าสู่ห้องทรงพระอักษรไปทันที