ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 455 งานมงคลสมรส
บทที่ 455 งานมงคลสมรส
ฉีอ๋องทรงยอมรับผิดต่อฮั่นหรงฟูเหรินแล้ว!
ฉีอ๋องจะตบแต่งฮั่นหรงฟูเหรินใหม่อีกครา!
สินสอดที่ฉีอ๋องจัดเตรียมมานั้นมีมากถึงหกสิบหกคันรถ ยาวเหยียดตั้งแต่หน้าจวนกั๋วกงไปจนถึงนอกกำแพงเมือง!
ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็วราวกับเกิดระเบิดขึ้น
ยามนี้ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ทุกหนแห่งต่างประดับประดาด้วยโคมไฟสีสันสวยงาม บรรยากาศช่างรื่นเริงและคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
วิกฤตการณ์ขาดแคลนเสบียงได้รับการคลี่คลายลงแล้ว และด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ราคาข้าวปลาอาหารตามร้านรวงต่าง ๆ ต่ำกว่าปีก่อน ๆ ถึงสองส่วน เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงสิ้นปี ทุกคนต่างมีประสบการณ์จากการขาดแคลนอาหารมาแล้ว จึงไม่มีใครยอมขายเสบียงออกไป
แต่กลับพากันกว้านซื้อเสบียงมากักตุนไว้ที่บ้าน จนทางการต้องออกหน้ามายืนยันว่าเสบียงในคลังยังมีเพียงพอ ความบ้าคลั่งในการหาซื้อของชาวบ้านจึงค่อย ๆ บรรเทาลงเล็กน้อย
หลังจากองค์ชายรองถูกประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชนได้ไม่นาน ฉีอ๋องก็ทรงประกาศให้คนทั้งใต้หล้ารับรู้ว่า ก่อนหน้านี้ตนเองหน้ามืดตามัวกระทำการไม่เหมาะสมจนทำร้ายจิตใจฮั่นหรงฟูเหริน ยามนี้เมื่อได้สติแล้วจึงขอรับผิดต่อนางด้วยความจริงใจ และวิงวอนขอให้ฮั่นหรงฟูเหรินมอบโอกาสให้เขาอีกครั้ง เพื่อที่เขาจะได้ตบแต่งนางเข้าจวนอย่างสมเกียรติอีกครา!
ข่าวนี้นับว่าสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเมืองหลวง
หากจะกล่าวว่าก่อนหน้านี้ผู้คนยังพากันจงเกลียดจงชังหลี่เยว่หาน เพราะเข้าใจผิดว่านางกักตุนเสบียงกรังของคนทั้งเมืองไว้เพียงผู้เดียว แต่หลังจากที่ความจริงปรากฏว่าทุกอย่างเป็นฝีมือของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ชาวเมืองแทบทุกคนต่างก็รู้สึกผิดต่อนางขึ้นมาหลายส่วน
ยามนี้เมื่อ “ชายใจดำ” อย่างฉีอ๋องคิดจะมาสู่ขอฮั่นหรงฟูเหรินใหม่ อย่าว่าแต่คนในจวนกั๋วกงจะมีท่าทีอย่างไรเลย แม้แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังพากันเบ้ปากแสดงความไม่เห็นพ้องด้วย
ทว่าฉีอ๋องกลับมีความอดทนสูงส่งนัก ขบวนสินสอดหกสิบหกคันรถจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าจวนกั๋วกงนานถึงสามวันสามคืน โดยมีคนผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายามถึงสามกะ มิได้ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่เพียงชุ่นเดียว
เพียงการกระทำนี้เพียงอย่างเดียว ไม่รู้ว่าทำให้สตรีในเมืองหลวงกี่มากน้อยต่างพากันใจสั่นหวั่นไหว และเริ่มหันไปพูดจาเข้าข้างฉีอ๋องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“แม้สิ่งที่ฉีอ๋องเคยทำไว้นั้นจะน่ารังเกียจเพียงใด แต่ในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง เขายอมทิ้งเกียรติลดตัวลงมาขอโทษถึงเพียงนี้ก็นับว่ามีความจริงใจมากพอแล้ว!”
“จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก ความจริงใจมันมีประโยชน์อันใดเล่า ความจริงใจจะลบเลือนบาดแผลที่ฮั่นหรงฟูเหรินเคยได้รับมาอย่างนั้นหรือ?”
“แต่ก็น่าจะมอบโอกาสให้ฉีอ๋องได้พยายามเยียวยาแผลใจให้นางมิใช่หรือ มีคำกล่าวที่ว่า ผู้ผูกย่อมต้องเป็นผู้แก้ยังไงเล่า!”
