ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 462 มีคนอยู่!
บทที่ 462 มีคนอยู่!
นานทีจะมีโอกาสพบสถานที่ที่ปลอดภัยเช่นนี้ ห้าวันหลังจากที่หลี่เยว่หานออกจากเรือนพักลี้ภัยมา นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางได้หลับลึกอย่างสบายใจบ้าง
เมื่อแสงอรุณสาดส่องจนนางเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาของหลี่เยว่หานขยับเล็กน้อย แต่ในจังหวะที่กำลังจะลืมตาขึ้นนั้น จิตใต้สำนึกกลับกระจ่างใสขึ้นมาวูบหนึ่ง นางจึงระงับอาการนั้นไว้ได้อย่างทันท่วงที
นางสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่ร่างของนางอย่างแรงกล้าจนรู้สึกหนักอึ้งราวกับสัมผัสได้จริง
ความรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจับจ้องสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ทำให้หลี่เยว่หานขนลุกซู่ นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแม้เพียงนิด ในตอนที่เปลวเปลือกตาขยับคราแรกนั้น นางรู้สึกได้ว่าสายตาคู่นั้นเตรียมจะละไป
ทว่าเมื่อนางยังไม่ยอมลืมตา สายตาคู่นั้นก็รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวนเวียนกลับมาพันธนาการนางไว้อย่างน่าสะอิดสะเอียนอีกครั้ง
ความรู้สึกนี้มันช่างทรมานเหลือเกิน!
หลี่เยว่หานไม่อาจบอกได้เลยว่าสายตานั้นมาจากทิศทางใด แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางนั้นว่องไวและเฉียบคมมาก นางจึงมั่นใจเป็นที่สุดว่ามีใครบางคนกำลัง “แขวน” สายตาไว้ที่ตัวนาง นางจึงไม่กล้าขยับ
อาจเป็นเพราะหลังจากเปลือกตาขยับแล้วหลี่เยว่หานก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดอีก สายตาที่ระแวดระวังคู่นั้นจึงลังเลอยู่เป็นเวลานาน คล้ายกับพยายามหยั่งเชิงอยู่หลายหน เมื่อแน่ใจว่าหลี่เยว่หานยังไม่ตื่น สายตาคู่นั้นก็กลับมาเกาะกุมร่างของนางด้วยความกระหายอีกครั้ง
‘มันคือตัวอะไรกันแน่!’
หัวใจของหลี่เยว่หานราวกับถูกมือขนาดใหญ่บีบคั้นไว้แน่น นางตื่นตระหนกเสียจนเกือบจะหายใจไม่ออก
หลังจากปล่อยให้สายตาคู่นั้นจับจ้องอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง หลี่เยว่หานก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พลิกตัวพรวดพราดขึ้นมาแล้วจ้องเขม็งไปยังทิศทางหนึ่งทันที
ทว่า… กลับว่างเปล่า
ไม่มีอะไรเลย
อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่แมลงสักตัวก็ยังไม่มี
สถานที่พักพิงที่หลี่เยว่หานเลือกคือถ้ำกึ่งถล่มริมหน้าผา เนื่องจากส่วนที่ถล่มอยู่ทางฝั่งหน้าผาและเต็มไปด้วยเศษหิน พวกนกนักล่าจึงไม่สามารถทำรังได้
นางจึงเพียงแค่สร้างเครื่องพรางตาปิดกั้นฝั่งด้านในหน้าผาไว้เล็กน้อย ก็สามารถนอนหลับได้อย่างมั่นคงในส่วนของถ้ำที่ไม่ถล่ม และนางก็ได้ตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่ามันจะไม่ถล่มลงมาอีก
แม้สายตาคู่เมื่อครู่จะหายไปแล้ว แต่หลี่เยว่หานยังคงหวาดระแวงกับความรู้สึกที่ถูกจ้องมองเมื่อครู่นี้
‘มันคืออะไรกันแน่!’
ไม่มีทางเป็นสัตว์ป่าแน่ หากเป็นสัตว์ป่า พวกมันย่อมไม่มีทางหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตาที่นางลืมตาและพลิกตัวขึ้นมาแบบนี้
แต่ในพื้นที่หลิงฉวนแห่งนี้… นอกจากหลี่เยว่หานแล้ว ยังจะมีคนอื่นอยู่อีกงั้นหรือ?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลัง
‘ไม่มีทางเป็นคน! มนุษย์ไม่มีทางมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วขนาดนั้น!’
