ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 461 น้ำพุวิญญาณที่มิอาจสัมผัส
บทที่ 461 น้ำพุวิญญาณที่มิอาจสัมผัส
“เป็นการยากที่หลี่เยว่หานจะอธิบายสถานการณ์ที่นางกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ อันที่จริงนางอธิบายอะไรไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนอ้ายเป็นต้นมา หลี่เยว่หานก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย ตามสัญชาตญาณนางควรจะใช้จิตเข้าสู่พื้นที่หลิงฉวนเพื่อนำน้ำพุวิญญาณออกมาดื่มกิน เพราะแม้ตอนนี้ตราหยกเขียวจะอยู่ที่พระราชวังซึ่งไม่ได้ไกลเกินไปนัก แต่สายสัมพันธ์ระหว่างนางกับตราหยกก็มิได้ขาดสะบั้นลงเลย
ทว่าเพียงแค่นางคิดจะแก้ไขอาการอ่อนแอที่เป็นอยู่ ความคิดของนางกลับถูกขัดขวางและตีให้กระจัดกระจายอย่างควบคุมไม่ได้ จากนั้นนางก็ตกอยู่ในอาการมึนงงสับสน
ในช่วงแรกนางยังพอจะตอบสนองต่อเสียงจากภายนอกได้บ้าง และรู้ดีว่าควรบอกให้เมิ่งฉีฮ่วนรีบเข้าไปในมิติเพื่อเอาน้ำพุวิญญาณออกมา
แต่พอความคิดวนมาถึงเรื่องน้ำพุวิญญาณที่จะใช้รักษาอาการอ่อนแอ ในวินาทีนั้นเองความคิดของนางก็จะถูกพลังลึกลับบางอย่างกระแทกจนแตกซ่านไปเสียทุกครั้ง
หลี่เยว่หานพยายามต่อสู้กับขุมพลังที่ไม่รู้ที่มานี้มาโดยตลอด แต่นางก็พ่ายแพ้ ไม่เพียงแต่แพ้เท่านั้น นางยังถูกลากเข้าสู่สภาวะหมดสติอย่างรวดเร็ว และที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือในขณะที่นางรู้ตัวว่ากำลังสลบไป นางกลับลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงหน้ากระท่อมหลังเล็กหลังหนึ่ง แล้วพบว่าทางเข้าพื้นที่หลิงฉวนกำลังเลือนหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตา
เมื่อหันกลับไป นางก็เห็นกระท่อมมุงจากที่นางเคยใช้เป็นที่พักชั่วคราวให้มู่ชวนและหลิงซีสองพี่น้อง
ใช่แล้ว… นางถูกขังอยู่ในพื้นที่หลิงฉวนเสียแล้ว
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น หลี่เยว่หานพยายามเชื่อมต่อกับมิติและหาทางออกอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
สายสัมพันธ์อันเบาบางระหว่างนางกับมิติที่ยังพอหลงเหลืออยู่คอยเตือนนางว่า ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่นางมองข้ามไป
หลังจากพยายามมาทั้งวันและพบว่าตนเองไม่สามารถออกไปได้ หลี่เยว่หานกลับเริ่มสงบสติอารมณ์ลง
โชคยังดีที่ตอนนั้นนางเคยกักตุนอาหารสำเร็จรูปที่ทำเองไว้ในเรือนพักลี้ภัยเป็นจำนวนมากเพื่อให้สองพี่น้องมู่ชวนและหลิงซีใช้ชีวิตอยู่ได้ชั่วคราว นางจึงยังไม่ถึงขั้นต้องอดตายในตอนนี้
ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ นางสัมผัสได้ว่าตาน้ำพุวิญญาณที่เคยมีชีวิตชีวากลับเหมือนมีบางอย่างอุดกั้นเอาไว้ มันไม่มีฟองอากาศ ‘ปุด ๆ’ พุ่งขึ้นมาอีกต่อไป ทุกตาน้ำล้วนแห้งเหือดไร้ชีวิต