……
“พอแล้ว ๆ เลิกพูดเถอะ ข้าจะขำตายอยู่แล้ว ฮ่า ๆ ๆ…” หลี่เยว่หานหัวเราะจนตัวงออยู่บนเก้าอี้เอนหลัง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หงอวี้และหงซิ่วสองพี่น้องมักจะวิ่งออกไปฟังข่าวซุบซิบเกี่ยวกับนางและเมิ่งฉีฮ่วน แล้วกลับมาเล่าให้นางฟังอย่างออกรสออกชาติ ทุกครั้งล้วนมีเรื่องราวใหม่ ๆ มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นเรื่องบันเทิงใจที่สร้างสีสันให้แก่ชีวิตของหลี่เยว่หานได้ไม่น้อย
“มันน่าขำขนาดนั้นเชียวหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังใช้มีดสั้นเล่มเล็กที่มิทราบว่าไปสรรหามาจากที่ใด ปอกแอปเปิ้ลให้หลี่เยว่หานด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หลี่เยว่หานค้อนขวับมองเขา “มีดสั้นเล่มนี้เคยผ่านการใช้งานมาหรือยัง?”
“ไม่เคย เฮ่อเจิ้งเทียนเพิ่งซื้อมาใหม่!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบยืดตัวตรงแล้วส่งแอปเปิ้ลที่ปอกเสร็จแล้วให้นางทันที
“ค่อยยังชั่วหน่อย” หลี่เยว่หานรับแอปเปิ้ลมาเคี้ยวอย่างพึงพอใจ
เมื่อเห็นนางขดตัวรับแสงแดดอยู่บนเก้าอี้เอนหลังเหมือนแมวตัวน้อย หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนก็อ่อนย้วยราวกับน้ำ เขาอดใจไม่ไหวต้องยกมือขึ้นลูบผมที่สยายออกของนางเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “หลังจากผ่านพ้นช่วงตรุษจีนไปแล้ว พวกเราออกจากเมืองหลวงกันเถอะ”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือ! จะไปที่ไหนกัน!”
พูดตามตรง ยิ่งนางอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจมากเท่าไร หลี่เยว่หานก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายมากเท่านั้น เมื่อทุกคนต่างวิ่งวุ่นแย่งชิงอำนาจ ในสายตาของนางอำนาจเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหมือน ‘กระดูกไก่’
มันคือสิ่งไร้ค่าที่ขัดขวางไม่ให้นางได้เดินทางไปท่องเที่ยวทั่วแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้
บางทีคนในโลกนี้ที่คิดเหมือนนางคงมีน้อยเพียงหยิบมือ… เพราะเหตุนี้ในสายตาของเมิ่งฉีฮ่วน นางจึงดูพิเศษกว่าใคร
“เจ้าอยากไปที่ไหน ข้าก็จะพาไปที่นั่น” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มอย่างอ่อนโยน “แต่ก่อนจะไป พวกเราต้องจัดงานแต่งงานให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เช่นนั้นเจ้าตั้งใจจะยอมให้ขบวนสินสอดของข้าเข้าประตูจวนกั๋วกงได้เมื่อไหร่กันล่ะ?”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็เบ้ปาก สะบัดหัวหนีไม่ให้เขาลูบผม “ก่อนหน้านี้ท่านทิ้งข้าให้รออยู่นานเกือบสองเดือน อย่างไรข้าก็ต้องทวงทุนคืนให้คุ้มค่าเสียหน่อย…”
“เช่นนั้นคงต้องรอไปถึงฤดูร้อนเชียวหรือ!” เมิ่งฉีฮ่วนแสร้งถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “ข้าอุตส่าห์ตั้งใจจะพาเจ้าไปชมความงามของขุนเขาและสายน้ำยามฤดูใบไม้ผลิแท้ ๆ”
“ลมหนาวเสียดแทงถึงเพียงนั้น ไม่ดูหรอก” หลี่เยว่หานส่ายหน้า “จริงสิ ถ้าท่านทิ้งจวนฉีอ๋องไปแบบนี้ จี้ซินเยว่จะไม่หาเรื่องทำร้ายอาอี้กับอานิ่งหรือ?”
“ข้าสั่งขังนางไว้แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนยื่นมือไปเช็ดน้ำแอปเปิ้ลที่มุมปากของหลี่เยว่หาน “ข้ายังส่งนางกลับจวนสกุลจี้ในตอนนี้ไม่ได้ จึงทำได้เพียงกักบริเวณนางไว้ก่อน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานกลับไม่มีท่าทีใด ๆ ทว่าหงอวี้ที่มีความกล้าหน่อยกลับช่วยเอ่ยปากทวงความยุติธรรมแทนเจ้านาย “ท่านอ๋องอาจจะยังไม่ทราบ ก่อนหน้านี้แม่นางจี้ชายารองของท่านขยันมาหาเรื่องท่านหญิงของพวกเราตั้งกี่ครั้ง พูดจาแต่ละอย่างล้วนร้ายกาจฟังไม่ได้ ท่านหญิงของพวกเราต้องทนแบกความอัดอั้นตันใจไว้เต็มอกเลยนะเจ้าคะ!”
