ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 456 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ... เหลียวปี้เลี่ยตง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 456 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ... เหลียวปี้เลี่ยตง
บทที่ 456 มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ… เหลียวปี้เลี่ยตง
ลมเหนือหวีดหวิว หิมะโปรยปั้นเต็มท้องฟ้า ม้าที่กำลังย่ำฝ่ากองหิมะถูกลมพายุพัดจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ทำได้เพียงค่อย ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เสียงเกือกม้าที่เหยียบลงบนหิมะเงียบกริบไร้สรรพเสียง
ท่ามกลางความขาวโพลนของผืนฟ้าและแผ่นดิน รถม้าคันนี้ดูราวกับรอยเปื้อนของหยดน้ำที่บังเอิญซึมลงบนกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ ซึ่งพร้อมจะถูกกลืนกินและเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ
รถม้าคันนี้มีขนาดใหญ่โตนัก ใหญ่เสียจนต้องใช้ม้าถึงสี่ตัวเพื่อลากจูง
คนบังคับรถม้าห่อหุ้มร่างกายด้วยชุดขนสัตว์มิดชิด แม้แต่ที่มือก็ยังสวมถุงมือที่ทำจากหนังอสูร กระนั้นเขาก็ยังถูกพายุหิมะโหมกระหน่ำจนไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้ นาน ๆ ครั้งจะมีเสียง “เดี๊ยะ” หลุดออกมาจากริมฝีปากเพื่อสั่งม้า แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดในการออกเสียงของเขาแล้ว
ไม่รู้ว่ารถม้าแล่นอยู่กลางทุ่งหิมะมานานเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสะท้อนจากหิมะทำลายดวงตา คนบังคับรถจึงต้องใช้ผ้าสีเทาปิดตาเอาไว้ แต่หากสังเกตให้ดีจะยังพอเห็นดวงตาที่เปิดอยูภายใต้ผ้าผืนนั้น ลมพัดแรงเกินไปจนเขาต้องคอยจัดระเบียบผ้าปิดตาอยู่บ่อยครั้งเพื่อไม่ให้มันหลุดลอยไป ยามที่ผ้าขยับเขยื้อนจนเห็นดวงตา จะพบว่ามันแดงก่ำและบวมเป่งไปหมดแล้ว
ภายในรถม้ากลับอบอุ่นผิดกับภายนอก เพราะมีเตาถ่านคอยให้ความร้อนจนผนังรถทั้งสี่ด้านอุ่นสบายราวกำลังอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ในรถมีคนนอนอยู่หนึ่งคน และอีกสองคนนั่งอยู่คนละมุม ทว่าไม่มีใครเอ่ยปากพูดสิ่งใดเลย
หลี่เยว่หานนอนสงบนิ่งอยู่บนฟูกนุ่ม หากมิใช่เพราะยังมีเสียงลมหายใจแผ่วเบาอยู่บ้าง นางก็ดูมิแผกอันใดกับซากศพ เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งนั่งอยู่ข้างกายกุมมือนางไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยเกรงว่านางจะเป็นอะไรไป เขาเอนหลังพิงผนังรถม้าและหลับตาลง ไม่รู้ว่าในใจกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
เจียงหมิงซึ่งนั่งอยู่ถัดจากเขาก็อยู่ในท่าทางเดียวกัน บรรยากาศภายในรถม้าจึงดูอัดอั้นและกดดันเป็นอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่วันที่สิบแปดเดือนอ้าย หลี่เยว่หานก็ไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกเลย เมิ่งฉีฮ่วนแทบคุ้มคลั่ง เขาเชิญหมอทั่วทั้งเมืองหลวงมารักษา ทว่าแม้แต่หมอกู่ซึ่งเป็นหมออันดับหนึ่งของเมืองหลวง ก็ยังมิตราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับร่างกายนาง
เพื่อที่จะปลุกนางให้ตื่น เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับบีบบังคับให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นส่งมอบลัญจกรหยกออกมา แต่เขากลับต้องพบกับความโศกเศร้าเมื่อพบว่า ตนเองไม่สามารถเชื่อมต่อสัมผัสกับตราหยกได้อีกต่อไปแล้ว
คราแรกเขาคิดว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจงใจมอบตราของปลอมมาให้ แต่เขาคลุกคลีกับลัญจกรหยกมานาน อีกทั้งยังเคยช่วยหลี่เยว่หานทำตราจำลองขึ้นมาลูกหนึ่ง มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าของในมือนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
หลังจากที่เขาตกอยู่ในภวังค์แห่งความคุ้มคลั่งอยู่พักใหญ่ เจ้ากรมโหราศาสตร์จากในวังก็ได้เดินทางมาหาเขา
“ตามที่ท่านอ๋องกล่าวมา พระชายาเริ่มมีอาการไร้เรี่ยวแรงและจิตใจอ่อนล้าตั้งแต่วันที่สิบห้า ทว่าในคืนวันที่สิบสี่นั้น กระหม่อมได้เฝ้าสังเกตดาราจักรและพบว่าข้างดาวชะตาของพระชายามีดวงดาวดวงหนึ่งปรากฏขึ้นมาโดยมิรู้ที่มา ยิ่งดาวชะตาของพระชายาหม่นแสงลงเพียงใด ดาวดวงใหม่ที่ไม่เคยเห็นนั้นกลับยิ่งส่องสว่างมากขึ้นเท่านั้น กระหม่อมจึงเห็นว่า ทั้งสองสิ่งนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันพะยะค่ะ”
“แล้วข้าควรทำอย่างไร?”