เดิมทีนางคิดจะเข้าไปตรวจสอบที่ตาน้ำ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด นางกลับไม่สามารถสัมผัสโดนน้ำพุวิญญาณได้อีกเลย
ใช่แล้ว… สัมผัสไม่ได้ในความหมายทาง ‘กายภาพ’
เพียงแค่ปลายนิ้วของนางเอื้อมเข้าใกล้เหนือน้ำพุวิญญาณประมาณสิบเซนติเมตร นางจะรู้สึกเหมือนถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง ทีแรกหลี่เยว่หานนึกว่าเป็นความรู้สึกไปเอง จึงกัดฟันยื่นมือลงไปต่อ แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับมาเพราะความร้อนจัด จนที่ปลายนิ้วพองเป็นตุ่มน้ำใส ๆ เต็มไปหมด
หลี่เยว่หานเรียนจบทางด้านแพทยศาสตร์คลินิกมา นางมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือแผลพุพองจากความร้อนอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ยังดีที่ในพื้นที่หลิงฉวนนอกจากน้ำพุวิญญาณแล้ว ยังมีน้ำจากแม่น้ำ ลำธาร และลำห้วยในหุบเขาตามปกติ หลี่เยว่หานจึงไม่ถึงขั้นขาดน้ำตาย
นางพยายามทดสอบหลายวิธี จนในที่สุดก็ยืนยันได้ว่า สิ่งของใดก็ตามที่นางสัมผัส จะไม่สามารถเข้าใกล้น้ำพุวิญญาณในระยะสิบเซนติเมตรได้เลย แม้แต่ตอนที่นางเริ่มทดสอบครั้งแรก กิ่งไม้ในมือนางที่ยื่นไปทางน้ำพุวิญญาณก็เกิดไฟลุกพรึบขึ้นมาทันทีและรุนแรงมาก หากนางไม่ปล่อยมือให้ทันท่วงที ไฟนั่นคงลามมาถึงมือนางแน่
ถึงแม้นางจะสลัดมือออกในทันที แต่เปลวไฟที่เกิดขึ้นในพริบตานั้นก็เผากิ่งไม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนจะตกถึงพื้นเสียอีก
ต่อมาหลี่เยว่หานลองโยนใบไม้ลงไป แต่ใบไม้ใบนั้นก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกเผาจนเป็นจุณ—ไม่สิ ใบไม้ที่เบาหวิวใบนั้นไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นนางลองอีกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือทรายหนึ่งกำมือ ตราบใดที่ผ่านมือนางไป สิ่งเหล่านั้นล้วนสัมผัสน้ำพุวิญญาณไม่ได้ทั้งสิ้น
หลี่เยว่หานจึงหาวิธีไล่ต้อนกวางป่าตัวหนึ่งมาดื่มน้ำพุวิญญาณ นางระวังไม่ให้โดนตัวมัน และไม่ต้องปวดหัวหาวิธีบังคับให้มันดื่ม เพราะทันทีที่กวางป่าตัวที่ถูกนางไล่ออกจากป่าเข้าใกล้น้ำพุวิญญาณ มันก็เดินไปที่ริมตาน้ำแล้วดื่มน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าไก่ป่าอีกตัวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ดูเหมือนจะตกใจ ตอนที่มันโผผ่านตัวนางไป หางของมันบังเอิญปัดโดนกระหม่อมของนางแล้วพุ่งไปที่น้ำพุวิญญาณ
จากนั้นมันก็ถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขน
ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงมั่นใจว่า มีเพียงตัวนางหรือสิ่งของที่นางสัมผัสเท่านั้นที่ไม่สามารถเข้าใกล้น้ำพุวิญญาณได้ และนางก็ไม่สามารถหาน้ำมาดื่มจากการล่าสัตว์ที่ดื่มน้ำเข้าไปแล้วได้เช่นกัน