“พูดเหลวไหล” หลี่เยว่หานไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องจี้ซินเยว่ให้เมิ่งฉีฮ่วนฟัง สำหรับนางแล้ว หมากกระดานนี้จี้ซินเยว่คือตัวละครที่จำเป็นต้องเดิน และการปล่อยให้นางมาลำพองใจตรงหน้าก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะส่งนางมาที่จวนกั๋วกงโดยไม่บอกใบ้แม้แต่คำเดียว แต่นางก็เชื่อมั่นในตัวเขา
ความเชื่อใจนี้ไม่มีใครทำลายได้ แม้แต่จี้ซินเยว่ที่เคยก่อกวนใจจนนางเกือบจะไม่เชื่อมั่นในตัวเมิ่งฉีฮ่วนมาหลายครั้งก็ตาม
ยามนี้ความรักระหว่างพวกเขาหยั่งรากลึกเกินกว่าจะเปรียบกับเมื่อก่อนได้แล้ว
“ข้ารู้เรื่องทั้งหมด” เมิ่งฉีฮ่วนหยิกแก้มหลี่เยว่หานเบา ๆ “ทุกครั้งที่จี้ซินเยว่มาอวดดีต่อหน้าเจ้า ข้ารู้ดี และข้าก็จดจำไว้ทุกเรื่อง”
หลี่เยว่หานไม่ได้กล่าวอะไร นางส่งเสียง “อืม” ในลำคอเบา ๆ แล้วก้มหน้าก้มตารับประทานแอปเปิ้ลต่ออย่างตั้งใจ
ในวันที่ห้าที่ขบวนสินสอดของจวนฉีอ๋องจอดเรียงรายเต็มท้องถนน ในที่สุดจวนกั๋วกงก็เปิดประตูใหญ่ โดยมีกั๋วกงเฒ่าออกหน้าขอพระราชทานราชโองการ ยอมรับงานมงคลสมรสในครั้งนี้
ในวันสิ้นปี หลี่เยว่หานสวมชุดสีแดงมงคล ออกเรือนจากจวนกั๋วกง พร้อมกับขบวนสินเดิมหกสิบหกคันรถที่ทางจวนกั๋วกงจัดเพิ่มให้ นางเข้าพิธีมงคลสมรสกับฉีอ๋องเป็นครั้งที่สอง
กลายเป็นฉีหวังเฟยอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ในขณะเดียวกันนางยังคงรักษาบรรดาศักดิ์ฮั่นหรงฟูเหรินเอาไว้ และได้รับการแต่งตั้งเป็นสตรีอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ได้รับเกียรติยศสูงสุด
ในวันมงคลสมรส จี้ซินเยว่นั่งอยู่ในเรือนเล็ก ๆ ของตนเอง นางได้ยินเสียงกลองและฆ้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอก ทว่าสีหน้าของนางกลับเรียบเฉยและเงียบขรึมตลอดเวลา
ทว่าในคืนวันมงคลสมรสนั้นเอง จี้ซินเยว่ได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยการแขวนคอภายในห้องพัก กว่าจะมีคนมาพบศพในเช้าวันขึ้นปีใหม่ ร่างกายของนางก็แข็งทื่อเสียแล้ว
เมื่อทราบข่าวการตายของจี้ซินเยว่ ท่านหญิงสกุลจี้ก็ตรอมใจสิ้นลมหายใจตามไปในวันที่สามของปีใหม่
นอกจากสองเรื่องนี้แล้ว ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานับว่าสงบสุขและรื่นเริงอย่างยิ่ง เนื่องจากอยู่ในช่วงเดือนอ้ายตามธรรมเนียมห้ามจัดงานศพหรือพิธีอวมงคล ดังนั้นศพของจี้ซินเยว่และมารดาจึงไม่มีแม้แต่การตั้งศพสวดอภิธรรม แต่ถูกนำไปฝังอย่างเร่งรีบ
แม้จะเคยรู้สึกรังเกียจจี้ซินเยว่เพียงใด แต่เมื่อนางจากไป หลี่เยว่หานก็อดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้ ขนาดตายยังมิวายทิ้งเรื่องไม่สบายใจไว้ให้ผู้อื่น…
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน หลี่เยว่หานก็ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นอีก
เพราะทันทีที่ผ่านพ้นคืนวันเพ็ญเดือนอ้าย หลี่เยว่หานก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว เพียงสองสามวันหลังจากนั้น นางก็จมดิ่งสู่การหลับใหลอย่างเป็นปริศนา…