“จากการคำนวณวิถีของดวงดาว กระหม่อมเชื่อว่าดาวปริศนาที่กำลังสูบพลังจากดาวชะตาของพระชายานั้นมาจากทิศเหนือ บางทีหากท่านอ๋องเดินทางไปถึงทิศเหนือ อาจจะได้พบกับคำตอบก็เป็นได้พะยะค่ะ”
ทิศเหนือ…
ทางทิศเหนือนั้นมีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่มากมาย พวกเขาดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงวัวและแพะแกะ และจะอพยพย้ายถิ่นฐานตามความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งหญ้า เมื่อเข้าสู่ฤดูหิมะก็จะตั้งกระโจมพักแรมอยู่กับที่ รอจนกว่าพายุหิมะจะผ่านพ้นไปจึงจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ทางตอนเหนือของแคว้นตงฮั่นมีรัฐบริวารแห่งหนึ่งนามว่า ‘เหลียวปี้เลี่ยตง’ เนื่องจากถูกเผ่าเร่ร่อนรุกรานอยู่บ่อยครั้ง นับแต่เริ่มก่อตั้งแคว้นตงฮั่น รัฐแห่งนี้จึงสมัครใจเข้าเป็นรัฐในปกครอง เพื่ออาศัยกำลังของตงฮั่นในการต่อกรกับเผ่าเร่ร่อนเหล่านั้น
และกลุ่มของเมิ่งฉีฮ่วน ก็กำลังมุ่งหน้าสู่เหลียวปี้เลี่ยตง
ในยามที่ออกจากเมืองหลวง กั๋วกงเฒ่าจ้องมองเขาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ วิงวอนให้เขาต้องช่วยชีวิตหลี่เยว่หานกลับมาให้ได้ เมิ่งฉีฮ่วนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสะกดอารมณ์ตนเอง เพื่อให้คำมั่นสัญญาแก่คนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของหลี่เยว่หาน
ไม่ว่าจะอย่างไร เมิ่งฉีฮ่วนสัญญาว่าเขาจะต้องช่วยเหลือนางให้ฟื้นกลับมาให้ได้
ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเร็วและยาวนานนัก เดิมทีนอกจากเจียงหมิงและเฮ่อเจิ้งเทียนที่กำลังบังคับรถม้าฝ่าพายุอยู่ข้างนอกแล้ว พวกเขายังพาหงอวี้ หงซิ่ว สองพี่น้อง และนักรบเดนตายอีกสามคนมาร่วมเดินทางด้วย
ทว่าน่าเสียดายที่พายุหิมะรุนแรงเกินไป รถม้าของหงอวี้ หงซิ่ว และนักรบเดนตายทั้งสามหายลับไปจากสายตานานสองวันแล้ว
ส่วนตัวเขาเองก็นำขบวนเดินทางอยู่บนทุ่งน้ำแข็งที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้มานานถึงสิบวันเต็ม
ช่วงเวลากลางวันสั้นลงเรื่อย ๆ ในขณะที่กลางคืนยาวนานขึ้น ในช่วงแรกพวกเขายังพอจะหาโตรกเขาเพื่อหลบลมได้ เมิ่งฉีฮ่วน เฮ่อเจิ้งเทียน และเจียงหมิง ต่างผลัดกันเฝ้ายามยามค่ำคืน พวกเขาเคยเผชิญหน้ากับหมาป่าโดดเดี่ยว หมีขาว และสัตว์ป่าที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
โชคดีที่พวกเขาสามารถหลบหลีกและเอาชีวิตรอดมาได้ทั้งหมด
ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังคงไม่ฟื้นขึ้นมา
บางครั้งเมิ่งฉีฮ่วนก็เผลอคิดว่า หากคำพูดของเจ้ากรมโหราศาสตร์เป็นเรื่องโกหก เขาควรจะทำอย่างไรดี?
อีกทั้งการมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือเช่นนี้ ตัวเขาเองก็มิได้มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตนได้พบกับดวงดาวประหลาดดวงนั้นที่อยู่เคียงข้างดาวชะตาของหลี่เยว่หานแล้วหรือยัง?
สาเหตุที่เขาพาเจียงหมิงมาร่วมทางด้วย ก็เพราะเจียงหมิงมีความรู้เรื่องดวงดาว และยังพอจะอธิบายเรื่องกลุ่มดาวต่าง ๆ ให้ฟังคร่าว ๆ ได้
ทว่านับตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง พายุหิมะก็ไม่เคยหยุดหย่อน อย่าว่าแต่จะมองดูดาวเลย แม้แต่ร่องรอยของนกสักตัวที่บินผ่านท้องฟ้าก็ยังหาไม่เจอ
เมื่อเห็นว่าฟ้าใกล้จะมืดอีกครั้ง เฮ่อเจิ้งเทียนจึงรั้งม้าให้หยุดลง เขาเคาะประตูรถม้าแล้วตะโกนบอกว่า “นายท่าน ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว พวกเราต้องหาที่พักสำหรับคืนนี้ขอรับ!”
ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็ง ยามค่ำคืนคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด
เมิ่งฉีฮ่วนได้สติกลับมา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซุกมือของหลี่เยว่หานกลับเข้าไปในผ้าขนสัตว์ จากนั้นจึงหยิบเสื้อคลุมหนังตัวใหญ่มาห่อหุ้มร่างกาย ก้มตัวก้าวออกจากรถม้าไป
พายุหิมะพัดเข้าปะทะหน้าจนสมองของเมิ่งฉีฮ่วนเริ่มแจ่มใสขึ้น เขาพยักหน้าให้เฮ่อเจิ้งเทียนเข้าไปพักผ่อนในรถม้า ส่วนหน้าที่บังคับรถต่อจากนี้เขาจะรับผิดชอบเอง เฮ่อเจิ้งเทียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทำตามคำสั่ง เขาถอดผ้าเทาที่ปิดตาอยู่ออกส่งให้เมิ่งฉีฮ่วน สะบัดหิมะออกจากตัวแล้วมุดเข้าไปในรถม้า
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาผลัดเปลี่ยนกันเช่นนี้เสมอ เจียงหมิงนั้นร่างกายอ่อนแอเกินไป จึงทำได้เพียงเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการบังคับรถหรือการเฝ้ายาม ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องทำหน้าที่บังคับรถ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนเคยเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดในป่าจากเกาะถงเซิงมาไม่น้อย ยามที่ต้องหาที่พักค้างคืนจึงเป็นหน้าที่ของเขาเสมอ
วันนี้โชคไม่ดีนัก แม้ฟ้าจะมืดลงแล้ว แต่พวกเขายังคงติดอยู่กลางทุ่งน้ำแข็งที่ไร้จุดสิ้นสุด เมิ่งฉีฮ่วนจึงทำได้เพียงเรียกให้เจียงหมิงและเฮ่อเจิ้งเทียนมาช่วยกันสร้างโพรงน้ำแข็งเพื่อหลบภัยก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบงำ เมื่อสร้างจนแข็งแรงดีแล้ว พวกเขาก็นำฟืนที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดออกมาต้มน้ำแข็งเพื่อแบ่งกันดื่มให้ร่างกายอบอุ่น
เมิ่งฉีฮ่วนป้อนยาเม็ดที่หมอกู่ปรุงไว้ให้แก่หลี่เยว่หานที่ยังคงหลับใหลอยู่สองเม็ด ขยับผ้าห่มให้นางอย่างมิดชิด แล้วจึงหันหลังเตรียมลงจากรถม้าเพื่อไปปรึกษากับเจียงหมิงและเฮ่อเจิ้งเทียนเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากฟืนที่พวกเขารวบรวมมานั้นเพียงพอสำหรับการใช้งานแค่คืนเดียวเท่านั้น ทว่าในทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้กลับมองไม่เห็นป่าไม้เลยแม้แต่นิด
ทันทีที่ก้าวพ้นจากรถม้า แสงเย็นเยียบจากคมดาบก็พลันวูบผ่านหน้า เมิ่งฉีฮ่วนชะงักการเคลื่อนไหวลงทันที
“อย่าขยับ!” เสียงแปลกหน้าเสียงหนึ่งดังขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนอาศัยแสงไฟริบหรี่กวาดสายตามองไป พบว่าผู้มาเยือนสวมใส่เสื้อผ้าตามแบบฉบับของชาวเหนือ ดูท่าจะเป็นชาวเมืองเหลียวปี้เลี่ยตง
“พวกเจ้าเป็นใครกัน ถึงได้บังอาจบุกรุกเข้ามาในเขตพื้นที่ของเมืองเทียนซิงอู่เหอ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนพลันหดเกร็งด้วยความตกใจ
เมืองเทียนซิงอู่เหออย่างนั้นหรือ?
“พี่ชาย ท่านเข้าใจผิดแล้ว!” เฮ่อเจิ้งเทียนตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “พวกเรากำลังจะเดินทางไปเหลียวปี้เลี่ยตง ทว่าระหว่างทางถูกพายุหิมะพัดจนหลงทาง จึงได้ล่วงล้ำเข้ามาในเขตของเมืองเทียนซิงอู่เหอโดยมิได้ตั้งใจ!”
ยามนั้นพวกเขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า เมืองเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นตั้งอยู่ติดกับเมืองเทียนซิงอู่เหอ หากผู้มาเยือนอ้างว่าเป็นคนของเมืองแห่งนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็หลงทางมาไกลจริง ๆ
อีกทั้งเมืองเทียนซิงอู่เหอขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายและป่าเถื่อน คนกลุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ดูท่าทางมิใช่พวกที่จะหาเรื่องด้วยได้ง่าย ๆ เกรงว่าคืนนี้… พวกเขาคงจะผ่านไปได้ไม่ง่ายเสียแล้ว