หลังจากนางลากวางตัวนั้นได้ น้ำพุวิญญาณในกระเพาะของมันก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น— ทั้งที่นางเห็นชัด ๆ ว่ามันดื่มเข้าไปตั้งเยอะ และนางก็เตรียมการไว้สองทางแล้ว โดยการผ่าท้องกวางที่ไร้ทางสู้ในชั่วพริบตา
แต่ก็ยังคงไม่มีอะไรเลย
นางลากศพกวางกลับไปยังเรือนพักลี้ภัย ใช้มีดที่ทิ้งไว้จัดการแล่กวางออกเป็นชิ้น ๆ เสียบไม้แล้วย่างไฟกิน
นางถูกขังอยู่ที่นี่มาสิบวันแล้ว หลี่เยว่หานยังคงมืดแปดด้านเรื่องทางออกจากมิติ และไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงสัมผัสน้ำพุวิญญาณไม่ได้ เมื่อเห็นอาหารเริ่มร่อยหรอลง ตั้งแต่วันที่สามที่ถูกขัง นางจึงเริ่มใช้เรือนพักลี้ภัยเป็นจุดศูนย์กลางและออกสำรวจพื้นที่โดยรอบ
แล้วนางก็ต้องพบกับความสิ้นหวัง น้ำพุวิญญาณทั่วทั้งมิตินี้ นางสัมผัสไม่ได้เลยจริง ๆ ต่อให้เป็นการสัมผัสทางอ้อมก็ไม่ได้
วันที่สิบ หลี่เยว่หานใช้ผ้าจากกระท่อมห่อเสบียงกรังเอาไว้ นำถุงน้ำขนาดใหญ่ติดตัวไป เล่มมีดล่าสัตว์ไว้ในมือ และเริ่มก้าวเดินออกจากที่แห่งนี้ไปทีละก้าว
นางต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะนางรู้สึกว่าสายสัมพันธ์อันน้อยนิดที่มีต่อมิติมันเริ่มเจือจางลงไปทุกที
นางมีลางสังหรณ์ว่าหากความรู้สึกเชื่อมโยงนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง นางจะต้องถูกขังตายอยู่ที่นี่ตลอดกาล และร่างกายที่อยู่ภายนอกมิติก็จะดับสูญไปด้วย
แต่ยังดีที่กระแสเวลาในพื้นที่หลิงฉวนต่างจากโลกภายนอก หลี่เยว่หานจึงต้องแข่งกับเวลาในช่วงที่นางหมดสติไปก่อนที่ร่างกายจะตายตามธรรมชาติ นางจึงไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่เรือนพักลี้ภัยอีกต่อไป
วันที่สิบห้า
หลี่เยว่หานกะประมาณคร่าว ๆ ว่านางได้ออกจากเขตเรือนพักลี้ภัยมาไกลมากแล้ว ระหว่างนั้นนางต้องข้ามภูเขาไม่รู้กี่ลูก เกือบจะถูกสัตว์ป่าทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน เสบียงกรังที่มีก็หมดเกลี้ยง นางจึงต้องหยุดพักและใช้ทักษะการล่าสัตว์ที่เคยเรียนมาจากเมิ่งฉีฮ่วนที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นสมัยก่อน วางกับดักง่าย ๆ จนจับกระต่ายตัวอ้วนมาได้สองตัว
หลังจากฟื้นฟูแรงกายแล้ว หลี่เยว่หานก็นำเนื้อกระต่ายมาย่างแห้งเพื่อพกติดตัวไปต่อ นางหาที่พักที่ดูปลอดภัยและพรางตาอย่างง่าย ๆ เพื่อคอยรับมือกับยามค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง
พลังชนิดใดกันแน่ที่กักขังนางไว้ที่นี่ หลี่เยว่หานยังคงไม่มีเบาะแส พื้นที่หลิงฉวนแห่งนี้ดูป่าเถื่อนไปเสียทุกที่ นางต้องเกร็งประสาทในทุกก้าวที่เดิน เพราะกลัวว่าหากพลาดพลั้งเพียงนิดจะกลายเป็นเหยื่อในปากสัตว์ร้ายเข้า
ต้องรู้ก่อนว่า สัตว์ป่าในพื้นที่หลิงฉวนนี้ ตัวใหญ่กว่าโลกภายนอกมากนัก