ถ้าอย่างนั้น…
หลี่เยว่หานพยายามสงบสติอารมณ์ นางยังไม่ยอมออกจากถ้ำ เพื่อที่จะได้ใช้สมาธิครุ่นคิดได้อย่างเต็มที่
และในวินาทีนั้นเอง ในหัวของนางก็มีเสียง “เปรี๊ยะ” เบา ๆ ดังขึ้นจนเกือบจะสังเกตไม่ได้ ทันใดนั้นหลี่เยว่หานก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป!
สายสัมพันธ์อันเบาบางที่นางมีต่อพื้นที่หลิงฉวน… ในที่สุดมันก็ขาดสะบั้นลงแล้ว
‘การช่วงชิง!’
หลี่เยว่หานตระหนักได้ในทันที
พื้นที่หลิงฉวนฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว! และมันได้แย่งชิงอำนาจในการควบคุมมิติไปจากมือนาง!
ไม่สนอะไรอีกต่อไป หลี่เยว่หานเตะกิ่งไม้ที่ใช้ปิดปากถ้ำทิ้ง แล้วพุ่งตัวทะยานไปยังทิศทางหนึ่ง นางวิ่งไปจนถึงริมลำธารน้ำพุวิญญาณที่เดินผ่านเมื่อวาน ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง
คราวนี้นางไม่ถูกพลังใด ๆ ขัดขวางอีก หลี่เยว่หานจุ่มมือลงไปในน้ำพุวิญญาณได้อย่างราบรื่น
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวักน้ำขึ้นมาจิบหนึ่งคำด้วยความระมัดระวัง
ม่านพลังที่เคยเผาผลาญสิ่งแปลกปลอมจนเป็นจุณในชั่วพริบตานั้นหายไปแล้ว! ไม่สิ… ไม่ใช่แค่เท่านั้น
หลี่เยว่หานไม่ได้รู้จักน้ำพุวิญญาณดีที่สุด แต่ก็คลุกคลีกับมันบ่อยครั้งจนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง น้ำพุวิญญาณในยามนี้… สำหรับนางแล้ว มันเป็นเพียง “น้ำธรรมดา” ที่รสชาติหวานฉ่ำกว่าน้ำในลำธารเล็กน้อยเท่านั้นเอง
“ปุด ๆ—” ในขณะที่นางนั่งคุกเข่าอยู่ริมลำธารน้ำพุวิญญาณ เสียงอันเบาบางก็แว่วเข้าหู หลี่เยว่หานที่ยังไม่ทันได้สติจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำพุวิญญาณ ได้แต่หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณยังจุดที่เป็นตาน้ำเดิม
“ซ่า—”
ตาน้ำฟื้นคืนชีพแล้ว ไม่ใช่แค่ฟื้นคืนชีพ แต่ปริมาณน้ำที่ไหลออกมายังมหาศาลมาก เพียงครู่เดียวมันก็เติมเต็มจนล้นลำธารน้ำพุวิญญาณ กว่าหลี่เยว่หานจะรู้สึกตัว ขาทั้งสองข้างของนางก็จมอยู่ในน้ำเสียแล้ว
“ยินดีด้วย” เสียงหนึ่งแฝงไปด้วยความปรีดาแว่วมา ไม่รู้ว่าที่มาของเสียงมาจากทิศทางใด แต่กลับดังชัดเจนในโสตประสาทของหลี่เยว่หาน “ที่ถูกเปิ่นจั้วจับกุมได้สำเร็จ”
‘เปิ่น… เปิ่นจั้ว?’
“เจ้าเป็นใคร!” เมื่อมีคนพูดขึ้น หลี่เยว่หานก็ตั้งการ์ดระวังตัวทันที นางโต้ตอบกลับไปพร้อมกับก้าวเท้าออกจากน้ำ
“ข้าคือเจ้าแห่งฟ้าดินนี้” เสียงนั้นดูเหมือนจะอารมณ์ดีไม่น้อย จึงไม่ได้ขัดเคืองกับการตั้งคำถามอย่างไร้มารยาทของนาง “นี่คือโลกของข้า เพียงแต่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย จนทำให้ไอ้สิ่งของบัดซบนี่ดันแบ่งอำนาจการควบคุมส่วนหนึ่งให้แก่เจ้า”
“แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ข้าได้ทวงคืนอำนาจทั้งหมดกลับมาแล้ว และเจ้าเองก็ถูกจับได้แล้วด้วย”
หลี่เยว่หานทำหน้าเคร่งขรึมกวาดตามองไปรอบ ๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอว่าเสียงนั้นมาจากไหน
“ไม่ต้องหาหรอก ข้าคือเจ้าของโลกใบนี้ โลกคือข้า ข้าคือโลก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็แค่นหัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็กำลังเหยียบหัวเจ้าอยู่ล่ะสิ?”
น้ำเสียงนั้นดูเหมือนจะนึกไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะสวนกลับมาในประเด็นที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง
“งั้นก็แสดงว่า ข้าเคยถ่ายหนักใส่หัวเจ้าด้วยล่ะสิ?” หลี่เยว่หานอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายนิ่งอึ้งพ่นคำถากถางออกไปอย่างไร้ความเกรงใจ “เจ้าคือโลกงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นนอกจากข้าที่ถ่ายรดหัวเจ้าทุกวันแล้ว พื้นที่ตรงนี้ยังต้องยอมให้สัตว์ป่าทั้งป่าเหยียบย่ำและถ่ายรดหัวเจ้าไปหมดเลยล่ะสิ?”
“หุบปาก! ทำไมเจ้าถึงเป็นคนสกปรกโสโครกเช่นนี้!” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจือไปด้วยโทนเสียงที่เริ่มโกรธ
หลี่เยว่หานกลับนั่งลงพิงโคนต้นไม้อย่างสบายใจ แล้วกล่าวต่อ “ข้าพูดผิดตรงไหน? เจ้าเป็นคนพูดเองว่าเจ้าคือโลก ในเมื่อเจ้าคือฟ้าดิน ข้าก็ต้องเหยียบอยู่บนตัวเจ้าน่ะสิ” พูดจบนางยังจงใจย่ำเท้าลงบนพื้น
“คิดไม่ถึงเลยนะว่าเจ้าจะชอบแบกสีเขียวขจีไว้บนหัวเต็มไปหมดแบบนี้”
เสียงนั้นเงียบกริบไปอีกครั้ง
“อย่าแกล้งตายสิ ยังไงเจ้าก็พูดเองว่าข้าถูกจับแล้ว และเจ้าก็ได้อำนาจควบคุมมิตินี้คืนไปหมดแล้ว จากน้ำเสียงโอหังเมื่อกี้ ข้าเดาว่าถ้าเจ้าทำได้ เจ้าคงอยากจะมายืนอวดเบ่งต่อหน้าข้าใจจะขาด เพราะสำหรับเจ้าแล้ว ข้าคือผู้แพ้ และคงไม่มีผู้ชนะคนไหนที่จะไม่มาคุยโวใส่คู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้หรอก จริงไหม?”
“แต่เจ้ากลับทำได้แค่คุยโต้ตอบกับข้า ไม่ยอมแม้แต่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็น ถ้าอย่างนั้นข้าขอเดาเล่น ๆ หน่อยแล้วกัน—” หลี่เยว่หานหยุดเว้นจังหวะอย่างมีเลิศนัย
“เดาว่าอะไร!” เสียงนั้นถามกลับมาตามสัญชาตญาณทันที
‘ที่แท้ก็พวกหลอกง่าย’
หลี่เยว่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายและราบเรียบ “ข้าเดาว่า ตอนนี้เจ้าคงยังไม่มีความสามารถพอที่จะปรากฏตัวต่อหน้าข้า หรือไม่ก็เจ้ากำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น ร่างกายยังอ่อนแอมาก อ่อนแอเสียจนทำได้แค่ส่งเสียงขู่ขวัญข้าไปวัน ๆ
หากข้าถูกเจ้าขู่จนขวัญเสีย และเชื่อคำพูดที่ว่าตัวเองถูก ‘จับกุม’ เข้าจริง ๆ ข้าก็คงจะไม่คิดออกตามหา… อืม… ‘ร่างจริง’ ของเจ้า!”
เมื่อสิ้นเสียงสี่คำสุดท้าย บรรยากาศรอบตัวก็เงียบสงัดลงทันที
‘เดิมพันถูกทางแล้ว!’
หลี่เยว่หานแอบอุทานในใจ